
สังคมไทยเป็นสังคมที่ตกอยู่ในวังวนของความแตกแยก เพราะวาทกรรมทางการเมืองของนักการเมืองที่ก่อให้เกิดจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน ขอเรียกว่าจุดยืนทางการเมืองก็แล้วกันนะ ไม่ขอเรียกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เพราะที่แตกแยกกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเรื่องของจุดยืนทางการเมืองที่ก่อให้เกิดกีฬาสี ที่แต่ละสีไม่อาจจะเป็นมิตรกันได้ มีพฤติกรรมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพรรคการเมือง แบบที่เราเรียกกันว่า “ด้อม” หมายความว่ายืนอยู่ข้างพรรคการเมืองที่ตัวเองชอบแบบสุดลิ่มทิ่มประตู อะไรที่พรรคตัวเองชอบทำหรือพูด ถูกต้องหมด อะไรที่พรรคตัวเองชังทำหรือพูดผิดหมด ถ้าชอบก็อวยสุดฤทธิ์สุดเดช อะไรที่ตัวเองชังก็ด่าฉ่ำในลักษณะที่เราเรียก
ว่า “เอาทัวร์ไปลง” ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ต่ำตม เป็นการถกเถียงด้วยอารมณ์ ไม่ใช่ด้วยเหตุผล ถ้าหากจะชอบก็ชอบโดยไม่ต้องหาเหตุผลหรือหลักฐานอะไรทั้งสิ้น ถ้าหากจะชังก็ชังด้วยอารมณ์ ไม่ได้ใช้เหตุผล ความชอบความชังทั้งมวลที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องอารมณ์เป็นส่วนใหญ่ นักการเมืองที่ใช้วาทกรรมชวนให้เชื่อ ชวนให้ชัง จะใช้ความจริงก็ได้ จะใช้ข่าวลวงก็ได้ เพราะคนที่จะเชื่อไม่ได้ขอหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆ ดังนั้น นักการเมืองจะด้อยค่า ด่าทอต่อว่าใครก็ได้ “ด้อม” ของเขาก็พร้อมที่จะเชื่อโดยไม่ขอหลักฐานใดๆ มายืนยันข้อกล่าวหา จึงทำให้ “ด้อม” ที่อยู่กันคนละทีม ด่ากันอย่างเอาเป็นเอาตายแบบผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ เพราะอยู่กันคนละทีม ลืมไปว่าสังคมประชาธิปไตยที่ดีนั้น “แตกต่างได้ แต่ต้องไม่แตกแยก” แต่เวลานี้สังคมไทยเราไปไกลกว่าคำว่า “แตกต่าง” เรามาถึงจุดของความ “แตกแยก” เพราะอยู่กันคนละทีม
- บางคนก็อยู่ทีมสีแดง
- บางคนก็อยู่ทีมสีส้ม
- บางคนกอยทีมวสีเขยว บงอยู่ทีมสีน้ำเงิน
- บางคนก็อยู่ทีมสีฟ้า
- บางคนก็อยู่ทีมสีเขียวพาสเทล เพราะผสมแป้ง
- บางคนก็อยู่ทีมสีเขียวขี้ม้า
- บางคนอยู่ทีมสีชมพู
- บางคนก็อยู่ทีมสีสลิ่ม
คนที่อยู่กันคนละทีม แทบจะคุยกันเรื่องการเมืองไม่ได้ เพราะมีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน เพราะแต่ละทีมต่างก็เชื่อวาทกรรมของแกนนำหรือตัวตึงของทีม การที่พวกเขาเชื่อด้วยอารมณ์ โดยไม่ใช้เหตุผล เชื่อโดยไม่หาข้อมูล และไม่คิดจะหาหลักฐาน จึงถูกคนต่างทีมบอกว่าพวกเขา “ถูกครอบงำ” ซึ่งพวกเขาไม่ยอมรับและถือว่าคนที่มองพวกเขาเช่นนั้นดูถูกเขา พวกเขาเชื่อว่าเขาทำถูกต้อง เขามีความคิดของตัวเอง เขาไม่ได้ถูกครอบงำอย่างที่คนต่างทีมกล่าวหา เวลานี้สังคมไทยเราจึงมีความแตกแยกเป็นคู่ๆ อยู่หลายคู่ตามวาทกรรมที่นักการเมืองพยายามทำให้เกิดความแตกแยก
- เรามีชนชั้นสูงที่พวกเขาเรียกว่าอำมาตย์กับชนชั้นล่างที่พวกเขาเรียกว่าไพร่
- เรามีฝ่ายอนุรักษ์ที่พวกเขาเรียกว่าโบราณและมีฝ่ายทันสมัยที่เขาเรียกว่าพวกหัวก้าวหน้า
- เรามีคนที่ต้องการเสรีภาพแบบสุดกู่ที่พวกเขาเรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายเคารพกฎหมายที่พวกเขาเรียกว่าฝ่ายเผด็จการ
- เรามีคนที่เคารพกฎหมายที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นพวกที่ใช้ “นิติสงคราม” กับคนที่ไม่เคารพกฎหมายที่เขาเรียกว่าเป็นการปลดแอก
- เรามีคนที่เคารพความแตกต่างตามพื้นฐาน ภูมิหลังและทุนความเป็นมนุษย์ กับคนที่ต้องการความทัดเทียมโดยไม่คำนึงถึงพื้นฐานและภูมิหลังของคนเราที่ไม่เหมือนกัน
- เรามีคนกรุงเทพฯ และคนต่างจังหวัดที่แตกแยกกัน
- เรามีคนสูงวัย (Gen B และ Gen X) กับเยาวชน (Gen Y และ Gen Z) ที่ดูเหมือนจะไปด้วยกันไม่ได้เลย ผู้สูงวัยมองว่าเยาวชนเป็นคนโง่ ไร้ระเบียบและวินัย ไม่เคารพกติกามารยาท ขณะที่เยาวชนมองว่าผู้สูงวัยเป็นคนหัวโบราณ เป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีที่ไม่ยอมรับความเจริญ ไม่พร้อมที่จะพัฒนา ถึงขนาดที่เยาวชนไม่เห็นความสำคัญของความกตัญญู
ผลของการเลือกตั้งถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความฉลาดของคน ถ้าหากผลการเลือกตั้งถูกใจเรา ก็จะมองว่าประชาชนในพื้นที่นั้นฉลาด แต่ถ้าหากผลการเลือกตั้งไม่ถูกใจเรา ก็จะมองว่าประชาชนในพื้นที่นั้นโง่ ดังนั้นคู่ของความแตกแยกที่มีอยู่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นจึงมักจะมีคำถามว่าในแต่ละคู่นั้น ฝ่ายไหนโง่กว่ากัน เมื่อเร็วๆ นี้มีการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พอผลของการเลือกตั้งออกมา มีคำถามเต็มหน้า Feed ของ Social media ว่าคนกรุงเทพฯ กับคนต่างจังหวัด “ใครฉลาดกว่ากัน” ลองคิดดูเอาเถิด คำถามเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าหากคิดไม่ออกก็ลองไปอ่าน Comments ที่เป็นคำตอบของคำถามนี้ ที่พอจะยกตัวอย่างให้ดูก็น่าจะเป็นประโยคที่ว่า “ต่อให้ท่วมถึงยอดตึกใบหยก ยังไงก็จะเลือก” หรือจะต้องติดอยู่บนถนนนานแค่ไหนก็จะเลือก บางคนไปไกลถึงขนาดที่ว่า “ถ้ากฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่า ห้ามเป็นเกินกว่า 8 ปี ถ้าหากลงอีกก็คงจะได้อีก” เรื่องแบบนี้อย่าว่ากันเลย คนเรา “สองคนยลตามช่องมองต่างกัน” หมายความว่าคนเรามองเรื่องเดียวกัน อาจจะเห็นต่างกัน บางคนมองไม่เห็นผลงาน แต่บางคนมองเห็น ก็ย่อมพอใจและให้โอกาสคนเดิมมาสานงานต่อ คนที่ไม่เห็นผลงาน ก็น่าจะลองไปทบทวนดูว่าที่ผ่านมาเรามองข้ามอะไรไปบ้าง เรามองไม่เห็นผลงาน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผลงาน เหมือนเรามองไม่เห็นคนโกง ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนโกง จริงไหม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไปหาหมอมา…นึกถึงรัฐสวัสดิการ
มื่อวานผมตื่นแต่เช้าครับ มีนัดไปโรงพยาบาล หลังจากพักนี้มีอาการเวียนหัวเหมือนจะวูบเป็นบางครั้ง
เตือนภัยระดับสีแดงเข้ม!
เห็นคำว่า “เตือนภัยระดับสีแดงเข้ม” ผมนึกว่ามีประกาศอะไรด่วนเสียอีกครับ
รักอย่างเดียว…พรุ่งนี้กินอะไร?
มีจดหมายจากคนคุ้นเคยมาอีกแล้วครับ “คุณเพนเฟรนด์” เราเป็นเพื่อนกันทางอีเมลมาพักใหญ่ คุยกันตั้งแต่เรื่องการเมือง
'AI'กับ'เครื่องมืออันเก่าแก่'
ดูเหมือนว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ ในทุกวันนี้...มันน่าจะมีอยู่ 2 โลกหรือ 2 ใบด้วยกัน อันแรก...คือ โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่สิ่งใดๆ ที่เห็น มันก็ย่อมต้องเป็นไปตามนั้น เห็นนกเป็นนก
แค่คุยกัน…ถึงกับเปลี่ยนไป!
แป๊บเดียว วันอาทิตย์อีกแล้วครับ วันนี้มีจดหมายสามฉบับมาชวนคุยกัน
'ซีรีส์ 4' เข้าโผ 'ผู้การกรม'
ทิศทาง “กรมปทุมวัน” ยุค ผบ.ราญ-พล.ต.อ.สำราญ นวลมา แม่ทัพใหญ่สีกากี ถูกถ่ายทอดผ่านนโยบาย 9 ข้อ ไปสู่ตำรวจระดับ “นายพล” ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้สโลแกน

