ปักหมุด‘อ่างทอง’เมืองรองสุดเจ๋ง เปิดตำแหน่งพระองค์ใหญ่ติดอันดับโลก-พระตำหนักในตำนาน

อ่างทอง เมืองรองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นเพียงทางผ่าน แต่แท้จริงแล้วคือเพชรเม็ดงามที่ซ่อนความสงบ วัฒนธรรมเก่าแก่ และสถานที่ระดับประวัติศาสตร์เอาไว้มากมาย ขับรถจากกรุงเทพฯ เพียงชั่วโมงกว่า คุณจะได้พบกับทั้งความยิ่งใหญ่ตระการตาระดับโลก และความเงียบสงบที่ชวนค้นหาของเรื่องราวในอดีต

“อาทิตย์เอกเขนก” ฉบับนี้เลยจะพาทุกคนไปเที่ยวจังหวัดเมืองรองแห่งนี้ โดยจะเปิดด้วยการแวะทำบุญส่งเสริมดวง ให้การเดินทางและชีวิตราบรื่นอย่างดีที่ ‘วัดม่วง’ มหาศรัทธากลางทุ่ง กับพระพุทธรูปติดอันดับโลก ที่ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดอ่างทอง ตั้งอยู่ที่อำเภอวิเศษชัยชาญ ​เป็นวัดราษฎร์โบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมเคยรกร้างและเหลือเพียงซากปรักหักพังหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 จนกระทั่งในปี พ.ศ.2525 หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ได้เข้ามาธุดงค์ ปักกลด และริเริ่มการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ พร้อมสร้างถาวรวัตถุสำคัญจนกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจและแลนด์มาร์กสำคัญของอ่างทองในปัจจุบัน

และที่นี่ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อใหญ่” พระพุทธรูปปางมารวิชัยสีทองอร่ามที่ประดิษฐานโดดเด่นกลางทุ่งวิเศษชัยชาญ​ ขนาดและโครงสร้าง หน้าตักกว้าง 63.05 เมตร และมีความสูงจากฐานถึงยอดพระเกศรวม 95 เมตร (เทียบเท่าตึกสูงประมาณ 30 ชั้น) โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วยกระเบื้องโมเสกทองคำ

ระยะเวลาการจัดสร้าง เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2550 รวมระยะเวลาก่อสร้างยาวนานถึง 16 ปี ด้วยพลังศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ นามพระราชทาน “พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ” มีความหมายว่า พระศากยมุนีผู้ยิ่งใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด จุดขอพรยอดนิยมคือ การยืนบริเวณฐานบัวด้านหน้า แล้วเอื้อมมือสัมผัสที่ปลายนิ้วพระหัตถ์ขององค์หลวงพ่อใหญ่ พร้อมตั้งจิตอธิษฐานขอพรเรื่องหน้าที่การงานและความมั่นคงในชีวิต นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระอุโบสถล้อมรอบด้วยกลีบบัวสีชมพูขนาดยักษ์ วิหารแก้วที่ประดับกระจกแวววาวอย่างประณีต รวมถึงสวนจำลองแดนนรก-สวรรค์ และวรรณคดีไทยที่ให้แง่คิดคติธรรม

สถานที่ต่อไปที่น่าไปเยี่ยมเยือนอย่างมาก เพราะถือเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ยังหลงเหลืออีกหนึ่งที่ให้ศึกษา “พระตำหนักคำหยาด” รอยอดีตกลางทุ่ง กับสถาปัตยกรรมไร้กาลเวลา ซึ่งเดินทางลึกเข้ามาในอำเภอโพธิ์ทอง จะพบกับโบราณสถานอันเงียบสงบ “พระตำหนักคำหยาด” ซากอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางแมกไม้ โบราณสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย (รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) เพื่อใช้เป็นที่ประทับแรมเมื่อครั้งเสด็จประพาส และต่อมาได้กลายเป็นที่ประทับจำพรรษาของขุนหลวงหาวัด (สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร)

พระตำหนักคำหยาด ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานที่มีซุ้มโค้งแหลมอันงดงามเท่านั้น แต่เบื้องหลังกำแพงอิฐสีส้มแห่งนี้ยังซ่อนเรื่องราวการเสียสละ การหลีกเร้นจากอำนาจ และประวัติศาสตร์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกรุงศรีอยุธยาไว้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะตำนานกษัตริย์ผู้ไม่พิสมัยในราชบัลลังก์ (ขุนหลวงหาวัด) เรื่องราวที่ผูกพันกับพระตำหนักคำหยาดอย่างแนบแน่นที่สุดคือเรื่องของ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (กรมขุนพรพินิต) หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “ขุนหลวงหาวัด”

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต พระองค์ได้ทรงมอบราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้าอุทุมพร แต่ด้วยความขัดแย้งทางการเมืองภายในราชสำนักกับพระเชษฐา (สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศ)​ หลังจากครองราชย์ได้เพียงประมาณ 2-3 เดือน พระองค์จึงตัดสินใจสละราชสมบัติให้พระเชษฐาเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดแย่งชิงบัลลังก์ แล้วเสด็จออกผนวช

เพื่อไม่ให้เกิดความระแวงว่าจะกลับมาชิงอำนาจ พระองค์จึงได้เสด็จล่องเรือพระที่นั่งพร้อมด้วยพระภิกษุและข้าราชบริพารที่จงรักภักดี ออกมาจำพรรษาปลีกวิเวกไกลถึง พระตำหนักคำหยาด แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ (อ่างทอง) แสดงถึงความบริสุทธิ์พระทัยที่ทรงมุ่งสู่ร่มกาสาวพัสตร์อย่างแท้จริงโดยปัจจุบันยังหลงเหลือความสวยงามทางสถาปัตยกรรมไว้อย่างดี แม้ส่วนหลังคาเครื่องไม้จะผุพังไปตามกาลเวลา แต่งานก่ออิฐถือปูนของซุ้มประตูและหน้าต่างทรงโค้งแหลม (Ogee Arch) ยังคงสภาพสมบูรณ์ สะท้อนถึงอิทธิพลศิลปะแบบตะวันตกและเปอร์เซียที่เข้ามาผสมผสานในศิลปะอยุธยาตอนปลายอย่างลงตัว

ด้วยบรรยากาศเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมโบราณและสายประวัติศาสตร์ที่ต้องการสัมผัสกลิ่นอายอดีตอย่างแท้จริง

นอกจากโบราณสถานอันทรงคุณค่า อ่างทองยังขึ้นชื่อเรื่องงานหัตถศิลป์และของฝากพื้นบ้านที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น ​งานจักสานไม้ไผ่ละเอียดระดับประเทศ สินค้าหัตถกรรมจักสานของกลุ่มชุมชนในอำเภอโพธิ์ทอง เช่น วิสาหกิจชุมชนสานศิลป์บางเจ้าฉ่า และกลุ่มอาชีพจักสานไม้ไผ่บางเจ้าฉ่า หมู่ 6 โดยมีร้านเด่นอย่าง จักสาน​บ้าน​กำนัน​ ผลิตผลงานเครื่องจักสานลวดลายประณีต ทรงคุณค่าจนได้รับการยอมรับในระดับสากล เหมาะเป็นของตกแต่งบ้านหรือกระเป๋างานฝีมือ

หัตถศิลป์การทำกลอง แหล่งผลิตกลองที่ใหญ่ที่สุดในไทย ณ หมู่บ้านทำกลอง อำเภอป่าโมก ซึ่งมีจุดเรียนรู้และเวิร์กช็อปอย่าง บ้านทำกลองเอกราช อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง, อาคารต้อนรับนักท่องเที่ยว หมู่บ้านทำกลองเอกราช และอาคารโดม หมู่บ้านทำกลอง ตำบลเอกราช ที่สืบทอดเทคนิคการขึงหนังกลองและการกลึงไม้มาหลายชั่วอายุคน ทั้งกลองยาว กลองทัด รวมถึงกลองขนาดจิ๋วสำหรับเป็นของที่ระลึก

นอกจากไฮไลต์หลักๆ แล้ว อ่างทองยังมีจุดแวะพักที่น่าสนใจอีกหลากหลาย อย่างสายบุญ: นมัสการพระนอนองค์ใหญ่ที่ วัดขุนอินทประมูล พระพุทธไสยาสน์ศิลาขาวโบราณ สายชุมชน & ของฝาก: แวะ หมู่บ้านทำกลองเอกราช ศูนย์รวมหัตถกรรมเครื่องดนตรีไทยชั้นครู และเดินชิมขนมไทยโบราณที่ตลาดศาลเจ้าโรงทอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปฐมฤกษ์ 8 ก.ย. บินตรง 'คุนหมิง-อุดรธานี' หนุนท่องเที่ยวและศก.ภูมิภาค

คมนาคมเตรียมเปิดบินตรง 'คุนหมิง–อุดรธานี' 8 ก.ย. นี้ สัปดาห์ละ 2 เที่ยว เชื่อมจีนสู่อีสานตอนบน หนุนท่องเที่ยว–เศรษฐกิจภูมิภาค

พลังงานสะอาดเป็นได้มากกว่าแค่แสงสว่าง GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่มีค่าใช้จ่าย

ท่ามกลางความงดงามของดอยสูง ทิวเขา และหมู่บ้านริมน้ำหรือหมู่บ้านชาวประมงที่อาศัยอยู่บนแพอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนเหมือนทะเลสาบขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยสัตว์น้ำหลากหลายชนิด

KSLถอดบทเรียนจากวิกฤตสู่การเติบโต ปักหมุดผู้นำอุตฯความหวานชู‘อ้อย’ อนาคตพลังงานหมุนเวียนไทย

อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยเป็นสินค้าเกษตรและส่งออกสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งไทยเองครองอันดับผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลก บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL