มติ กกต.14 ก.ย. คดีฮั้ว สว.จบแบบไหน?

...ถ้า กกต. จะวินิจฉัยแบบ 'เต็มแม็กซ์' ตามสำนวนชุด 26 วันที่ 14 กันยายนนี้ ต้องเดินหน้า 2 ช่องทางหลัก1.ส่งศาลฎีกา: เพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 622. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ: หาก กกต. เห็นชอบตามนายทะเบียนพรรคการเมือง ก็ส่งเรื่องยุบพรรคไปศาลรัฐธรรมนูญ 3. 'ความผิดทางอาญา' ที่มีโทษจำคุกและปรับ ซึ่งอันนี้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมปกติที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา เช่น ศาลอาญา ไม่ใช่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง...

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประชุมลงมติในคำร้อง"คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา"หรือ"คดีฮั้วสว."ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และคาดว่ามติของกกต.ไม่ว่าจะออกมาอย่างใด จะมีผลทางการเมืองและต่อองค์กรอิสระอย่างกกต.ตามมาแน่นอน

"ไทยโพสต์"สัมภาษณ์พิเศษ"วัส ติงสมิตร-อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา-อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ"ถึงความเห็นต่อคดีฮั้ว สว.ที่จะรู้ผลกันวันที่ 14 ก.ย.นี้

โดย"วัส -อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา"ให้ทัศนะว่า การเลือกสว.ปี 2567 ที่เป็นคำร้องอยู่ในชั้นการพิจารณาของ กกต. ในความเห็นของผมจากการติดตามข่าวสารและได้มีโอกาสเห็นเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสื่อมวลชน ในส่วนตัวผมไม่ได้รับเอกสารจากใคร ซึ่งเรื่องดังกล่าว จะต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ฉบับ

ฉบับแรกก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2560 ในมาตรา 226 และฉบับที่สองคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะมาตรา 62

ปัญหาเวลานี้เกิดขึ้นหลังจาก กกต. ประกาศรับรองผลการเลือก สว.ในปี  2567 จนทำให้ สว.ที่ กกต. ประกาศรับรองได้เข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภามาสองปีเศษ การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องดูว่าการเลือกกันเองของผู้สมัคร สว.มีการทุจริตหรือไม่ และการเลือก สว.ดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่

..หากเข้าข่ายว่ามีการทุจริตการเลือก สว.ผลที่ตามมานอกจากจะนำไปสู่การเป็นคดีเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.บัญญัติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกาอย่างเดียว ซึ่งปกติคดีของศาลยุติธรรมจะเริ่มต้นที่ศาลชั้นต้น แต่คดีลักษณะดังกล่าว รัฐธรรมนูญกับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.บัญญัติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกาตั้งแต่ด่านแรกเลยไม่ต้องไปศาลชั้นต้น

..โดยหากเข้าเหตุว่ามีการเลือก สว.ที่ผิดกฎหมาย มีด้วยกันสองเหตุตามมาตรา  62 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ปี 2561 คือข้อแรก ทุจริต และข้อที่ 2 คือการเลือก สว.ที่ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า "และ" คือหากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งก็เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายได้ หากกฎหมายเขียนว่า "และ" จึงต้องเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดทั้งสองข้อ คือเป็นการเลือก สว.ที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่เมื่อใช้คำว่า "หรือ" ก็หมายความว่า หากการเลือก สว.เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้แล้ว

"วัส-อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาฯ" กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเลือก สว.เมื่อปี 2567 เมื่อ กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือก สว.ไปแล้ว พบว่ารัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.ฯ เขียนไว้เหมือนกัน ก็คือจะใช้หลักเกณฑ์ว่า"มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ไม่ใช่สงสัย แต่เป็นเรื่องของการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ซึ่งมีความแตกต่างกัน

.. เพราะหากเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัย เป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ โดยหลักก็คือ ในระหว่างที่ผู้สมัคร สว.กำลังเลือกกันเอง ที่การเลือก สว.ยังไม่เสร็จสิ้น หากเป็นกรณีก่อน กกต.รับรองผลการเลือก สว. ทาง กกต.จะมีอำนาจในระดับหนึ่ง กรณีที่เกิดขึ้น มีปัญหามาก คือการเลือกกันเองของผู้สมัคร สว.ในการเลือกวันที่ 3 ระดับประเทศที่เมืองทองธานี หาก กกต. พบเหตุอันควรสงสัย กกต. ก็สามารถเข้าไประงับยับยั้งหรือจัดให้มีการเลือกกันใหม่ในเวลานั้นได้เลย

เท่าที่ติดตามดูข่าวทางสื่อมวลชน พบว่า การเลือก สว.ของผู้สมัครในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ก็มีเหตุที่จะให้หยุดการเลือก สว.ไว้ก่อนได้ เพราะเห็นได้ชัดว่ามีการฮั้วกันตั้งแต่วันนั้น มีกกต.คนหนึ่ง ที่มีภาพปรากฏทางสื่อมวลชน ได้รับเอกสารที่ผู้สมัคร สว.มีการจดอะไรกันไว้  แล้วก็ยังบอกด้วยว่าในระหว่างนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโพยฮั้วกันแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการใช้อำนาจที่เด็ดขาดกว่านั้น นอกจากที่จะรับหรือยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าเมื่อยึดเอกสารที่ผู้สมัครจดอะไรกันไว้แล้วทาง กกต.ได้นำเอกสารดังกล่าวไปทำอะไรต่อ ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏ โดยที่ความจริงก็มีเหตุอันควรสงสัยแล้วที่จะให้หยุดการเลือก สว.ไว้ก่อน แต่ไม่ได้มีการดำเนินการ

จนกระทั่งหลังการเลือก สว.เสร็จสิ้น และ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือก สว.ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 และ สว.เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ จนถึงปัจจุบันผ่านมาสองปีเศษ

อย่างไรก็ตาม การร้องเรียนการเลือก สว.พบว่าได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ที่เป็นวันถัดมาของการเลือก สว.วันสุดท้าย โดยมีผู้สมัคร สว.ที่เข้าถึงการเลือกวันสุดท้ายระดับประเทศ แต่ไม่ผ่านการเลือกเข้าไปเป็น สว. ได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. ในช่วงที่กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองผลการเลือก สว. จนต่อมา กกต. ก็ได้สืบสวนไต่สวนตั้งแต่หลังการเลือก สว.เสร็จสิ้น สุดท้าย กกต.ได้นัดประชุมเพื่อพิจารณาปัญหาฮั้ว สว.ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน และลงมติว่า กกต.จะวินิจฉัยคำร้องเรื่องการฮั้ว สว.อย่างไร

เลือกสว.ปี2567 ผิดปกติตั้งแต่ก่อนเริ่มคิกออฟ

"วัส-อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา"ให้ความเห็นต่อไปว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จะเห็นได้ชัดว่า การเลือก สว.เมื่อปี 2567 มีความผิดปกติตั้งแต่ก่อนวันรับสมัครการคัดเลือกสว.เสียด้วยซ้ำ โดยหากถามว่าเหตุใดจึงเกิดปัญหานี้ขึ้น พบว่าขณะที่มีการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการมาซึ่งสว. ฯ หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเมื่อ 6 เมษายน 2560 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ให้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือ กรธ. ไปดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญสิบฉบับ ซึ่งรวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาด้วย

..และต่อมาหลังยกร่างกฎหมายการเลือกสว.เสร็จสิ้นและประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2561 โดยในช่วงการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ผู้ที่ร่วมยกร่างกฎหมาย ได้แสดงความกังวลระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายว่า อาจจะมีการฮั้วกันในการเลือก สว.ได้ จึงทำให้มีการออกรูปแบบการเลือกกันเองให้มันสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกรอบไขว้ของการเลือก สว.ระดับประเทศ

..ต่อมาก็พบว่า ในการเลือก สว.ระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ปรากฏว่า คะแนนสูงสุด 6 คนแรก เกาะกลุ่มกันเข้ามาเป็นแผงโดยเฉลี่ย บางกลุ่มก็ 7 คนแรกเลยที่คะแนนเกาะกลุ่มกัน และพบว่า 3-4 คนสุดท้ายในแต่ละกลุ่ม คะแนนจะตามหลัง 6-7 คนแรกแบบทิ้งห่าง พบโพยที่มีเบอร์ 10 คนของแต่ละกลุ่มเหมือนกับเป๊ะเลย ลำดับก็เหมือนกัน ไม่ใช่เรียงจากน้อยไปหามาก หรือจากมากไปหาน้อย แต่สลับไปสลับมา ครั้งแรกพบ 2 ใบ ที่มีลักษณะนี้

กรณีนี้ คุณลอย ชุนพงษ์ทอง ซึ่งเชี่ยวชาญคณิตศาสตร์และสถิติ และติดตามการเลือก สว.มาตั้งแต่ระดับอำเภอและระดับจังหวัด  พบว่า มีความผิดปกติ เมื่อมาถึงการเลือก สว.ระดับประเทศที่เมืองทองธานีพบโพยที่เหมือนกับเป๊ะเลย 2 ใบ เขาวิเคราะห์ทันทีเลยว่ามีโอกาสที่จะเกิดขึ้นลักษณะนี้ 1 ใน 5,000 แล้วตามด้วยล้าน 3 ตัวคือ ล้านล้านล้าน หรือยากกว่าการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ติดต่อกัน 7-8 งวด และต่อมาพบโพยอีก 8 ใบ ที่เหมือนกันเป๊ะเลยลักษณะเดียวกับกับ 2 ใบแรก เขาวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ว่า กรณีนี้เกิดขึ้นได้ยากกว่าที่จะไปหาเม็ดทรายหนึ่งเม็ดในพหุจักรวาล พูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นไปไม่ได้เลย

..จะเห็นได้ว่า การเลือก สว.ที่มีการแสดงความเป็นห่วงกระบวนการเลือกมาตั้งแต่ตอนยกร่างกฎหมาย จนกฎหมายมีการประกาศใช้ และ กกต.ไปออกระเบียบข้อบังคับต่างๆในการเลือก สว.เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ซึ่งหากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือฉบับปี 2560 ก็จะพบว่าในมาตรา 107 ที่เป็นมาตราเกี่ยวกับวุฒิสภาตอนที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ผมอ่านมาตรา 107 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้ผู้สมัคร สว.เลือกกันเอง ผมเห็นว่ามีการรวมหัวกันได้ และเอื้ออำนวยให้รวมหัวกัน แล้วต่อมามีการขยายความมาตรา 107 ในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาปี พ.ศ. 2561 รวม 99 มาตรา ยืนยันว่าสามารถฮั้วกันได้ง่าย

...หลัง กกต.รับรองผลการเลือก สว.เมื่อปี 2567 ใหม่ๆ ก็มีการวิเคราะห์กันว่ามีโอกาสที่จะมีการฮั้วกันถึง 149 คน เมื่อไปดูผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งเสนอให้ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้งของ สว. ในปัจจุบันถึง 138 คน บวกกับบุคคลอื่นอีก 91 ราย หากคดีสามารถไปถึงศาลฎีกาและศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิดังกล่าว จะมีผลทำให้ สว. สส. และรัฐมนตรีหลุดขากตำแหน่งทันที

จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาตั้งแต่แรกๆว่ามีการฮั้ว สว.กัน 149 คน โดยเฉพาะคะแนนของผู้ผ่านการเลือก สว.ระดับประเทศที่เกาะกลุ่มกันมา 20 กลุ่ม ซึ่งไม่ใช่การลงคะแนนแบบธรรมชาติ และต่อมาก็มีการเปิดเผยข้อมูลอื่นๆ อีก เช่น ให้เงินสด จ่ายค่าสมัคร ค่าเดินทาง ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ากินอยู่ของผู้สมัคร สว.ที่มาร่วมประชุมกันเพื่อจดหมายเลขของผู้สมัคร สว.ที่จะฮั้วกัน ในโรงแรมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา -ปทุมธานี และนครนายก

รวมถึงข้อมูลที่ว่ามีการขนคนที่เป็นผู้สมัคร สว.ที่ผ่านเข้ารอบการเลือกสว.รอบสุดท้าย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์จากไอลอว์ นำมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชน มีการสืบค้นข้อมูลทั้งจากการใช้โทรศัพท์ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก TikTok ของผู้สมัคร สว.ที่ผ่านการคัดเลือกในระดับต่างๆ เช่นการโพสต์เฟซบุ๊กดีใจหลังผ่านการเลือก สว. ในระดับอำเภอ-จังหวัด

ข้อมูลเหล่านี้ บางส่วนอาจไม่อยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพราะว่าละเอียดมาก แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยในการดูเรื่องนี้ได้มาก หากข้อมูลใดไม่อยู่ในสำนวนชุด 26 ก็สามารถส่งไปให้ศาลฎีกาได้ หาก กกต. ตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

"วัส-อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฏีกา"ยังได้ยกตัวอย่างคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.มาประกอบการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ โดยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีคำร้องคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.ที่เป็นคดีซึ่งผู้สมัคร สว.ที่จังหวัดชลบุรีมีการจับคู่แลกคะแนนกัน โดยเป็นการติดต่อกันผ่านแชทไลน์ ในลักษณะ ผมจะเลือกคุณ แล้วก็คุณก็เลือกผม เพียงแค่การจับคู่แลกคะแนนกันของผู้สมัคร สว. กกต.ยังส่งคำร้องให้ศาลฎีกาตัดสิทธิเลือกตั้ง เพียงแค่ผู้สมัคร สว.คุยกันแค่สองคนเพื่อแลกคะแนนกัน ก็มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ขณะที่ สว.ที่ตามข่าวว่ามี 138 คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นจำนวนมาก อาจต้องใช้เวลาในการพิจารณา แต่ก็มีข่าวออกมาทำนองว่า กกต.จะยกคำร้อง จะไม่ส่งให้ศาลฎีกา ถ้าเป็นแบบนี้ก็ทำเกินไป

..ที่ผ่านมาในชั้นไต่สวน การทำงานของกรรมการชุด 26 ของกกต.ก็มีการเปิดโอกาสให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่มีด้วยกัน  229 คน ซึ่งก็มีนายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย รวมถึงผู้มากบารมีแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ สุดท้ายหลังจากใช้เวลากว่าสองปี กกต. นัดลงมติในวันที่ 14 กันยายน 2569

"ที่ผ่านมา ข้อมูลในคดีนี้หลุดออกมาเยอะมาก อย่างผู้สมัคร สว. ที่นครศรีธรรมราช เงินสินบน 20,000 บาทที่เป็นแบงก์พัน เขารับไว้ก็จริงแต่ไม่ได้นำไปใช้ พอจะนำไปเป็นพยานให้ DSI กับ กกต. เจ้าหน้าที่ก็คืนเงินนั้นมา เขาจึงนำหลักฐานนี้มาเปิดเผยผ่านรายการทีวีโดยพรรคประชาชนและไอลอว์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องหลักฐานตั๋วเครื่องบินที่ออกให้ผู้สมัครบางจังหวัด เช่น ภูเก็ต รวมถึงหลักฐานอื่นๆ อีกหลายอย่างที่มัดแน่นว่ามีการฮั้วกันจริง"

ทางออกที่ปลอดภัยที่สุด กกต. ต้องส่งคำร้องไปทั้งยวง

“วัส – อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา” ระบุต่อว่า ถ้าถามความเห็นผม จากสำนวนของชุด 26 ที่เปิดเผยมา บวกกับข้อมูลของกลุ่มเคลื่อนไหวทั้งนักการเมืองและภาคประชาชน ผมเชื่อพยานหลักฐานตามสำนวนของชุด 26 ครับ ได้ข่าวว่ามีเอกสารหนาถึง 80,000-90,000 หน้าแม้จะมีข่าวว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง ซึ่งเห็นตรงข้ามกับชุด 26 แบบหนังคนละม้วน ถึงผมยังไม่เห็นหลักฐานทั้งหมด แต่ฟังจากข้อมูลที่ออกมา ผมยังเชื่อชุด 26 มากกว่าชุด 36 ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่เปิดเผยเหตุผลเลยว่าทำไมถึงเห็นควรยกคำร้อง

...ผลการวินิจฉัยในวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. ทั้ง 7 คนต้องคิดให้ดี เพราะมีข้อมูลว่า กกต. ชุดปัจจุบันถึง 4 คน ได้รับเสียงโหวตเห็นชอบมาจาก สว. ชุดปัจจุบันที่กำลังถูกกล่าวหาถึง 138 คน ซึ่งคิดเป็นจำนวนเกือบ 70% ของ สว. ทั้งหมด 200 คน การที่คนถูกกล่าวหา กลับมามีอำนาจโหวตเห็นชอบบุคคลให้ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แล้วองค์กรนั้นกำลังจะมาชี้ขาดความผิดของตัวเอง เกณฑ์ตรงนี้เข้าข่าย 'ขัดกันแห่งผลประโยชน์' หรือขัดกันในบทบาทเต็มๆ ในทางปกครอง ถือเป็นผู้ถูกคัดค้านได้เลย จะมาออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้ เพราะสูญเสียความเป็นกลาง ยิ่ง 4 คนนี้เป็นเสียงข้างมากใน กกต. 7 คนด้วย ยิ่งมีปัญหา ตามหลัก กกต. ที่เข้าเกณฑ์นี้ ต้องถอนตัวจากการลงมติ บางองค์กร กรรมการที่อาจถูกคัดต้านมัก 'ชิ่ง' เนียน ๆ ด้วยการลาประชุม

เพราะฉะนั้น ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดและตรงกับมุมมองของผม คือ กกต. ต้องส่งคำร้องไปทั้งยวงเลย ตามผลไต่สวนของชุด 26 สว. ทั้ง 138 คน และบุคคลอื่นอีก 91 ราย ซึ่งในส่วนหลังนี้มี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. และพรรคการเมือง รวมอยู่ด้วย อาจนำไปสู่การร้องให้ยุบพรรคได้ แต่การยุบพรรคไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลฎีกา เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยต้องผ่านความเห็นชอบของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองก่อน"

“ถ้า กกต. จะวินิจฉัยแบบ 'เต็มแม็กซ์' ตามสำนวนชุด 26 วันที่ 14 กันยายนนี้ ต้องเดินหน้า 2 ช่องทางหลัก

1.ส่งศาลฎีกา: เพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 62

2.ส่งศาลรัฐธรรมนูญ: หาก กกต. เห็นชอบตามนายทะเบียนพรรคการเมือง ก็ส่งเรื่องยุบพรรคไปศาลรัฐธรรมนูญ

3.'ความผิดทางอาญา' ที่มีโทษจำคุกและปรับ ซึ่งอันนี้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมปกติที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา เช่น ศาลอาญา ไม่ใช่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"

“วัส-อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา”ย้ำว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า เกณฑ์การตัดสินคดีเลือกตั้งกับคดีอาญามันต่างกันโดยสิ้นเชิง คดีเลือกตั้งเพื่อตัดสิทธิมางการเมือง ใช้แค่เกณฑ์ 'มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า' ตามมาตรา 62 แต่ถ้าเป็นคดีอาญา เช่นความผิดตามมาตรา 77 (เช่น จัดเลี้ยง ให้เงิน ขู่เข็ญ หลอกลวง) เกณฑ์พิสูจน์จะเข้มข้นกว่ามาก คือต้องพิสูจน์จน 'ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร' หรือพูดง่ายๆ คือต้องเชื่อเต็มร้อย ถ้ายังมีข้อสงสัย ศาลก็ต้องยกฟ้องปัญหาคือ เลขาฯ กกต. หรือ กกต. บางคน พยายามสื่อสารทำนองว่า หลักฐานยังพิสูจน์ความผิดจริงไม่ได้ ส่อแววจะยกคำร้อง นี่คือการเอาเกณฑ์คดีอาญามาปนกับคดีเลือกตั้ง ซึ่งมันคนละเรื่องและฟ้องคนละศาลกันเลย

 ..จริงอยู่ว่าวันที่ 14 กันยายน กกต. อาจลงมติทั้งคดีเลือกตั้ง คดีรัฐธรรมนูญและคดีอาญาพร้อมกันได้ แต่โดยหลักแล้ว คนที่ต้องคดีเลือกตั้งและคดีอาญาทั้งสองเรื่อง ควรต้องรอคำพิพากษาจากศาลฎีกาก่อน เพราะถ้า กกต. รีบพิจารณาคดีอาญาสำหรับบุคคลที่ต้องคดีเลือกตั้งด้วย ถ้าต่อมาศาลฎีกายกคำร้องคดีเลือกตั้ง คนคนนั้นก็แทบไม่มีทางผิดอาญาได้เลย เว้นแต่คดีอาญาเรื่องการขาดคุณสมบัติอย่างเดียว เช่น เป็นสมาชิกพรรคการเมืองแต่ยังมาสมัคร สว. อันนี้ กกต. ฟ้องอาญาได้เลย ซึ่งมีถึง 1,767 คน แต่คำถามคือ ข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองก็อยู่ในมือ กกต. 100% อยู่แล้ว ทำไม กกต. ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี? เพิ่งมาเริ่มฟ้องล็อตแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำไมทำงานช้าขนาดนี้? ปล่อยให้ระบบเสียหายยับเยิน ทั้งที่ถ้าตัดสิทธิคนกลุ่มนี้ตั้งแต่แรก กระบวนการเกณฑ์คนมาฮั้วก็คงลดลงจำนวนหนึ่ง

สามสูตรมติกกต.เสนอแนะควรเลือกทางไหน?

“วัส – อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา”ย้ำว่า ผมเห็นด้วยกับผลสรุปของกรรมการไต่สวนชุด 26 เต็มๆ ครับ ชุดนี้กรรมการ 7 คน เป็นคนของ กกต. 4 คน ระดับรองเลขาธิการ กกต. เป็นหัวหน้าทีม และคนของ DSI 3 8o ระดับรองอธิบดีเป็นหัวหน้าทีม ใช้เครื่องไม้เครื่องมือของ DSI มาสนับสนุนงาน ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ปรากฏทางสื่อ พยานบุคคลที่เป็น สว. สำรอง หรือผู้สมัครที่ตกรอบ มันชัดเจนมาก

..สำหรับการลงมติของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายน ผมมองไว้ 3 แนวทาง:

  • แนวทางแรก - ยกคำร้อง: ยุติเรื่องทั้งหมด เดินตามรอยคณะอนุวินิจฉัย ชุด 36 (มติ 5 ต่อ 2) ที่มองว่าคดีไม่มีมูล
  • แนวทางที่สอง - ฟันเต็มคาราเบล: เห็นว่ามีมูลทั้งหมด ส่งศาลฎีกาตัดสิทธิ สว. ตามชุด 26 ส่วนเรื่องยุบพรรคส่งศาลรัฐธรรมนูญ และคดีอาญา แจ้งความต่อตำรวจ เพื่อสอบสวนทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการพิจารณาฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา
  • แนวทางที่สาม - ส่งบางส่วน: กกต. เลือกส่งศาลฎีกาบางรายชื่อ เช่น 10-20 คน แล้วตัดจบเรื่องยุบพรรค หรือส่งเฉพาะบางประเด็น

ถ้าถามผม หากผมเป็น กกต. แม้จะยังไม่ได้จับสำนวนเต็มๆ แต่ฟังจากพยานหลักฐาน ผมเลือก ส่งศาลฎีกาทั้งหมด ตามแนวทางชุด 26 "

...แต่ถ้า กกต. เลือกส่งแค่บางส่วน ตัดบางคนออก ฝ่ายประชาชนหรือ NGO จะทำอย่างไร? คำตอบคือ สามารถยื่นคำร้องและแนบหลักฐานเพิ่มเติมตรงไปยังศาลฎีกาได้เลย เพราะแม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง จะกำหนดให้ศาลฎีกาใช้สำนวน กกต. เป็นหลักในการพิจารณา แต่รัฐธรรมนูญในวรรคนี้ก็ให้อำนาจศาลในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

เมื่อถามถึงผลกระทบหากมติ กกต. ออกมาขัดความรู้สึกของประชาชน “วัส – อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา”ทิ้งท้ายว่า เกิดวิกฤตศรัทธาแน่นอนครับ ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระจะดิ่งลงเหว ซึ่งจริงๆ ก็เริ่มเห็นในองค์กรอื่นอย่าง ป.ป.ช. แล้ว องค์กรอิสระที่มีอำนาจสะเทือนการเมืองที่สุดคือ กกต. กับ ป.ป.ช. เพราะ กกต. คุมการเข้าสู่อำนาจรัฐในการเลือกตั้ง สส. และเลือก สว. ส่วน สว. ก็กลับมามีอำนาจโหวตเลือกคนไปนั่งในองค์กรอิสระรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ พอเค้าโหวตเลือกคนของเค้าเข้าไปจนครองเสียงข้างมากได้ แล้วเรายังจะหวังพึ่งคำวินิจฉัยที่เที่ยงธรรมจากองค์กรเหล่านี้ได้อีกหรือ?

หาก กกต. มีมติไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ประชาชนทำอะไรได้บ้าง? ในทางกฎหมาย ก็ทำได้แค่ออกมาร้องเรียนหรือฟ้องคดีอาญาข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) ซึ่งใช้เวลานานมาก แต่คงเปลี่ยนมติ กกต. ไม่ได้ เพราะไปฟ้องต่อศาลปกครองให้ยกเลิกมติไม่ได้ รัฐธรรมนูญเขียนให้ศาลปกครองไม่มีอำนาจ

ส่วนทางเลือกสุดท้าย... อันนี้ไม่ใช่ความเห็นผมนะ แต่เป็นความเห็นจากแฟนคลับในเฟซบุ๊กผม เขาบอกว่า 'คงต้องลงถนน' บางคนบอกขอใช้สิทธินี้เป็นครั้งสุดท้ายเพราะอายุเยอะแล้ว ทั้งที่ก็รู้ว่าการลงถนนเปลี่ยนผลทางการเมืองได้น้อยมาก มติ กกต. ออกมาอย่างไรตามกฎหมายมันแก้ไม่ได้แล้ว แต่ในเมื่อกลไกปกติมันพึ่งไม่ได้ ประชาชนเขาก็มองไม่เห็นทางอื่นแล้วเหมือนกัน"

โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เด็กภูมิใจไทย สวนคนละหมัด ฟาดพรรคส้มดิ้นพล่าน ดิสเครดิตนายกฯ จ้อรายการทีวี

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ  กล่าวถึงกรณี นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์รายการ "ครม. พบประชาชน"เป็นเพราะรัฐบาลได้รับความนิยมลดลงว่า

'เด็จพี่' สายข่าวแน่น! รู้มวลชนเริ่มขยับ หวั่นกันยาการเมืองร้อน-มือที่สาม

“พร้อมพงศ์” เผยได้รับข้อมูลมวลชนหลายกลุ่มเริ่มเคลื่อนไหว จับตา “กันยาการเมืองร้อน” หวั่นมือที่สามฉวยจังหวะสร้าง

'เจ๊โจ' เบื่อส้ม ชอบถามคนอื่นได้อะไร สวนแสบตั้งแต่ตั้งพรรคมา 'ชาติได้อะไร?'

“เจ๊โจ” มณฑานี โพสต์ถึงพรรคส้ม หลังชอบตั้งคำถาม “ชาวนาได้อะไร คนไทยได้อะไร” ล่าสุดแซะ ครม.สัญจร “คนใต้ได้อะไร” ก่อนถามกลับ “ตั้งแต่มีพรรคส้มมาชาติได้อะไรคะ?”

อดีตผู้พิพากษา ชำแหละ 'กสทช.' ปมข่าว 'หมอสรณ' จากคำสั่งศาลถึงแท็กติกแก้เกม

“วัส ติงสมิตร” วิเคราะห์กรณี กสทช.เผยแพร่ข่าวคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ก่อนศาลท้วงข้อความไม่ตรงความจริง ชี้ต้องแยก “คำอ้