
ไชยันต์ ไชยพร
ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491) มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2490 กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ถ้าพิจารณาตามมมาตรา 74 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ที่กำหนดไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอย่างน้อยสิบห้าคน อย่างมากยี่สิบห้าคน ในการตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ” ก็อาจเข้าใจไปว่า คณะรัฐมนตรีคณะนี้แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ยังไม่ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษก) แต่ในความเป็นจริง คณะรัฐประหาร ดังนั้น คณะรัฐประหารจึงเป็นผู้มีอิทธิพลในทางพฤตินัยต่อการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งตัวนายควง อภัยวงศ์นายกรัฐมนตรีด้วย
คนในพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นแตกต่างกันต่อการที่หัวหน้าพรรคของพวกเขายอมรับเป็นนายกรัฐมนตรีให้กับคณะรัฐประหาร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงกับการยอมการที่นายควงรับเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้อำนาจอิทธิพลของคณะรัฐประหาร เพราะเกรงว่านอกจากจะเกรงว่า จอมพล ป. จะมีนโยบายเผด็จการเหมือนที่ผ่านมา และที่สำคัญคือ การปล่อยให้บริวารสร้างพฤติกรรมอันเลวร้ายที่สุดอีก ซึ่งความวิตกดังกล่าวนี้ของสมาชิกส่วนหนี่งของพรรคประชาธิปัตย์ดูจะสอดคล้องกับทัศนะของกรมขุนชัยนาทนเรนทรที่ว่า จอมพล ป. เองก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่ไร้คุณธรรมอย่างยิ่ง อาจมีคำถามว่าหลังทำรัฐประหารสำเร็จ ทำไม จอมพล ป. พิบูลสงครามในฐานะผู้มีอิทธิพลสูงสุดต่อคณะรัฐประหารจึงไม่เป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง แต่ต้องให้นายควงเป็น ?
ณัฐวุฒิ สุทธิสงครามเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่มี “ความหวังว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งของจอมพล ป. ในครั้งนี้ จะไม่นำพาเอากลุ่มบริวารที่มีพฤติกรรมอันเลวร้ายที่สุดรวมถึงนโยบายเผด็จการกลับคืนมาด้วย และเชื่อว่าการถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีตลอดจนการคุมขังในอดีตได้ขัดเกลาพฤติกรรมของเขาแล้ว”
จอมพล ป. พิบูลสงรามเองก็แสดงจุดยืนที่น่าเชื่อถือโดยการทำหนังสือมอบอำนาจชของคณะทหารให้แก่รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ดังปรากฏข้อความในสำเนาหนังสือ ดังต่อไปนี้
สำเนาหนังสือมอบอำนาจให้แก่รัฐบาล
ที่ 281/2490 กองบัญชาการทหารแห่งประเทศไทย 11 พฤศจิกายน 2490
เรื่อง ขอมอบอำนาจของคณะทหารแก่รัฐบาล
จาก ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย
ถึง นายกรัฐมนตรี
ขอได้โปรดนำความดังต่อไปนี้ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีด้วย จะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง คือ
การที่คณะทหารตำรวจและพลเรือน ได้กระทำรัฐประหารขึ้นนั้น ก็โดยที่เห็นว่าประเทศไทยในปัจจุบันนี้ตกอยู่ในภาวะอันเสื่อมโทรมอย่างน่าสลดใจ ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับทุกข์ทรมาน ในการครองชีพเป็นอย่างยิ่ง การทุจริตคิดมิชอบ ตลอจนบรรดาโจรผู้ร้ายก็เกิดขึ้นอย่างชุกชุม และไม่อาจแก้ไขให้บรรเทาเบาบางลงได้ เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนทั่วไป จนน่าวิตกว่าประเทศไทยคงไม่อาจหลุดพ้นจากความยุคเข็ญอย่างร้ายแรงที่สุด ในประวัติศาสตร์เป็นแน่ บรรดาข้าราชการฝ่ายทหาร ตำรวจ พลเรือนและประชาชนผู้รักชาติทั้งหลาย มีความเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นการสุดวิสัยที่จะทนนิ่งดูดาย ให้บ้านเมืองประสพความหายนะต่อไป จนถึวาระที่สุด จึงพร้อมใจกันทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยได้เข้ามายึดอำนาจการปกครองของรัฐบาลไว้ ด้วยความมุ่งหมายที่จะแก้สถานะการณ์ ให้กลับฟื้นคืนเข้าสู่ความสมบูรณ์พูลสุขต่อไป
บัดนี้ การจัดการปกครองของประเทศชาติภายหลังการรัฐประหาร ได้สำเร็จลงและประเทศไทยกำลังจะคืนเข้าสู่สภาพปรกติแล้ว กล่าวคือ ได้มีกระแสพระบรมราชโองการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉะบับชั่วคราว ได้มีประกาศพระบรมราชโองการตั้งอภิรัฐมนตรี และประกาศตั้งรัฐบาลแล้ว
และเนื่องจากคณะรัฐบาลได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และเข้าประจำการตามกระทรวงโดยเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะดำเนินการบริหารราชการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันต่อไป
ในโอกาสนี้ คณะนายทหาร ตำรวจ และพลเรือน จึงยินดีที่จะขอมอบอำนาจการปกครองแผ่นดิน ตามที่คณะทหาร ตำรวจ และพลเรือนยึดไว้ได้โดยทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เป็นลำดับมา และปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ ให้แก่รัฐบาลปัจจุบันดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินแทนต่อไป ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อประโยชน์สุขของบรรดาข้าราชการ สมณชีพราหมณ์ พ่อค้า ประชาชน และพสกนิกรอื่นๆ ทั้งปวง ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้บังเกิดสุขเสรี และจำเริญวัฒนถาวรสืบไปเป็นสำคัญ
ส่วนคณะทหาร ตำรวจ และพลเรือน จะยังทำการแต่ในด้านรักษาความสงบเรียบร้อย และเป็นกำลังอันมั่นคงของประเทศชาติอยู่ต่อไปอีกชั่วคราว เพียงเท่าที่จำเป็น โดยจะพยายามดำเนินกิจการทั้งปวงนี้ ให้เข้าสู่สภาพปรกติโดยเร็วที่สุด
อนึ่ง สำหรับส่วนตัวข้าพเจ้านั้น ขอเรียนว่า ข้าพเจ้าได้มีเจตนาอันแรงกล้า ที่ใคร่จะกราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ ไปพักผ่อนตามเยี่ยงอย่างพลเมืองดีทั้งหลาย เพราะคิดเห็นว่า ถ้ายังจะรับราชการฉลองพระเดชพระคุณประเทศชาติอยู่ต่อไปอีก ก็จะเป็นช่องทางให้คนทั้งหลายเห็นว่า ได้กระทำรัฐประหารร่วมกับพวกพ้องในครั้งนี้ เพื่อจะแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ ทั้งจักเป็นการขัดต่อเจตนาเดิมที่ได้มุ่งหวัง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเท่านั้น
ฉะนั้น เพื่อยืนยันถึงความคิดเห็นดังกล่าว ข้าพเจ้าจะได้กราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่โดยเร็วที่สุด ในเมื่อความสงบสุขของชาติบ้านเมืองได้บังเกิดขึ้น และประชาชนได้คลายความอดอยากลงทั่วกันแล้ว พร้อมทั้งเป็นความเห็นชอบของคณะรัฐบาล ที่ทำการปกครองบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้
ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้าในนามของคณะทหาร ตำรวจ และพลเรือน ขออารธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ได้โปรดประสิทธิประสาทความเกษมสุขส่ง เป็นที่นิยมและใคร่ผูกมิตรสนิทสนมขงอนานาประเทศใหญ่น้อยทั้งปวง ณะ บัดนี้ เป็นต้นไป
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
(เนื้อหาของหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ปรากฏอยู่ใน บันทึกรายงานการประชุมคณะรัฐมนตรี, เอกสารจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ และได้รับการนำเสนอผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน 2490) รวมถึงสถานีวิทยุกระจายเสียงในยุคนั้นเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงข้อตกลงระหว่างรัฐบาลและคณะรัฐประหาร ดู สุชิน ตันติกุล, ผลสะท้อนทางการเมืองของรัฐประหาร พ.ศ. 2490, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. 2517 ; สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร, บทบาททางการเมืองของนายควง อภัยวงศ์ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 – 2491, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. 2521; สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ, ขบวนการเสรีไทยกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย ระหว่าง พ.ศ. 2481-2492, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2531)
หลังจากออกหนังสือข้างต้นได้สัปดาห์หนึ่ง ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2490 จอมพล ป. ยังไปสาบานต่อพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก ข้อความในคำสาบานเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ธรรมนัส' ปูดข่าว ผู้บริหารหลายกรมจะโดนย้าย เพราะไม่สนองนโยบายการเงินมากกว่าการงาน
นายธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้ยินข่าวมาว่า!!! จะมีการย้ายผู้บริหารระดับสูงหลายๆกรมเพราะไม่สนองนโยบาย“การเงิน”มากกว่า”การงาน“
🔴 LIVE บัตรคนจน อลหม่าน!! | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | เปิดข้อมูล! ต่างชาติผิดกม. นอมินีร้าย-ฟอกเงิน!!
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เจเศรษฐ์-รมช.มท. ถามตรง ตอบชัด กับความในใจ รมต.กลุ่มลูกเทพ-บ้านใหญ่อุทัยธานี
หนึ่งในรัฐมนตรีกลุ่มนิวเจน พรรคภูมิใจไทย ที่น่าสนใจก็คือ"เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รหัส มท.3 และสส.อุทัยธานี สามสมัยติดต่อกัน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีในวัย 37 ปี โดยได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงาน กรมโยธาธิการและผังเมือง -กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) –การประปาส่วนภูมิภาค -การประปานครหลวง"
🔴 LIVE ‘บรรจง’ เปิดหมดใจ NGOs ไม่ขวางพัฒนา เตือนภัยประมงคางดำ | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
🔴 LIVE คุ้มหรือไม่? AI เพื่อคนไทย | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569

