GEELY STARRAY EM-R เอสยูวีที่เลือกได้ทั้งไฟและน้ำมัน

หลังจากที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ มาวันนี้ได้สัมผัส GEELY STARRAY EM-R  บนเส้นทาง กรุงเทพฯ-สระบุรี 389 กม. กับโจทย์ “รถไฟฟ้าที่ไม่ต้องกลัวระยะทาง” เรียกว่า อยากชาร์จก็ชาร์จ อยากเติมน้ำมันก็เติม เลือกเอาเองว่าจะใช้แบบไหน

ตลาดรถยนต์วันนี้ ถ้าจะให้คนซื้อ “รถไฟฟ้า” อย่างเต็มใจ ไม่ใช่แค่บอกว่าประหยัดหรือแรง เพราะคนซื้อยังมีคำถามง่ายๆ อยู่คำถามหนึ่งว่า “ถ้าต้องเดินทางไกล แล้วไฟหมดจะทำยังไง?”GEELY มีคำตอบให้ ด้วยการเปิดตัว GEELY STARRAY EM-R รถ SUV ที่เปิดตัวครั้งแรกของโลกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “THE FLOW YOU OWN ทุกเส้นทาง…กำหนดได้” โดยนำระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% มาผสานกับเครื่องยนต์ ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยด้านพลังงานในแบบ Range Extended Electric Vehicle หรือ REEV และนี่คือจุดที่ทำให้ STARRAY EM-R น่าสนใจ เพราะไม่ได้พยายามบอกว่า “ไฟฟ้าดีกว่าน้ำมัน” แต่บอกคนใช้ว่า เลือกเอาเองว่าจะใช้แบบไหน

หลังเปิดตัว ธนบุรีนอยสเติน ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย GEELY อย่างเป็นทางการ พาสื่อมวลชนทดลองขับบนเส้นทางกรุงเทพฯ-สระบุรี ระยะทางรวมประมาณ 389 กิโลเมตร มีทั้งการจราจรในเมือง ถนนสายหลัก และช่วงทางไกล ซึ่งถือเป็นสนามที่เหมาะทีเดียวสำหรับพิสูจน์แนวคิด “ยืดหยุ่น” ของรถคันนี้

ไฟฟ้าเป็นพระเอก น้ำมันเป็นผู้ช่วย

หัวใจของ STARRAY EM-R อยู่ที่เทคโนโลยี EM-R ซึ่ง GEELY วางตำแหน่งให้เป็นเทคโนโลยี 2 ระบบ คือไฟฟ้าและน้ำมันตัวรถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์ แรงบิด 262 นิวตัน-เมตร และมีโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ Pure, Hybrid และ Powerจุดสำคัญ คือ ฟีลการขับยังเป็นรถมอเตอร์ไฟฟ้า การตอบสนองของคันเร่งมาไวและต่อเนื่อง ไม่ต้องรอเกียร์เปลี่ยน ไม่ต้องลุ้นว่ารอบเครื่องจะขึ้นเมื่อไร ระยะทางขับด้วยไฟฟ้าล้วนอยู่ที่ 104.8 กิโลเมตรตามมาตรฐานที่ระบุไว้ ซึ่งสำหรับการใช้งานในเมือ งถือว่าเพียงพอสำหรับการเดินทางประจำวันของคนจำนวนไม่น้อย

แต่ถ้าวันไหนต้องไปต่างจังหวัด?

ไม่ต้องวางแผนชีวิต กับการรอจุดชาร์จ เพราะยังมีน้ำมันให้เลือกใช้

นี่แหละคือความต่างของรถประเภทนี้

มีเวลา ชาร์จไฟ ประหยัดกว่า

รีบ เติมน้ำมัน ไปต่อ

ไม่อยากคิดมาก ก็ใช้มันผสมกันไปเส้นทางทดลองขับครั้งนี้ประมาณ 389 กิโลเมตร จุดที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขอัตราเร่ง แต่เป็นเรื่องของ ความรู้สึกในการใช้งานจริง STARRAY EM-R ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเทคโนโลยี 11-in-1 ของ GEELY ซึ่งรวมระบบสำคัญหลายส่วนไว้ด้วยกัน ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อน พอขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัย สิ่งที่สัมผัสได้คือความเป็นรถไฟฟ้าชัดเจน การตอบสนองคันเร่งเป็นธรรมชาติ และเมื่อเลือกโหมด Power การตอบสนองก็ฉับไวขึ้นอีกระดับ สำหรับการขับในเมือง โหมด Pure เป็นทางเลือกที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ส่วนเมื่อออกเดินทางไกล Hybrid จะช่วยให้การเดินทางไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางมากนักช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ซึ่งเป็นอีกจุดที่ช่วยให้รถมีความมั่นคง โดยเฉพาะเวลาวิ่งด้วยความเร็วต่อเนื่องบนถนนทางไกล ตัวรถมีขนาด 4,740 x 1,905 x 1,685 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,755 มิลลิเมตร จัดอยู่ในกลุ่ม SUV ที่มีพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างดี พูดง่ายๆ คือ คันไม่เล็ก ห้องโดยสารไม่อึดอัด และยังพาคนกับสัมภาระ และยังพับเบาะขนของไปเที่ยวได้จริงพื้นที่เก็บสัมภาระอยู่ที่ 528 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถขยายได้ถึง 2,065 ลิตร ปากประตูท้ายกว้าง 1,122 มิลลิเมตร จึงไม่ใช่แค่ SUV ที่ทำหน้าตาหล่อ แต่มีพื้นที่ให้ใช้งานสมกับคำว่าอเนกประสงค์

ชาร์จไม่เร็วที่สุด แต่ “เติมพลัง” ได้หลายทาง ซึ่ง STARRAY EM-R รองรับการชาร์จทั้ง AC และ DC สำหรับการชาร์จ AC รองรับสูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ ส่วน DC รองรับ 30 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จจาก 30-80% ได้ประมาณ 20 นาทีตามข้อมูลของผู้ผลิต ตัวเลขอาจไม่ได้ทำให้บางคนร้องว้าว แต่ต้องมองให้ถูกจุด เพราะ EM-R ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นรถที่ต้องพึ่งสถานีชาร์จอย่างเดียว

แต่มันยังมีน้ำมันเป็นแผนสำรอง และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่ยังลังเลระหว่างรถไฟฟ้ากับไฮบริด หันมามองรถประเภท REEV มากขึ้น

อีกฟังก์ชันที่น่าสนใจคือ V2L และ V2V ที่สามารถจ่ายไฟออกไปใช้งานภายนอก รวมถึงใช้รถเป็นแหล่งพลังงานเพื่อชาร์จรถคันอื่นได้ โดยกำลังจ่ายสูงสุดที่ระบุไว้ถึง 6.6 กิโลวัตต์ พูดแบบบ้านๆ คือ วันไหนไฟดับ เอารถไปช่วยบ้านได้ วันไหนเพื่อนแบตหมด ก็พอช่วยกันต่อชีวิตได้

รถจึงไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่กลายเป็น “Mobile Power Station” ขนาดย่อมๆ

ภายในจัดเต็มเกินราคา ถ้าภายนอก STARRAY EM-R วางตัวเป็น SUV ที่ดูแข็งแรง ห้องโดยสารก็เดินเกมพรีเมียมขึ้นมาอีกขั้น หน้าจอหลักขนาด 15.4 นิ้ว ทำงานร่วมกับเรือนไมล์ LCD 10.2 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบ Flyme Auto ส่วนรุ่น MAX เพิ่มความหรูขึ้นอีกด้วย HUD ขนาด 13.8 นิ้ว ระบบเสียงหลายตำแหน่ง Wireless Charger และ Ambient Light 256 สี เบาะคู่หน้ามีระบบระบายอากาศ เบาะด้านคนนั่งไม่สามารถปรับสูงต่ำได้ แต่ฝั่งคนขับปรับสูงต่ำทำได้ ส่วนฟังก์ชั่นเบาะนวดในคันนี้ไม่ได้ใส่มาให้ แต่เบาะคนขับปรับไฟฟ้าพร้อม Memory Seat ได้

นอกจากนี้ ยังมีหลังคา Panoramic Power Sunroof พร้อมม่านไฟฟ้า ให้ความโปร่งสบาย พูดกันตรงๆ ว่าอุปกรณ์เหล่านี้ ถ้าเอาราคาเป็นตัวตั้ง ก็ถือว่า GEELY ใส่มาให้มาก

ราคารุ่น PRO เปิดราคาที่ 699,900 บาท สำหรับ 300 คันแรก จากราคาปกติ 729,900 บาท ส่วนรุ่น MAX อยู่ที่ 799,900 บาท

ต่างกัน 100,000 บาท แต่ MAX เพิ่มอุปกรณ์มาค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะล้อ 19 นิ้ว หลังคาพาโนรามิก ฝาท้ายไฟฟ้า เบาะไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ HUD ระบบเสียง ระบบชาร์จไร้สาย และระบบความปลอดภัยเพิ่มขึ้น

ถ้าถามว่ารุ่นไหนน่าเล่น? PRO คือคุ้ม ส่วน MAX คือครบ และถ้ากระเป๋าไหว รุ่น MAX น่าสนใจกว่า เพราะเงินเพิ่มหนึ่งแสนบาท ได้ของและระบบช่วยเหลือเพิ่มขึ้นหลายรายการ

STARRAY EM-R ติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS โดยรุ่น PRO มีระบบสำคัญอย่าง Adaptive Cruise Control, Intelligent Cruise Control, AEB, Lane Departure Warning, Lane Keeping Assist และระบบช่วยควบคุมรถในสถานการณ์ต่างๆ ส่วน MAX ขยับไปถึง ADAS L2+ พร้อม Blind Spot Detection, Lane Change Assist, Rear Cross Traffic Alert, Rear Collision Warning และ Door Open Warning เพิ่มกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา และเซนเซอร์ด้านหน้า นั่นหมายความว่าเวลาขับรถในเมือง การเปลี่ยนเลน หรือถอยออกจากช่องจอด รถมี “ผู้ช่วย” คอยเฝ้าระวังมากขึ้น

แน่นอนว่า ADAS ไม่ใช่คนขับ และคนหลังพวงมาลัยยังต้องรับผิดชอบทุกอย่าง แต่ในโลกจริง การมีระบบช่วยอีกชั้นย่อมดีกว่าไม่มี

อีกประเด็นที่ผู้บริโภคไทยถามกันมาก คือ ความปลอดภัยของแบตเตอรี่ ข้อมูลจาก GEELY ระบุว่า STARRAY EM-R ใช้แบตเตอรี่แบบ Short Blade Cell และบริษัทชูเรื่องความปลอดภัยของระบบแบตเตอรี่เป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญ ทั้งนี้ รถรองรับการชาร์จ AC 6.6 กิโลวัตต์ และ DC 30 กิโลวัตต์ พร้อมระบบจ่ายไฟ V2L และ V2V ด้านการรับประกันก็ให้มาแบบพอทำให้คนซื้อสบายใจขึ้น โดยรับประกันตัวรถ 6 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร

ค่า Maintenance นี่สิ…น่าสนใจกว่า ข้อมูลที่ GEELY นำเสนอระบุว่า STARRAY EM-R มีค่า Periodical Maintenance ตลอดระยะ 105,000 กิโลเมตร หรือ 7 ปี รวมประมาณ 38,221 บาท หรือ เฉลี่ยเพียง 0.36 บาทต่อกิโลเมตร

ตัวเลขนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องจับตา เพราะในวันที่รถใหม่แข่งขันกันด้วยราคาเปิดตัว การแข่งขันจริงหลังจากซื้อรถไปแล้วก็คือ ค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ

รถราคาถูกแต่ดูแลแพง ก็ไม่ได้ถูกจริง ดังนั้น ถ้า STARRAY EM-R สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายตามตัวเลขที่ประกาศไว้ได้ ก็ถือเป็นแต้มต่ออีกข้อ

สรุปแบบคนขับ ไม่ใช่คนขาย GEELY STARRAY EM-R ไม่ได้พยายามจะเป็นรถไฟฟ้าที่สุดโต่ง แต่เลือกเดินทางสายกลาง ไฟฟ้าเมื่ออยากประหยัด น้ำมันเมื่ออยากเดินทางต่อ และใช้สองระบบร่วมกันเมื่อชีวิตไม่เป็นไปตามแผน นี่คือเสน่ห์ของ EM-R ต้องการกำลัง กด Power ต้องการความประหยัด เลือก Pure ต้องการเดินทางไกล ใช้ Hybrid

ถ้าถามว่าคุ้มไหม? มองจากราคาเริ่มต้น 699,900 บาท พร้อมอุปกรณ์ ความปลอดภัย และระบบขับเคลื่อนแบบ REEV ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมากในตลาด

แต่ถ้าเป็นผู้เขียน ก็เลือกรุ่น MAX 799,900 บาท น่าเล่น และคุ้มค่ากว่า เพราะส่วนต่างหนึ่งแสนบาท แลกกับอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นหลายรายการ ทั้งหลังคาพาโนรามิก เบาะไฟฟ้า เบาะระบายอากาศ HUD ระบบเสียง ระบบช่วยขับ และกล้อง 360 องศามันไม่ใช่คำว่า “แพงกว่า” แต่เป็นคำว่า “จ่ายเพิ่มแล้วได้ของที่ใช้จริง”

STARRAY EM-R ไม่ได้ทำให้รถไฟฟ้าหายไปจากตลาด และไม่ได้ทำให้รถน้ำมันตาย แต่กำลังบอกตลาดว่า ระหว่าง “รถไฟฟ้า” กับ “รถน้ำมัน” วันนี้อาจมีทางเลือกที่สาม คือ รถที่ให้คนขับเป็นคนเลือกเองว่าจะใช้พลังงานแบบไหน

และนั่นแหละ คือความหมายของ “THE FLOW YOU OWN — ทุกเส้นทาง…กำหนดได้”


โดย นรินทร โชติภิรมย์กุล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มธนบุรี และ จีลี่ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เปิดตัว GEELY EX5 พวงมาลัยขวา

กลุ่มธนบุรี หนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทย และ จีลี่ หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมยานยนต์ ร่วมกันประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธอย่างเป็นทางการทั้งในด้านการตลาด