ยอมน้อยให้ได้มาก

 ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ชั่วข้ามคืน หลังจากปรากฏภาพของ "อนุทิน ชาญวีรกูล”  นายกรัฐมนตรี ก้มตัวไหว้ "ทักษิณ ชินวัตร” กลางงานศพ "เกรียง กัลป์ตินันท์” อดีต รมช.มหาดไทย เมื่อคืนวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม

หลายคนตั้งคำถามถึงศักดิ์ศรีทางการเมือง แต่หากใครที่รู้จักตัวตนและเส้นทางของ "อนุทิน" อย่างลึกซึ้ง จะรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เพราะนั่นคือการสะท้อนหลักการดำรงชีวิตอันเป็นไม้ตายประจำตัวที่เรียกว่า "ยอมน้อยให้ได้มาก”

หากย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเป็นนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เขาได้ใช้หลักการนี้ฝ่าฟันมรสุมลูกใหญ่อย่างวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ในขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นๆ พากันล้มหายตายจาก ทว่าเขากลับสามารถขับเคลื่อนและผลักดันธุรกิจจนรอดพ้นอุปสรรค กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศได้สำเร็จ

เมื่อก้าวเข้าสู่เวทีการเมือง "อนุทิน" ก็ยังคงนำยุทธศาสตร์นี้มาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบ เขาค่อยๆ เรียนรู้ที่จะใช้สถานการณ์จากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในยุคต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมุ่งเน้นไปที่งานบริหารและการแก้ปัญหาตรงหน้า มากกว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของผู้อื่น

 ยุทธศาสตร์ยอมน้อยให้ได้มาก ยังเป็นสิ่งที่ปูทางไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต หลังจากที่สามารถพลิกสถานการณ์ด้วย 71 เสียงจากฝ่ายค้านให้กลายมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พร้อมกับใช้จังหวะนี้สร้างประวัติศาสตร์การเมืองในปี 2569 จนทำให้พรรคสีน้ำเงินคว้าคะแนนเสียงอันดับหนึ่ง

 ต่อมาเขาก็พร้อมที่จะลืมความเจ็บปวดในอดีตและเปิดใจกว้าง ด้วยการดึงพรรคเพื่อไทยที่เคยผลักพรรคของเขาออกไปเป็นฝ่ายค้าน ให้กลับมาจับมือเป็นพรรครัฐบาลร่วมกันอีกครั้ง

การยอมกลืนเลือดและถอยเพียงเล็กน้อยในวันนี้ คือการแลกกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการรวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อผลักดันตนเองให้ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าสามารถก้าวข้ามอดีต ซึ่งแตกต่างจากอีกฝ่ายที่ไม่เคยปล่อยวางความแค้น จนต้องเผชิญกับชะตากรรมอย่างที่เป็นอยู่

ดังนั้น ภาพการไหว้ที่สังคมเห็นจึงเป็นเพียงหมากกระดานหนึ่งของคนที่มองเกมยาว เพื่อพิชิตเป้าหมายสูงสุดทางการเมือง

ช่างสงสัย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป๊อก คาสโตร

กลายเป็นประเด็นแซวกันสนั่นเมื่อ "อ.ป๊อก" ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ลุกขึ้นมาร่ายยาวบทความเนื่องในวาระรำลึก 100 ปีชาตกาลของ “ฟิเดล คาสโตร” อดีตผู้นำคิวบาผู้ล่วงลับ โดยยกย่องสปิริตและแท็กติกการสู้คดีของคาสโตรเมื่อปี 1953 จากเหตุการณ์นำกองกำลังบุกค่ายทหารมอนกาดาเพื่อหวังโค่นระบอบเผด็จการบาติสตา แม้จะล้มเหลวจนตัวเองถูกจับติดคุก แต่คาสโตรกลับใช้เวทีศาลพูดปราศรัยทางการเมืองนานกว่าสองชั่วโมง จนเกิดคำกล่าวลือลั่นว่า “ประวัติศาสตร์จะตัดสินให้ผมพ้นผิด” ซึ่ง อ.ป๊อก ของกลุ่มส้มศึกษามาตั้งแต่สมัยเรียนนิติศาสตร์ แถมยังยอมรับอย่างภาคภูมิใจว่าเอาแนวทางนี้มาปรับใช้กับการเขียนคำให้การและการแถลงปิดคดีสู้ศึกการเมืองในไทยแบบเป๊ะๆ

'ไม่ต้องไหว้น้องโฮม'

ช่วงนี้เป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่ โดยจะมีการเปิดอีกครั้งในวันที่ 25 ส.ค.ที่จะถึงนี้ โดยในช่วงก่อนที่จะมีการเปิดประชุมสภา ถือว่าเป็นช่วงที่เหล่า สส.ได้ลงพื้นที่อย่างเต็มที่ รวมถึงได้พบปะกับชาวบ้าน หรือทำภารกิจต่างๆ ร่วมกัน

ปักหมุดสาขา 28

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ครบรอบ 4 ปีแล้วเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าก้าวสู่ปีที่ 5 ต่อไปภายใต้การนำของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และนายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค

ใครเอามาติดผม

ทีนี้รู้ยัง ‘เสี่ยหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ดึง รองเล็ก-ปกรณ์ นิลประพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เหลืออายุราชการอีกหลายปี มานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องกฎหมายให้รัฐบาลทำไม

'จงกราบเถิด'

หากจะกล่าวถึงประเด็นร้อน คงหนีไม่พ้นวิวาทะที่สืบเนื่องมาจากมาตรการคุมเข้มอาวุธปืนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ที่หลุดวาทะเด็ดอย่าง “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” ออกมา ข้อความสั้นๆ นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสับสนให้สังคม

สิงห์รมควันทำพิษ

ช่วงนี้ข่าวอาชญากรรมกลายเป็นกระแสในประเทศทุกวัน ล่าสุดเมืองนนท์ข่าวอาชญากรรมดังๆ มีมาให้เห็นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ที่ไม่มีคนนนท์คนไหนไม่รู้จักชื่อของผู้มากบารมีประจำพื้นที่ ล่าสุดก่อวีรกรรมระดับตำนานที่กลายเป็นข่าวครึกโครมหลังตกเป็นผู้ต้องหายิงนายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งเจ้าตัวถูกตำรวจล็อกมาสอบเค้นและเตรียมเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ