เรียบร้อยโรงเรียนไทย

ไปที่จีนครับ...

นายกฯ อนุทินยกคณะไปร่วมงาน ประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) 2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้ แล้วแวะเฉิงตู กลับไปปักกิ่ง 

งานนี้ได้น้ำได้เนื้อกลับมาพอสมควร

แม้จะมีคนกระแนะกระแหนว่า ไปเสียค่าเครื่องบินฟรี

นายกฯ อนุทินบอกว่า     

“การพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ ๔ แห่ง ได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า ๗ หมื่นล้านบาทภายในปีนี้

โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง

การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ ซึ่งแรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว..."

โม้หรือเปล่า?

ChangAn Automobile ยืนยันปักหมุดไทยเป็นฮับรถยนต์พวงมาลัยขวา เพิ่มกำลังการผลิตและดึง SME ไทยเข้าห่วงโซ่อุปทาน

InnoLight Technology ผู้นำอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ขยายฐานการผลิตในไทย

Eoptolink Technology สร้างโรงงานแห่งที่ ๒ ผลิตอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูงในระยอง

Xiaomi Corporation ดึงดูดการลงทุนตั้งฐานผลิตอุปกรณ์ IoT (Internet of Things)

นี่เป็นผลมาจากการเจรจาตัวต่อตัวกับบริษัทยักษ์ใหญ่จีน

นายกฯ อนุทิน ไปเป็นประธานในพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู หรือสำนักงาน BOI เฉิงตู อย่างเป็นทางการ

เป้าหมายคือ ใช้เป็นฐานดึงดูดการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงจากพื้นที่จีนตะวันตก เสฉวน-ฉงชิ่ง

เช่น AI, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซมิคอนดักเตอร์

ต้องมองภาพเฉิงตูให้ออกก่อนแล้วจะเข้าใจว่าทำไมต้องไปที่นั่น

เฉิงตู เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สําคัญของจีน

เป็นพื้นที่แห่งนวัตกรรม

เป็นฐานการพัฒนาทางนวัตกรรมที่สําคัญ มียอดการขอจดสิทธิบัตรจํานวนที่สูงมาก

เป็นศูนย์รวมวิทยาศาสตร์ ฐานการวิจัยและพัฒนา  กว่า ๒,๗๐๐ สถาบัน

เป็นศูนย์การพัฒนาและการวิจัยระดับชาติกว่า ๘๐ แห่ง รวมทั้งสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ผลิตแรงงานกว่า ๒ แสนคนต่อปี

แค่เมืองเดียวก็ใหญ่กว่าไทยแล้วครับ

ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศผสมผสานกับข้อมูลจากสื่อจีนอย่าง CCTV (สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน)

ในการประชุม WAIC 2026 นี้ ไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

นายกฯ อนุทิน นำเสนอหลักการ "3P" ของไทยเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์

ได้แก่ การปกป้องศักยภาพและความเจริญรุ่งเรืองเพื่อกำหนดทิศทางการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ในระดับโลก

แล้วไทยมีบทบาทในการประชุมครั้งนี้แค่ไหน

CCTV ระบุว่า ประเทศไทยเป็นจุดสนใจหลักในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ เนื่องจากประเทศกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านศักยภาพปัญญาประดิษฐ์ การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรม และความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ข้ามชาติ

การกำกับดูแล AI และหลักการ "3P" นายกฯอนุทินเน้นย้ำเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมนวัตกรรมในระดับภูมิภาค และการใช้ AI เพื่อพัฒนาบริการสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้เรียกร้องให้มีการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงทางไซเบอร์และการหลอกลวงข้ามชาติที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ

ไม่ได้พูดถึงจีนเทาตรงๆ แต่ความหมายก็อย่างที่เข้าใจกัน

ศูนย์ปฏิบัติการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Practice Center) ของประเทศไทยจะทำหน้าที่เป็นสนามทดลองในโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อแปลงหลักการ AI ระดับโลกให้เป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริงและขยายผลได้

ความร่วมมือระหว่างจีนและไทย: ไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์เชิงลึก (MOU) กับจีนในด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเข้าร่วมโครงการริเริ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนเพื่อกรอบการกำกับดูแล AI ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

CCTV วิเคราะห์ความทะเยอทะยานด้าน AI ภายในประเทศของประเทศไทย

ในระดับท้องถิ่น ประเทศไทยกำลังผลักดันอย่างจริงจังเพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและ AI ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไฮไลต์สำคัญในประเทศ ได้แก่

การนำ AI มาใช้ในระดับสูง: ผลการวิจัยระดับภูมิภาคเผยว่า นักเรียนกว่า ๙๐% และครู ๘๐% ในประเทศไทยใช้เครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์แล้ว

ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการนำ AI มาใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน

ยุทธศาสตร์และงบประมาณด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ: ด้วยการสนับสนุนจากยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (๒๕๖๕–๒๕๗๐) และงบประมาณหลายพันล้านบาท ประเทศตั้งเป้าที่จะฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ ๙ หมื่นคน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และการประมวลผลอย่างครอบคลุม"

เขารู้ว่าเรามาถึงขั้นนี้ แต่เราน่าจะยังไม่รู้ตัวเองว่าไปถึงระดับไหน

ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ เมื่อเอาความชอบไม่ชอบทางการเมืองมาตัดสินในทุกเรื่อง มันก็จบจะลงด้วยความคิดที่แตกเป็น ๒ ฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งด่ายับ ไปจีนเพราะอยากเป็นลูกน้องจีน

เรียบร้อยโรงเรียนจีน

ไปแค่อยากถ่ายรูปกับสี จิ้นผิง

ฝ่ายหนึ่งเชียร์ เพราะอยากให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น

ต้องการให้ไทยมีที่ยืนในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ไม่ว่าใครจะเชียร์ฝั่งไหนก็ตาม แต่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่จับต้องได้ว่าใครไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร และได้อะไรกลับมา

ครับ...ไม่สนุก ไม่เร้าใจ ไม่สะใจ 

แต่เน้นๆ หนักๆ ครับ การดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย เกิดการสร้างงาน คนที่ได้คือคนไทยทุกสีเสื้อ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถึงเวลาต้องเปลี่ยนยุค

หลายคนยลตามช่อง ก็แล้วแต่มุมมองครับ นายกฯ อนุทิน เดินทางไปจีนเที่ยวนี้ภาพที่ลอยมาเด่นชัดสุด ที่คนส่วนใหญ่มองแทบจะตรงกันคือคงจะเป็นเรื่องความมั่นคง

รู้จักข้าวแกงน้อยไป

อยู่ที่ข้าวแกงครับ เพราะมันคือวัฒนธรรมการกินของคนไทย ที่ไหนๆ ก็มีข้าวแกง ไม่ว่าเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ล้วนกินข้าวแกง รสชาติแตกต่างกันบ้างไปตามภูมิภาค ฉะนั้นเมื่อพูดถึงข้าวแกง จะพูดกันเล่นๆ ไม่ได้

'ศุภจี' หายใจยังผิด

ก็...ตอกกลับกันไปครับ ไอ้ที่บอกว่า ข้าวแกง ๓๐-๔๐ บาทมีถมเถไป ก็แสดงว่าหากินง่าย ไม่มีใครเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพ ข้าวของไม่ได้แพงอย่างที่กระทรวงพาณิชย์เข้าใจ

ดรามาข้าวแกง ๔๐ บาท

แปลกดี... เรื่องง่ายๆ ชอบทำให้มันเข้าใจยาก เรื่องข้าวแกง ๔๐ บาท ค้านกันหัวชนฝา ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น ฝ่ายไม่ชอบขี้หน้า ฝ่ายหาแสง เอากันใหญ่ จนกลายเป็นว่ารัฐบาลออกมาตรการอะไรมา ก็ค้านกันไว้ก่อนราวกับพ่อสอนไว้

๗๗ ล้านวิวได้อะไร

จะไปไงต่อดีครับ... สงครามมาอีกแล้ว เตรียมรับมือกันหรือยัง? ที่จริงก็เป็นคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากมาก ที่ยากไม่ใช่เรื่องของการเตรียมการ แต่เป็นการรับรู้ปัญหาก่อนที่จะเตรียมการ