“มันใกล้เข้ามาแล้ว!”

วันนี้ ไม่คุย

แต่จะสั่น "กระดิ่ง" เตือนไทยเราอย่ามัวแต่กัดกัน จงเงยหน้าดู “หายนะโลก” แล้วย้อนกลับมาดูบ้านเมืองเรา

บ้านเมืองเราจะไม่เป็นอย่างนั้น

แต่วิบัติมหาอำนาจยุโรปย่อมส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ต่อบ้านเรา ชนิดไม่มีทางเลี่ยง

เราจะช่วยกันให้บ้านเมืองอยู่รอด-ปลอดภัยได้อย่างไร?

อ่านที่ Alongkorn Trachoo เขาโพสต์เหตุการณ์ในฝรั่งเศสในอีกแง่มุมหนึ่งไว้ ผมนำมาแชร์ตรงนี้แล้ว

 อ่านกันดูนะ เผื่อจะได้มีความคิดอะไรดีๆ ขึ้นมาบ้าง

Alongkorn Trachoo

เวรของกรรม ที่ย้อนกลับมาเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมืองตนเอง

ไม่น่าเชื่อ!

การเผาและปล้นของคน "ฝรั่งเศส" จะบังเอิญเป็นวันและเดือนเดียวกัน ที่ฝรั่งเศสเคยยกกองทัพไป "ปล้นสมบัติชาวจีน"

18 ต.ค.2026....“ม็อบฝรั่งเศส” บุกเผาเมืองและปล้น

ในวันนี้ เพียงแต่ย้อนหลังไปเมื่อ 166 ปีก่อน คือ 18 ต.ค.1860 ทหารฝรั่งเศสและทหารอังกฤษได้บุกเข้าแผ่นดินจีน

เข้าปล้นกวาดเอาทรัพย์สินที่อยู่ใน "พระราชวังหยวนหมิงหยวน" ก่อนจะเผาทำลาย ไม่ให้ปรากฏหลักฐาน

ไม่น่าเชื่อ วันเวลาจะตรงกัน

อดีตที่เคยปล้นเผาเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น

ยิ่งได้ฟัง “ปธน.มาครง” ออกมาพูดว่า

"คนฝรั่งเศสทำแบบนี้กับประเทศตัวเองได้อย่างไร?"

ฟังแล้วสังเวชใจนัก

ด้วยสื่อความหมายว่า คนฝรั่งเศสเผาและปล้นคนประเทศอื่นได้ แต่ไม่ควรทำกับประเทศตัวเอง

นี่คือ #นิสัยทางประวัติศาสตร์

เจ้าอาณานิคมสมัยก่อน อันร่ำรวยอยู่ทุกวันนี้ ก็มาจากการล่าและกวาดเอาทรัพย์สินและทรัพยากรจากที่อื่นๆ มาสร้างตัว

มาว่าด้วยประวัติย่อๆ “พระราชวังหยวนหมิงหยวน” กันก่อน

“พระราชวังหยวนหมิงหยวน” สร้างในสมัยราชวงศ์ชิง

เริ่มสร้างในยุค “คังซีฮ่องเต้” (ค.ศ.1707)

(พระราชวังปักกิ่ง หรือ “พระราชวังกู้กง” สร้างขึ้นก่อนในปี ค.ศ.1406 ยุคสมัยราชวงศ์หมิง)

“พระราชวังปักกิ่ง” หรือ “พระราชวังกู้กง” ที่ถูกเรียกว่า “พระราชวังต้องห้าม”

คือสถานที่ “ศูนย์กลางของอำนาจ” การบริหารราชการแผ่นดิน เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแย่งชิงของขุนนางและนางสนม

พอถึงสมัย “จักรพรรดิคังซี” แห่งราชวงศ์ชิง จึงเริ่มต้นก่อสร้างที่ดินผืนหนึ่งให้กับโอรสองค์ที่ 4 (ต่อมาคือ “จักรพรรดิหย่งเจิ้น”)

โดยตั้งชื่อว่า “พระราชวงศ์หยวนหมิงหยวน” แปลว่า ความสมบูรณ์และความสว่างไสว

เพื่อใช้เป็นสถานที่ “ปลีกเร้นการแย่งชิง”

การก่อสร้างสถาปัตยกรรมเริ่มแรกเป็นแบบจีนดั้งเดิม คือมีอาคารไม้ มีศาลาริมน้ำ มีตำหนักไม้ มีการจัดวางหินจำลองของสายน้ำและสวน

พอถึงยุคสมัย “จักรพรรดิเฉียนหลง” พวก “มิชชันนารี” ของฝรั่งเข้ามา จึงได้มีการจ้างให้เข้ามาตกแต่ง

เป็นเหตุให้เกิด “สถาปัตยกรรมตะวันตก” ผสมขึ้น

ตำหนักถูกสร้างในสไตล์บาโรก มีเสาหินโค้ง

มีประติมากรรมปั้น มีระบบน้ำพุ เข้ามาผสมผสาน

นั่นคือเรื่องราวย่อๆ พอประดับความรู้

เอาล่ะ....ทีนี้ มาดูเหตุที่ต้องบุกเผาและปล้น

ในยุคสมัยล่าอาณานิคม “แผ่นดินจีน” คือเป้าหมายหลักที่ “ชาติตะวันตก” ต้องเอาให้ได้

“อังกฤษ” เข้ามาทำการค้ากับจีนแล้ว “ขาดทุน” สินค้าใบชา ผ้าไหม สิ่งของต่างๆ ของจีน ถูกใจตลาดในยุโรป

จีนค้าขายเก่งมาตั้งแต่อดีต ไม่ใช่แค่ในปัจจุบัน

แต่อังกฤษไม่เคยขาดทุนประเทศไหนมาก่อน

จึงเริ่มใช้ "ฝิ่น" บุกตลาดจีน!

เริ่มจากแจกฟรีประชาชน ให้ทดลอง ราคาถูก

เมื่อคนจีนติดฝิ่นเยอะ

เลยวางแผนจะทำเป็นการค้าผูกขาดในตลาดจีน

แต่รัฐบาลจีนไม่ยอมรับให้ฝิ่นกลายเป็นสินค้าในประเทศ

มีการห้ามปรามจนถึงปราบปราม

เท่ากับไปสกัดรายได้หลักของอังกฤษ

ฝิ่นนับว่าเป็น "ทองคำสีดำ" ของอังกฤษ

อังกฤษจึงหาเหตุบุกจีน ซึ่งเขาเรียกเหตุการณ์นี้ว่า

“สงครามฝิ่น”

สงครามฝิ่นในจีนมี 2 ครั้ง

ครั้งแรก “จีนยอมแพ้” และยอมเซ็นสัญญาที่เสียเปรียบให้

เมื่ออังกฤษได้เซ็นสัญญากับจีน ชาติตะวันตกอื่นๆ ก็เอาด้วย ใช้รูปแบบข้อได้เปรียบจากอังกฤษมาเป็นต้นฉบับ

บังคับให้จีนเซ็นกับชาติตนเอง เช่น ฝรั่งเศส

แต่ต่อมาอังกฤษเห็นว่า สัญญาที่เซ็นครั้งนั้น “ยังไม่กอบโกยพอ” จึงพยายามจะให้จีนแก้ไขเพิ่มเติมใหม่

แต่จีนกลับไม่ยอม...ยึกยัก

สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 จึงเกิดขึ้น....อังกฤษจูงมือฝรั่งเศสบุกแผ่นดินจีนทันที!

ปลายกันยายน ค.ศ.1860 ทัพอังกฤษและฝรั่งเศสบุกโจมตีทางเหนือจนประชิดกรุงปักกิ่ง 

ทหารจีนกว่าครึ่งติดฝิ่น อีกกว่าครึ่งใช้แต่ธนูและดาบ

เจออาวุธปืนฝรั่งจึงพบกับความพ่ายแพ้!

“จักรพรรดิเสียนเฟิง” พร้อมพระมเหสี (พระนางซูอัน) และ “พระสนมลี่เฟย” (ต่อมาเป็นซูสีไทเฮา) ต้องหนีจากกรุงปักกิ่ง

ไปพักยัง “มณฑลเจ๋อเหอ” ในแถบแมนจูเรีย

หลังจากนั้น กองทัพอังกฤษและฝรั่งเศสก็เข้ายึดกรุงปักกิ่ง แต่ในพระราชวังปักกิ่งมีทหารจีนหนาแน่น ป้องกันเข้มแข็ง

จึงเลี้ยวไป “พระราชวังหยวนหมิงหยวน” ที่อยู่ห่าง 22-23 กม.

“พระราชวังหยวนหมิงหยวน” กว้างใหญ่มาก

ใหญ่กว่า “พระราชวังปักกิ่ง” ถึง 5 เท่า!

เป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวในช่วงฤดูร้อนของฮ่องเต้ (จึงถูกเรียกเป็นพระราชวังฤดูร้อน)

ที่สำคัญยังเป็น “สถานที่เก็บสมบัติ” อันล้ำค่าของราชวงศ์

ทหาร “อังกฤษ” และ “ฝรั่งเศส”

บุกเข้าปล้นชิงทรัพย์สินทุกชนิดที่อยู่ภายในพระราชวัง กวาดทุกอย่างใส่ถุง ใส่ถัง ใส่รถ

บุกเข้า “พระราชวังหยวนหมิงหยวน” ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม ปล้นกวาดเอาทรัพย์ต่างๆ อยู่หลายวัน

ก่อนที่จะจุดไฟเผาใน “วันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1860”

ไฟไหม้ทั้งพระราชวัง 3-4 วัน ที่เป็นสถาปัตยกรรมไม้ก็ไม่เหลือ เหลือเพียงสถาปัตยกรรมที่สร้างจากอิฐปูน ได้กลายเป็นซากในปัจจุบัน

“จักรพรรดิเสียนเฟิง” ทรงทราบข่าว จึงเสียใจอย่างหนัก พระราชวังนี้คือ “สถานที่ประสูติ” ของพระองค์ 

ความตรมตรอมใจทำให้พระองค์ติดเหล้า ประชวรและติดฝิ่น

สุดท้าย “จักรพรรดิเสียนเฟิง” ก็เสด็จสวรรคตในปีถัดไป สิ้นลมหายใจอยู่ ณ สถานที่ลี้ภัยแห่งนั้น

โดยไม่ได้กลับมากรุงปักกิ่งอีกเลย!

รู้ไหม!

ทรัพย์สินล้ำค่า “พระราชวังหยวนหมิงหยวน” ไปอยู่ไหน?

ส่วนหนึ่งอยู่ใน “พระราชวังฟงแตนโบล” ของฝรั่งเศส

ที่มีมุมหนึ่งแยกออกเป็น “พิพิธภัณฑ์จีน”

ใช่ อ่านไม่ผิด...ใ น“พระราชวังฟงแตนโบล” ที่ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศส มี “พิพิธภัณฑ์จีน”

ด้วยเหล่านายพลต่างนำมาถวายแด่ “จักรพรรดินีเออเฌนี”

จาก “พระราชวังจีน” ไปอยู่ที่ “พระราชวังฝรั่งเศส”....น่าขัน! พวกฝรั่งยังกล้าเล่า “ที่มา-ที่ไป” อย่างภูมิใจได้อย่างไร?

อีกส่วนหนึ่งไปอยู่ที่ “หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส”

อีกส่วนหนึ่งถูกนำไปประมูลในงาน “ศิลปะของล้ำค่า” ในฝรั่งเศส

ทำไมไม่มีใครตั้งข้อสงสัยบ้าง ทำไมฝรั่งเศสและอังกฤษถึงเป็นประเทศที่ "ชอบจัดงานการประมูลศิลปะหรือสมบัติล้ำค่าหายาก"?

พวกเขาเอา “ของโบราณล้ำค่า” มาจากไหน...ได้มาด้วยความชอบธรรมหรือไม่

 กลับไม่มีใครตั้งคำถามกัน!?

166 ปีก่อน ฝรั่งเศสบุกเข้าปล้นและเผาพระราชวังของจีน

ได้รูปปั้น หัวนักษัตรสำริด, เครื่องหยก

ตราประทับจักรพรรดิคังซี, คทาหยก, ภาพล้ำค่า ฯลฯ

18 ตุลาคม ปีนี้ (2026)

คนฝรั่งเข้าปล้นและเผาเมือง ได้ Rolex, Hermes, Louis Vuitton, Chanel

 เครื่องล้ำค่าโบราณของจีนที่ปล้นไป

ประดับอยู่ในพระราชวัง คฤหาสน์ ของชนชั้นสูงและมีอำนาจ

ส่วนสินค้าราคาแพง Rolex Chanel ที่ประชาชนฝรั่งเศสปล้นร้านในปารีส กลับประดับอยู่บนข้อมือและร่างกาย

ก็อย่างที่ “ปธน.มาครง” ได้ออกมาพูดว่า

"คนฝรั่งเศสทำแบบนี้กับประเทศตนเองได้อย่างไร"...(ควรต้องทำกับประเทศอื่นเท่านั้น?)

.......................................

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

ยกเว้น “กรรม” แน่นอนเสมอ!.

-เปลว สีเงิน

๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๙

 

คนปลายซอย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ด่าไป ช้อปไป

วันนี้ขอพักเปิดซองอีกสักวัน จดหมายจากผู้อ่านยังมีรออยู่อีกหลายซอง ไม่ได้หายไปไหน พอดีเรื่องกะเพราแก้วจุรีของบริษัทซีพีแรมที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว ดูท่าจะยังไม่จบง่ายๆ

'อนุทินกับเทา'

ไม่เพียงยุโรป..... ตอนนี้ “คนรวย” ทั่วโลกเหมือน “นกแตกรัง” จากสัญญาณเศรษฐกิจและสงคราม! ในหลายๆ ประเทศ

ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการ สสส. งบกองทุน 4,000 ล้านต่อปี คุ้มค่า-ตรวจสอบได้

จากกรณีพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกับ สส.ของพรรคลงชื่อเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือกฎหมายกองทุน สสส." ที่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย สสส.ฉบับปัจจุบันที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2544

'สงครามกะเพรา'

หมดแรงข้าวต้มไป ๒ วัน! วันนี้....ยังไงก็ต้องฮึด กราบขอบพระคุณทุกท่านที่มามอบน้ำใจ-ไมตรีต่อชาวคณะไทยโพสต์ ในวาระ “ไทยโพสต์”