ปฐม อินทโรดม จุดพลิกไทยในสมรภูมิ AI หากช้า เราจะเสียโอกาส

รัฐบาลขยับแล้ว เราเห็นชัด ตัวอย่างเช่น เรื่อง Data Center ที่เคยมีการถกเถียงกันมาก่อนหน้านี้ ก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแล แต่ผมขอแค่อย่างเดียว อย่าช้า นักลงทุนต่างชาติเขาไม่รอ ไม่ใช่ว่าเขาจะรอให้ประเทศไทยเมื่อไหร่จะเปิด ในขณะที่เรายังไม่ชัดเจนกติกายังไม่ชัด นักลงทุนเขาก็ไปมาเลเซีย ไปเวียดนาม ไปประเทศอื่นที่พร้อมกว่าเรา ซึ่งมีอีกเยอะที่เปิดโอกาสให้เขา

เรื่องบทบาทและความสำคัญของ AI ถึงตอนนี้คงไม่ต้องพูดให้เสียเวลากันอีกแล้วว่า AI เข้ามามีบทบาทในการทำงาน การใช้ชีวิต หรือการศึกษาอย่างไรในสังคมโลก  ที่ก็รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยพบว่าช่วงหลังคนไทยตื่นตัวและให้ความสนใจเรื่อง AI มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"ไทยโพสต์" สัมภาษณ์พิเศษ "ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT)-ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)-ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการบริหาร ศูนย์กลางธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TeC)" เพื่อพูดคุยกันถึงเรื่อง AI กับประเทศไทยในบริบทต่างๆ โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

บทสนทนาเริ่มด้วยการที่ "ปฐม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย" พูดถึงการใช้ชีวิตของคนในสังคมปัจจุบันที่อยู่ใกล้ชิดกับเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างมาก โดยเขากล่าวว่า โลกเราขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมาเกือบ 10 ปีแล้ว หากสังเกตให้ดี กลไกหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือจีน จะเห็นว่ามาจากเรื่องโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มดิจิทัล เรื่องดิจิทัลเซอร์วิส

สังเกตให้ดีทุกวันนี้เราตื่นเช้ามา เราจ่ายเงินให้กับอะไรไปบ้าง เราจ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ เราตื่นเช้ามาเราเปิดมือถือ หลังจากนั้นเข้าไปเช็กเฟซบุ๊ก มีโฆษณาในเฟซบุ๊ก นั่นคือเงินทั้งนั้นเลย ใช้กูเกิลแมป นั่นคือแพลตฟอร์มที่มีค่าบริการ มีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ฟังเพลงผ่าน Spotify ดูหนัง Netflix ทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่าย แปลว่ามีคนได้รายได้ ซึ่งคนจะได้ก็คือเจ้าของแพลตฟอร์ม เป็นทั้งจีนและอเมริกาทั้งหมด

คนไทยเราเป็นผู้เสพที่ดี เป็นผู้ให้ เราก็พยายามพูดมาตลอด ในสภาดิจิทัลฯ ก็พยายามส่งเสริมให้เกิดแพลตฟอร์มของไทย ให้มี Local Platform ซึ่งก็จำเป็นต้องใช้เวลาเพราะคนของเรายังไม่พร้อม

-ที่เราใช้ AI กันอยู่ทุกวันนี้ ก็คือเราซื้อ AI มาใช้งาน?

วันนี้ถ้าเราอยากจะทำที่เขาเรียกว่า Frontier Model หมายถึงโมเดลที่เราใช้เช่น ChatGPT Gemini OpenAI หากให้ไปทำแข่งกับอเมริกา หรือแข่งกับฝั่งจีน ที่มี DeepSeek ไม่ทันแล้ว เราช้าเกินไป เราสามารถสร้าง Local Model ได้ เราอาจจะเจาะเฉพาะทาง ให้เป็น Open Model ที่ไปแข่งกับชาวโลกยาก แต่ถ้าเราทำเรื่องที่เชี่ยวชาญ เช่นเรื่องท่องเที่ยว แบบนี้เรามีโอกาส แต่ถ้าเราลงไปถึง Foundation ไปถึงระดับที่เป็น Infrastructure จะเห็นว่ามีความพยายามที่จะตั้ง Data Center ในประเทศไทย นั่นเป็นพื้นฐานสำคัญของ AI แต่เราก็ยังเถียงกันอยู่ว่าดีหรือไม่ดี มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

-เพราะพอคนนึกถึง Data Center คนก็นึกถึงโรงงาน มีคนทำงานจำนวนมาก ใช้ไฟมหาศาล ทางนายกฯ ก็ขอให้รองนายกฯ เอกนิติ ไปจัดระเบียบความเรียบร้อย จำเป็นต้องมี Data Center หรือไม่?

จำเป็นทั้งสองอย่าง จำเป็นต้องมี Data Center แล้วก็จำเป็นต้องมีกฎระเบียบ อย่างน้อยๆ มีการจัดโซนนิง มันก็น่ากลัวอยู่ คือ Data Center ขนาดใหญ่ เขาหยุดชะงักไม่ได้ ไฟดับซึ่งเมืองไทยมีโอกาส หากไฟดับต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ต้องมีสำรองไฟ  สำรองไฟแปลว่าอะไร ต้องมีน้ำมัน แล้วน้ำมันสำรองที่เป็นหลายหมื่นหลายแสนลิตรก็น่ากลัวอยู่ แต่หากจัดโซนนิงให้ดี มีกฎระเบียบที่ชัดเจน ผมว่าถ้าแบบนี้เราส่งเสริมได้

และที่สำคัญก็คือมี Ecosystem ต้องมีระบบนิเวศ ต้องมีผู้พัฒนาที่เป็น Local คนไทยเก่ง ล่าสุดผมมีโอกาสได้คุยกับทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่เขามีทีมวิจัยที่สร้าง Local Model เพื่อใช้ทางด้านการแพทย์ของตัวเอง ลดการนำเข้า Solution จากต่างประเทศได้ปีหนึ่งผมว่าหลายสิบหลายร้อยล้านบาท

-มีเป็น Data Center ของตัวเอง?

ต้องบอกว่าเป็น Private AI ใช้คำนี้ดีกว่า Private AI เพราะว่าเขาใช้ภายใน ไม่ได้เปิดให้คนข้างนอกใช้ ตรงนี้ทำได้ครับ ถ้าเราทำแล้วเราขยายผลต่อได้ ผมว่าน่าสนใจ เรามีโอกาสที่จะขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์เป็น Service ที่สร้างรายได้เข้าประเทศได้เหมือนกัน แต่ต้องมีการส่งเสริมที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้

-คำว่า Data Center นอกจากตอบโจทย์เรื่อง AI ซึ่งมันคู่กันแล้วยังมีประโยชน์อย่างไรอีก?

ต้องยอมรับก่อนทุกวันนี้ อย่างภรรยาผมตื่นเช้ามาก็ดู TikTok ดูคลิปใน YouTube ที่ใช้ Data Center หมดเลย ถ้าเขาเห็นเมืองไทยมีการบริโภคตรงนี้สูง แล้วเข้ามาตั้ง Data Center เมืองไทยเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ ผมว่าใช้ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคุยด้วยว่า แล้วคุณใช้ Developer คนไทยเข้ามาอยู่ใน Ecosystem ของเขาแค่ไหน มีการใช้บุคลากรที่เข้ามาเติมเต็มระบบเหล่านี้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวนกี่คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่าใด แต่ถ้ามาตั้ง Data Center แล้วคนไทยเข้าไปเป็นยาม เป็น รปภ. หรือว่าใช้คนไทยทำงานไม่มาก อย่างนี้ไม่ดีเท่าที่ควร

-ทางสภาดิจิทัลฯ คุยกันเรื่อง Data Center บ้างหรือไม่?

คุยกันแน่นอน ก็ส่งเสริม คือสภาดิจิทัลฯ โดยบทบาทต้องส่งเสริมอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องพยายามให้ภาครัฐเห็นว่า จุดที่ควรกังวลคือจุดไหน อย่างที่เราคอมเมนต์ไปก็คือเรื่องของโซนนิง การจัด Tier ต่างๆ การแบ่งระดับต่างๆ ว่า ถ้าอยู่ในเมืองอาจจะเป็น Data Center ขนาดเล็ก แต่ขนาดใหญ่เกินกี่กิโลวัตต์ขึ้นไป อาจจะไม่เหมาะ ต้องไปอยู่ชานเมืองหรือไปอยู่ต่างจังหวัด อันนี้เป็นจุดหนึ่ง

ต้องบอกก่อนว่าที่ผ่านมาน่าจะเห็น มันเป็นกระแสคัดค้าน แล้วกลายเป็นว่าภาพที่ออกไปต่างประเทศคือประเทศไทยไม่เอา Data Center อย่างนี้จบเลย ใครที่ไหนจะมา แล้ว Engine เศรษฐกิจของไทยตอนนี้คือเรื่องนี้  800,000 ล้าน ประมาณ 500,000 ล้านขึ้นไป คือ Data Center

-ดังนั้นรัฐบาลต้องส่งเสียงเรื่องนี้ให้ชัดเจน?

ต้องประกาศให้ชัดว่าเราไม่ได้ต่อต้าน แต่ในขณะเดียวกันเรามีกฎ มีระเบียบ มีกติกา

-มองเรื่องการเข้ามาของ AI จะทำให้คนตกงานมากน้อยแค่ไหนในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า?

ตอนนี้ผมอยู่ตรงกลางระหว่างคนไทย 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มคนที่ตื่นตัวแล้ว เห็นแล้วว่า AI มันมา อนาคตลูกหลานเราจะตกงาน หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง แล้วเราจะปรับตัวยังไง จะแก้ไขยังไง

กลุ่มที่ 2 คือสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง คือมองว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ไม่น่าจะมีผลอะไร ไม่จำเป็นต้องไปสนใจอะไรมาก มองว่าคนที่พูดว่าจะทำให้คนตกงานเท่านั้นเท่านี้ตื่นตระหนกกันไป สร้างความแตกตื่นในสังคม อะไรประมาณนั้น

ผมอยู่ตรงกลาง ผมก็จะมองเห็นทั้ง 2 กลุ่มแล้วก็คิดเลยว่า "ตายแล้วอนาคต มันไม่ได้" คือช่วงที่ผ่านมา เดือนที่ผ่านมาผมเดินทางค่อนข้างเยอะ เป็นเรื่อง AI ทั้งนั้น เวลาไปต่างประเทศ ดูทีวีของเขา อ่านหนังสือพิมพ์ของเขา พบว่าตื่นตัวกันมาก

ผมไปสิงคโปร์ นายกฯ ก็ออกมาพูดเรื่องประกาศให้ประชาชนเตรียมตัว ผมคุยกับคนขับแท็กซี่ที่สิงคโปร์ เขาก็บอกว่าเขานำ AI มาใช้ในแง่การวาง Routing ดูแลเรื่องการบริหารจัดการ

สะท้อนให้เห็นว่าเขาเอามาใช้จริงจัง แต่ของไทยเราผมว่าเรายังชิลๆ กันไปหน่อย อาจจะเป็นนิสัยคนไทยชิลๆ คนไทยจำนวนหนึ่งแล้วกัน ใช้คำนี้ดีกว่า แต่ตอนนี้มันไม่ได้ ในต่างประเทศที่ผมไป เขาเลยสิ่งที่คนไทยเราใช้อยู่ทุกวันนี้ คนไทยใช้ AI อาจจะใช้เป็น Chatbot คือถามตอบ เราเรียกว่า Generative AI ไม่แปลก แต่ว่าจะ มีกลุ่มหนึ่งที่ Advance จะไปใช้สิ่งที่เรียกว่า Agentic AI คือเอามาใช้งานเป็น Automation คือมันตัดสินใจแทนเราไปเลย

 เช่น สมมุติให้ตอบอีเมล คือรู้ว่าเราชอบตอบประมาณนี้ อีเมลฉบับต่อๆ ไปมันตอบแทนให้เลย ถ้าเราให้ permission นี่คือทำงานแทนเรา แต่ในต่างประเทศ ตอนนี้เขาไปถึง Physical AI แล้ว ที่ก็คือ AI ที่เราใช้ที่ผ่านมาทั้งหมด มันเป็น Digital AI ก็คือคุณจะใช้อะไรก็ตาม มันอยู่ในคอมพิวเตอร์ มันอยู่ในมือถือ แต่พอเป็น Physical AI มันไปอยู่ในรถยนต์ เป็น Automation ในรถยนต์ รถยนต์ขับเอง เป็นแท็กซี่ไร้คนขับ ไปอยู่ในหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ทำงานเองในโรงงาน อันนี้คือแย่งงานคน 1,000%

เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะว่าท้ายที่สุดถ้าเป็น Digital AI มันแทนงานแรงงานคนได้ส่วนหนึ่ง พอนึกภาพออกหรือไม่ อย่างคนงานในโรงงานจะรู้สึกขำว่า อ้าว พวกที่ถูกตกงานเป็นนักบัญชี เป็นอะไรต่อมิอะไรที่คอมพิวเตอร์มาแทน แต่คราวนี้มันเป็นหุ่นยนต์ มันมาแทนที่พวกเขาได้  อย่างการทำงานกราฟิก หากเราไปขอให้เขาแก้งานสัก 3 ครั้ง เขาคงค้อนเรา แต่ AI ขอให้แก้ให้เปลี่ยนสักหนึ่งร้อยหนก็ได้

สำหรับ Physical AI ผมไม่อยากให้คนไทยใช้คำว่าอะไรดี "เป็นกบต้ม" ผมมีหมวกใบหนึ่งที่เป็นบริษัทมหาชนที่ทำเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัล ทุกวันนี้ผมมี POC (Proof of Concept) ของการนำหุ่นยนต์ไปใช้ในโรงงานอยู่ 5 แห่ง ล้วนเป็นโรงงานขนาดใหญ่ โรงงานแห่งหนึ่งก็คือเขามองว่า เขามีงานที่ต้องทำในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรกับมนุษย์เท่าใด ก็คือเป็นห้องที่มีไอน้ำมันสูง  พนักงานที่ทำงานก็จะเจ็บป่วย ลาบ่อย เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์มาทำแทนที่ได้เลย ตอนนี้ก็กำลังทดลองอยู่ในห้องทดลอง ถ้าทำได้เขาเปลี่ยนแน่นอน เพราะว่าถ้าเป็นหุ่นยนต์มันไม่ป่วย เจอไอน้ำมันแค่ไหน เจอความชื้นแค่ไหนมันก็ทำงานได้ ไม่มีทะเลาะกับแฟน ไม่มีอารมณ์เสีย โอกาสผิดพลาดจากการทำงานเป็นศูนย์

AI กับผลกระทบการจ้างงาน

-คือกำลังบอกว่า AI กำลังย่างสามขุมมากดดันเราแล้ว ในสัก 5 ปี 10 ปี  จะมาแทนแรงงานเยอะ แล้วแรงงานภาคไหนกระทบมากที่สุด?

ทุกภาค เพราะเราเห็นแล้วว่าคนทำงานภาคส่วนของงานออฟฟิศก็ถูก Digital AI แทนที่ คนทำงานที่เป็นโรงงานใช้แรงงาน หุ่นยนต์มันเข้ามาทำแทนได้แล้ว

อย่างงานที่ผมทำ POC อยู่ปัจจุบัน ผมเห็นหุ่นยนต์ Humanoid เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งใช้งานได้แล้วแต่ราคายังแพงอยู่ ตอนนั้นเขาเปิดราคามาให้ผม 33 ล้านบาท 1 ตัว ผ่านมา 3 ปี เพียง 3 ปีเท่านั้นจาก 33 ล้าน ตอนนี้เหลือ 3.3 ล้าน หายไป 10 เท่า แปลว่าอีก 1-2 ปี ระดับราคามันคงจะตกลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่คนซื้อ โรงงานซื้อไปใช้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะถ้าวันนี้ 3 ล้านอาจจะต้องคิดเยอะ แต่ในอนาคตถ้ามันเหลือ 3 แสน สมมุติ โอ้โห

-อีกสักกี่ปีมันจะถึงยุคที่ว่า ครึ่งคนครึ่ง AI?

 ต้องคิดแบบนี้ มีตัวเลขหนึ่งเอามาเล่าสู่กันฟัง สำนักวิจัยทางด้านดิจิทัลเบอร์ 1 ของโลก ชื่อ Gartner เขาก็พยากรณ์ไว้ เขารวบรวมตัวเลขมาว่า ถ้าเอา Agentic AI คือหมายถึงทำงานออฟฟิศแทนคน ปีที่แล้วเขารวบรวมตัวเลขมาว่า มีองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งองค์กรขนาดใหญ่ก็อาจนึกถึง เช่น ปตท. หรือ SCG จะมี Agentic AI ใช้ประมาณองค์กรละ 15 ตัว

เช่น ถ้าการทำงานสื่อมวลชน ก็อาจจะเป็นเอเจนต์ที่ไปใช้เก็บข่าว ตัวที่ 1 ส่วนตัวที่ 2 คัดเลือกข่าวเกี่ยวกับองค์กรของตัวเอง ตัวที่ 3 เป็นเหมือน บ.ก. คอยสรุปและเขียนให้ผู้บริหารอ่าน ใช้อยู่ 3-4 ตัว ของปีที่ผ่านมา

แต่เขาคาดการณ์ไปว่าปี 2028 อีก 3 ปี จาก 15 ตัว มันจะกลายเป็นเท่าไหร่ ก็คือ 150,000 ตัวต่อองค์กรขนาดใหญ่ที่เขาเรียก Fortune 500 แปลว่าองค์กรจะมี AI เข้ามาทำงานอัตโนมัติ ไม่ว่าจะตอบอีเมล บันทึกตารางนัดหมาย จดรายงานการประชุม สรุปรายงานการประชุม 150,000 ตัว แล้วงานเหล่านี้ AI ทำงานแทนคน แน่นอนว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้จักเอา AI ไป Apply ใช้กับงานตัวเอง งานหายไปแน่นอน

-เรื่องของ  AI อย่าคิดว่าใครก็ใช้ได้ ถูกหรือไม่ ถ้าจะใช้มันให้ได้ ต้องมีความรู้ ต้องรู้ทัน ถึงจะสั่งAI ได้?

คืออาจจะคิดไม่ครบมากกว่า แต่ท้ายที่สุดถ้าพูดถึง 5-10 ปีข้างหน้า เอาจริงๆ มันจะฉลาดมากขึ้น ถ้าฉลาดถึงวันนั้น คุณจบ ป.5 ป.6 มา คุณก็ใช้งานได้เหมือนกัน เพราะเราแค่พูด แค่พูดสิ่งที่เราต้องการ มันก็ทำให้ได้แล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้เคียงแล้ว

-นักวิชาการบางคนบอกว่า คนที่กระทบจริงๆ คือคนที่จบการศึกษาใหม่ๆ มา อาจยังมีความรู้ไม่มาก สั่งงานได้แค่จำกัด แต่ถ้าคนที่เก่ง กลุ่ม Gen X จะสั่งได้เยอะแล้วงานจะออกมาดี เพราะมีความรู้?

ถูกครับ คือมีสิ่งที่อยู่ในหัวที่แตกยอดความคิดออกไปให้มันทำเพิ่มเติมให้ได้ แต่ถ้าจะบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ ก็ต้องบอกแบบนี้ว่า เด็กรุ่นใหม่ของไทยเราก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม เด็กกลุ่มที่พร้อม แล้วก็ใช้ AI แตกยอดความคิดได้ก็มีเยอะ คนไทยเก่งเยอะ แต่ในขณะเดียวกันเราจะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ดูออกเลย

สมมุติเวลาให้งานเด็กจบใหม่ 2 คนไปทำงานให้นำมาส่ง พอเขาส่งกลับมาดูออกทันที กลุ่มที่ 1 คือให้ AI ทำ เขาใช้ AI อยู่ แต่สำคัญคือเราอ่านเสร็จ เราก็รู้ว่าใช้ AI เขียน ดูทื่อๆ หรือมี wording แบบเวอร์ชันปรับให้แล้วติดมาส่งด้วย

 แต่เด็กอีกคนหนึ่งจะมาด้วยการใช้ AI หลายตัวช่วยกัน แล้วมีตัวหนึ่งทำหน้าที่ summarize มาให้ แสดงว่าคนนี้เก่ง ทำงานได้ อนาคตไกลแน่นอนเพราะรู้จักใช้ แต่เด็กคนแรกยังใช้ AI ทื่อๆ

-แบบนี้นักศึกษา หรือคนไทยที่ใช้ AI ทุกเรื่อง สุดท้ายสมองจะฝ่อหรือไม่ คิดเองไม่เป็น ใช้แต่ AI มันมีความจริงหรือไม่?

ผมคิดแบบนี้ หลังๆ มีกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่เลี้ยงลูกเขาก็มาคุยกับผมว่า AI จะทำให้ลูกมีปัญหาหรือไม่ ผมอยากตัดคำว่า AI ออกไป เป็น XXX อะไรก็ได้  เพราะในอดีตเราก็เจอโจทย์แบบเดียวกันนี้ว่า iPad จะทำให้ลูกมีปัญหาในการเรียนรู้หรือไม่

ถัดมา Social Media จะทำให้มีปัญหาหรือไม่ คือมีอะไรแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ จาก iPad มา Digital Media, Digital Device, Digital Platform, TikTok มาวันนี้เป็น AI คือมีของใหม่เกิดขึ้นตลอด สำคัญที่ว่าเราให้เขาใช้ในมุมไหน ถ้าให้ใช้แทนการคิดไปเลยจะเป็นอย่างที่ถามแน่นอน  แล้วมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า เด็กจะมีความคิดวิเคราะห์ถดถอยลงถ้าใช้ AI อย่างไม่เหมาะสม ก็เหมือนกับเด็กที่ใช้ไอแพดก่อนวัยที่ควรจะเป็น ก็จะทำให้เขาขาดทักษะในการเข้าสังคม ขาดทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอะไรประมาณนั้น

-แต่ก็กำลังบอกผู้ปกครองว่า อย่าไปกดดันลูกมาก  ให้เค้าใช้ไปเถอะ?

ให้เขาใช้แต่ผู้ปกครองต้องดูใกล้ชิด หากให้ใช้แบบเต็มพิกัดเลย ใช้แทนทุกอย่าง ถาม ChatGPT ถาม Gemini ตลอดเวลา อาจไม่เหมาะ ให้เขาใช้ความคิดของตัวเองก่อน

ก้าวต่อไป คือยุค Quantum 

-ต่อจาก Generative AI, Agentic AI, Physical AI แล้วต่อไปอนาคตจะเป็นอะไร?

ตอนนี้ที่คุยกันอยู่ แล้วเชื่อว่าจะมาเปลี่ยนโลกดิจิทัล เปลี่ยนโลกคอมพิวเตอร์มหาศาล คือ Quantum เป็นคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ เพราะตอนนี้อย่างที่เห็น เมื่อ AI มาก็ต้องใช้ Data Center กันมหาศาล เคยมีการพยากรณ์กันว่า Data Center ถ้าใช้รองรับการทำงานของ AI สักสี่ถึงห้าแห่ง กินไฟฟ้ามากเท่ากับประเทศขนาดกลางประเทศหนึ่ง เพราะต้องใช้กำลังประมวลผลมหาศาล และพลังงานดังกล่าวเท่ากับการใช้ไฟทั้งปีของประเทศขนาดกลางประเทศหนึ่ง ประเทศอย่างฟินแลนด์หรือเบลเยียม ใช้ไฟฟ้าทั้งปียังไม่เท่ากับ Data Center ขนาดใหญ่ 4-5 แห่งรวมกัน คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

จึงนำมาสู่คำถามว่า ถ้า AI จำเป็นต้องใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งพลังในการประมวลผลจะไม่เพียงพอ ก็เลยเป็นที่มาอาจต้องคิดถึงคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ ที่มีพื้นฐานการทำงานแตกต่างจากเดิม และทำให้เราคิดวิเคราะห์มากกว่าเดิม ก็เลยเป็นที่มาของ Quantum Computing

สำหรับ Quantum Computing ตอนนี้แข่งขันกันมาก บริษัทขนาดใหญ่ทุ่มลงทุนเพื่อพัฒนา Quantum แต่ก็ยังอยู่ในห้องแล็บ แต่ก็มีข่าวหลุดออกมาว่าใกล้เสร็จแล้ว โดยหากเสร็จออกมาจะสามารถแฮกพาสเวิร์ดได้ใน 10 วินาที ก็ทำให้คนแตกตื่นกันไป แต่ในแง่ของการใช้งานเชิง commercial อีก 3 ปียังอาจไม่ถึง

-ยุคควอนตัมจะเป็นอย่างไร?

 คิดว่ากว่าจะถึงวันนั้น เราจะมีหุ่นยนต์ใช้งานในบ้าน มีเซนเซอร์อยู่รอบตัว และมีรถยนต์ไร้คนขับ ใช้กันเป็นเรื่องปกติ หมายความว่าเราต้องใช้การประมวลผลกับทุกอย่าง วันนี้รถออกไปก็มีคนขับ แต่อนาคตพอรถออกไป มันจะคำนวณเส้นทางทั้งหมด รู้ด้วยว่าจะมีรถอีก 30,000 คันอยู่บนถนนสุขุมวิท เพราะฉะนั้นรถเราจะไปวิ่งถนนเพชรเกษมแทน อันนี้สมมุติให้ฟัง ตัดสินใจทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้พลังในการประมวลผล และอย่าลืมว่ารถยนต์หลายยี่ห้อใส่ฟังก์ชันนี้มาแล้ว

ลองนึกภาพ สมมติผมเป็นพนักงานประจำสำนักงานธรรมดา ขับรถไปทำงานแล้วจอดรถไว้ที่ออฟฟิศ 8 ชั่วโมง ไม่ได้ไปไหน แต่สมมุติระหว่างที่รถจอด ถ้าเราเปิดโหมดหนึ่ง สมมติเรียกว่า “โหมดทำมาหากิน" รถก็ออกไปรับผู้โดยสาร หารายได้ให้เรา แล้วเพราะรถรู้ว่าเราเลิกงาน 17.00 น. รถก็จะหยุดรับงานตอน 16.30 น. เพื่อกลับมารอรับเราที่ทำงาน เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นแน่นอนครับ เป็นแนวโน้มที่เราเห็นอยู่

-ที่ยกตัวอย่างมาอาจจะได้เห็นภาพนี้ในเมือง แต่ในต่างจังหวัดในชนบท จะเป็นอย่างนั้นด้วยหรือไม่?

เป็นประเด็นใหญ่ รัฐบาลหลายแห่งเริ่มศึกษาผลกระทบ และถึงกับทดลอง เพราะเขาเห็นว่าเมื่อ AI มา งานหลายอย่างคอมพิวเตอร์ทำงานแทนเรา มนุษย์ไม่ได้ทำงาน อ้าวแล้วเงินที่เกิดจากการทำงานของ AI จะเป็นของใคร ผมไม่มีคำตอบเรื่องนี้ แต่เป็นคำถามที่ต้องคิด

รัฐบาลหลายแห่งเช่นแคนาดา และหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาเริ่มสงสัยว่า ถ้า AI เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ แล้วมนุษย์จะมีรายได้จากไหน เป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า Universal Basic Income แปลว่าคุณเป็นมนุษย์  คุณมีสิทธิ์มีรายได้ รัฐบาลจัดสรรเงินขั้นต่ำให้บนพื้นฐานที่จะอยู่ได้ เป็น Basic Income มีการจัดสรรเงินให้จำนวนหนึ่งให้มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน เพราะ AI จะทำงานแทนให้แล้ว เรื่องนี้ทดลองกันแล้ว รัฐบาลหลายแห่งกำลังทดลอง เพราะเห็นว่าอนาคตมันจะเกิดสิ่งนี้แน่ๆ เป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ไทยอยู่ตรงกลาง ในศึก AI สหรัฐฯกับจีน

-ตอนนี้ประเทศไหนไปไกลที่สุดในเรื่อง AI ไปไกลกว่าประเทศอื่น?

เมืองไทยอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝั่ง ตอนนี้ AI มีสองฝั่ง ที่รบกันอยู่แล้วก็ห่ำหั่นกันชนิดที่ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

-คือสหรัฐฯ กับจีน?

ใช่ครับ ฝั่งสหรัฐฯ เราเห็นโรดแมปแล้ว ผู้นำคือ Nvidia ซึ่งประกาศว่า Vera Rubin เทคโนโลยีล่าสุดของเขามีพลังในการประมวลผลอย่างไร จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ส่วนฝั่งจีน นำโดย Huawei มีชิปชื่อ Ascend เดิมทีเป็นรุ่น 950 แต่วางแผนจะออกรุ่น 970 ในอีกสองปีข้างหน้า  ผมเพิ่งกลับมาจากงานของ Huawei ซึ่งเขาประกาศว่า รุ่น 970 ที่ควรจะออกอีกสองปี จะเสร็จในปีหน้า มาชนกันเต็มที่ โดยไทยอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นภาวะที่น่าห่วง

อย่างที่ผมบอก ผมสวมหมวกอีกใบในภาคธุรกิจ เราก็เป็น partner กับบริษัทอันดับหนึ่งของโลก คือ Nvidia ซึ่ง Nvidia ส่งเสริมและพยายามสร้างระบบนิเวศสำหรับ Private AI ในประเทศไทย จึงมีแพลตฟอร์มชื่อ DGX Spark ซึ่งเป็น Private AI ที่ราคาไม่แพง ซึ่งตอนนี้ของมันหมด ความต้องการในประเทศไทยสูงมาก ถ้าวันนี้คุณจะซื้อจากผม ผมจะบอกว่ารอปีหน้าคนไทยตื่นตัวกันมาก เพราะเราเห็นว่านี่คือสิ่งที่เราจะทำให้ประเทศไทยที่ยืนในอุตสาหกรรม AI ของโลก

เราต้องมี Local AI ของเราเอง NVIDIA ก็บอกกับผมว่า การเติบโตของ Private AI ในประเทศไทยทำให้เราเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน ยอดขายของเราสูงที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความน่ากังวล ผมมีลูกค้าหลายรายที่ต้องการลงทุนทำ Data Center ที่ต้องใช้ชิปเทคโนโลยีชั้นสูงจากสหรัฐฯ พอสั่งซื้อ มีเงินพร้อม แต่บริษัทคอมพิวเตอร์ที่สหรัฐฯ ไม่ขายให้ครับ เพราะเขาต้องสงสัยว่าประเทศไทยวางตัวอยู่ตรงกลางระหว่างสหรัฐฯ กับจีน พอคุณสั่งแล้วคุณใช้เองจริงหรือไม่ หรือจะลักลอบส่งไปจีน เพราะมีการแบนกันอยู่

ส่วนกรณีของประเทศเวียดนาม แม้เศรษฐกิจในอาเซียนเขาจะตามหลังเรา และกำลังไล่ตามเราในอีกไม่กี่ปี แต่สิ่งที่ผมมองว่าน่ากลัวกว่าไม่ใช่เรื่องขนาดเศรษฐกิจ หรือเขาจะตามทันเราหรือไม่ทันเรา แต่เป็นเรื่องคน คือคนของเขามี Mindset มี Adaptive ที่ดีกว่าเราเยอะมาก พวก Developer เวียดนามที่กระโจนเข้าสู่ สมรภูมิ AI มีจำนวนมากและเขาคิดแบบวิทยาศาสตร์

-เรื่องงานวิจัยของไทยดีๆ ทำออกมาแล้วไม่ได้มีการนำมาใช้ ทำเสร็จก็อยู่บนหิ้งหมดเลย?

เรื่องนี้ผมเจอมากับตัวและฝังใจมาจนถึงปัจจุบัน เพราะผมเจองานวิจัยดีๆ และผมมาจากภาคเอกชน พอเจองานวิจัยดีๆ ก็อยากไปคุยกับ R&D Center ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีด้วยกัน 7 แห่ง ที่รัฐบาลสนับสนุนด้านการวิจัย โดยทั้ง 7 แห่งได้รับงบประมาณจากกระทรวงการอุดมศึกษาฯ 80% แล้วอีก  20% กระจายไปตามมหาวิทยาลัยอื่นๆ แปลว่าเขามีความพร้อม มีเครื่องมือ ภาคเอกชนอยากเข้าไปคุย แต่พอเข้าไป เจอภาวะแบบนี้

ลองนึกภาพนักวิจัยคนหนึ่ง เขาอยู่ในห้องแล็บ อยู่ในห้องวิจัย ถ้าเขามีงานวิจัยที่ดีๆ สักหนึ่งงาน แล้วถูกขอให้นำไปใช้เชิง commercial เขาก็ต้องคิดเรื่องการขาย  ต้องมีทีมการตลาด ต้องมาคิดเรื่องว่าจะให้ค่าคอมมิชชันและบริการหลังการขาย เขาทำไม่ได้ เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เขาเกิดมาเพื่อการวิจัย

เพราะฉะนั้นภาคเอกชนมีหน้าที่เข้าไปจับมือกับเขา แล้วแบ่งผลประโยชน์กัน เป็นเรื่องแรกที่ผมอยากให้คนมองเห็น อย่ามองว่างานวิจัยอยู่ตรงนี้แล้วจะต้องเป็นสมบัติชาติเพราะใช้งบภาครัฐ ต้องเป็นสมบัติของชาติ และผลประโยชน์ควรตกแก่คนไทย ก็ถูกครับในส่วนหนึ่ง แต่มันจะไม่ไปไหน จะหยุดอยู่ตรงนั้น เพราะภาครัฐและมหาวิทยาลัยเขาไม่มีบุคลากร ไม่มีความเชี่ยวชาญ จึงเป็นเหตุผลที่เอกชนอย่างผมพยายามเข้าไปพูดคุย

แต่พอเอกชนอย่างผมจะเข้าไปคุย ผมก็ถูกผู้ใหญ่เตือนว่า "เฮ้ย ปฐม คุณจะไปคุย มั่นใจแล้วหรือ" เขาบอก ผมไม่ห่วงถ้าคุณทำแล้ว fail แต่ห่วงว่าถ้าคุณทำสำเร็จ แล้วกลายเป็นข่าว คุณจะถูกกล่าวหาว่าว่าเอาสมบัติชาติมาขาย แล้วบริษัทคุณก็จะถูกกล่าวหาว่าขายชาติ แล้วนักวิจัยกับคณบดีก็จะถูกตั้งกรรมการสอบ เพราะถ้าทำสำเร็จออกมาแล้วจะเดือดร้อน แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิด

เช่นกรณีกะเพรา ผมขอพูดในภาพกว้าง ไม่ใช่แค่กะเพรา งานวิจัยที่สำเร็จ มีมูลค่ามหาศาล แต่ก็มีที่ fail ที่อยู่เบื้องหลังที่สำเร็จเป็นพัน ซึ่งบางงานวิจัยก็เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน แสดงว่าเอกชนก็ต้องสูญเงินไปเยอะเหมือนกันกว่าจะออกมาเป็นสิ่งที่สำเร็จได้ แต่ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครสนใจ มองแต่ที่สำเร็จอย่างเดียว

-ที่บอกว่าเวียดนามมี mind set มีแนวคิดเรื่อง AI อะไรต่างๆ เป็นอย่างไร?

คิดว่าเป็นระบบการศึกษา คือระบบการศึกษาเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องมาปรับกันใหม่ แล้วก็อย่าไปมองแค่มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทุกวันนี้กลายเป็นจำเลย เช่น ทำไมผลิตบัณฑิตไม่ตรงความต้องการของตลาด หรือทำไมจบแล้วทำงานไม่ดี แต่มหาวิทยาลัยมีเวลาแค่ 4 ปีในการสร้างบัณฑิต แล้วเราจะคาดหวังให้เก่งทั้งวิชาการ กิจกรรม ธุรกิจ และอุตสาหกรรมพร้อมกันทั้งหมดเลย มันก็ไม่ใช่ เพราะต้องปูพื้นมาตั้งแต่มัธยมต้นและมัธยมปลาย  ซึ่งผมมองว่าทั้งระบบเรายังมีปัญหาอยู่ เด็กไทยเรียนเยอะมาก

ผมเคยอ่าน ไม่แน่ใจ คือเป็นข้อมูลเมื่อหลายปีก่อน หวังว่าตัวเลขจะดีขึ้น พบว่าชั่วโมงเรียนของเราอยู่ในกลุ่มสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ว่าผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาเช่น คะแนนการสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) การสอบข้อสอบกลางที่วัดโดยยูเอ็น เรากลับอยู่ท้ายๆ ของอันดับโลก แสดงว่าต้องมีปัญหาอยู่ตรงไหนสักแห่ง อย่างเด็กไทยกับคณิตศาสตร์เป็นยาขมเลย ต้องยอมรับว่าเรื่องคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ผมคิดว่าเราต้องปรับกระบวนการใหม่ ลดวิชาการลง แล้วไปเน้นสิ่งที่นำไปใช้งาน เอาไปใช้เรียนต่อระดับปริญญาตรีได้มากขึ้น

ผมมีลูกสองคนที่เรียนกันคนละระบบ คนหนึ่งอยู่ในระบบไทย เพราะเขาชอบระบบนี้ ส่วนอีกคนเลือกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่มัธยม เราเห็นเลยว่าในต่างประเทศมีชั่วโมงเรียนน้อยกว่าไทยเยอะมาก แต่กลับทำงานได้ดีกว่า ทำงานเป็นทีม ทำสิ่งต่างๆ เหมือนกับการทำงานในโลกจริงจะพร้อมกว่า แต่ไม่ใช่ว่าเด็กไทยไม่เก่ง เพราะเด็กไทยเราเก่ง ลูกคนโตของผมที่เรียนในไทย เขาเรียนด้านวิชาการ เขาก็ไปได้ดี แต่ขณะเดียวกัน เราจะเห็นว่าเด็กที่เทียบด้านวิชาการกับในเมืองไทย แปลว่าเราเรียนกันหนักเกินไปหรือไม่ ผมก็อยากให้คิด

การตัดสินใจอย่าช้า นักลงทุนต่างชาติไม่รอ

"ดร.ปฐม" กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมารัฐบาลก็รับฟังสภาดิจิทัลฯ เพราะในฐานะสภาดิจิทัล เราก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เราคุยกันว่ามาเลเซียเดินหน้าเต็มกำลังเรื่อง Semiconductor เพราะเขารู้ว่าเมื่อ AI มา ก็หมายถึงชิปประมวลผลคอมพิวเตอร์ต้องเกิดขึ้น โรงงานต้องมา มาเลเซียเตรียมพร้อม

สำหรับไทยก็รับลูก มีการวางแผน มีการพูดคุยกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และจุฬาฯ เปิดหลักสูตรเรื่อง Semiconductor แต่ก็อยากได้อีกเยอะๆ ส่วนเรื่องที่ผ่านมาเราไม่อยากโทษใคร ไม่ว่ารัฐบาลไหน รัฐบาลใคร เพราะอาจมองโลกไม่เหมือนกัน คือที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำ

ผมมีโอกาสคุยกับคนจีนที่ทำธุรกิจด้วย ก็ถามเขาตรง ๆ ว่า “ที่จีนในมณฑลของคุณ คนจบสาขาไหนมีโอกาสได้งานสูงที่สุด” เขาตอบทันทีว่า Semiconductor แปลว่าเขาเปิดสาขานี้ และมีคนเรียนจบมาหลายปีแล้ว  ผมก็ถามต่อว่า “แล้วคุณจบอะไรมา” เขาบอกว่า Quantum Computing ซึ่ง Semiconductor ตอนนี้เราเพิ่งมีที่จุฬาฯ หวังว่าที่อื่นจะเปิดตามมาเร็วๆ นี้ เพื่อป้อนคนเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ ถ้าไม่มีเราจะขาดโอกาส มาเลเซียกับเวียดนามไปก่อนแล้ว  เขาจะได้โอกาสจากตรงนี้แทนที่เรา เพราะเซมิคอนดักเตอร์คือพื้นฐาน AI จะเติบโตได้ต้องพึ่งเซมิคอนดักเตอร์ อย่าคิดข้ามขั้น

-ท้ายที่สุดแล้ว AI จะชนะมนุษย์ได้หรือไม่?

คงต้องรอถึงปี 2029 ถ้าว่ากันตามภาพยนตร์เรื่อง Terminator 2029 อดคิดถึงไม่ได้เหลืออีกแค่ 3 ปี ผมไม่รู้ว่าคนเขียนบทหนังเรื่องนี้เขานั่งไทม์แมชชีนไปดูอนาคตมาหรือเปล่า แต่มันประจวบเหมาะ เราอยู่ในปี 2026 เราเห็นการก้าวกระโดดของหุ่นยนต์ เราเห็นหุ่นยนต์ที่ทำสิ่งต่างๆ แทนคนได้ มันวิ่ง มันกระโดด ทำได้สารพัด ในขณะเดียวกัน AI ก็เก่งขึ้นจนถึงขนาดไปคิดและทำอะไรเองแทนคน ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ดังนั้นในอีก 3 ปีข้างหน้า ผมบอกไม่ได้จริงๆ AI อาจคิดว่ามนุษยชาติเป็นภัยต่อโลก กำจัดมนุษย์กันดีกว่า หวังว่าคงจะไม่เกิด

-ถ้ามองโดยใช้หลักพุทธศาสนา ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป  AI มีจุดจบไหม ถ้ามีคืออะไร?

ถ้าดูเทคโนโลยีที่เราเห็นมาก็มีหลายอัน อย่าง BlackBerry เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป Kodak ก็เช่นกัน ดับไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล หลายบริษัทขอไม่เอ่ยชื่อ ยังไม่หายไป แต่ความสำคัญลดลงไปเรื่อยๆ

เทคโนโลยีก็ไม่ได้อยู่แบบยั้งยืนยง ไม่มีเลย AI ก็เช่นกัน ผมเชื่อว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นสิ่งปกติ ไปอยู่ในตู้เย็น ไปอยู่ในไมโครเวฟ ค่อยๆ ลดความสำคัญลง แล้วจะมีอย่างอื่นมาแทน จริงๆ เทคโนโลยีไม่เคยมาดี ย้อนกลับไปยุคหลอดไฟ คนอาจลืมไปแล้วว่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อน มีอาชีพที่คนต้องเดินไปจุดตะเกียงตามท้องถนน พอหลอดไฟมาที่เป็นเทคโนโลยีเบื้องต้น อาชีพนี้ก็หายไป หรืออย่างอาชีพช่างเรียงพิมพ์ ก็หายไปแล้วอาชีพนี้ ตั้งแต่มีคอมพิวเตอร์เข้ามา มี Desktop Publishing ก็ทำให้ช่างเรียงพิมพ์ก็หายไป ก็จะมีอาชีพแบบนี้ที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นเรื่องปกติ

-ประเทศไทยกับ AI จะมีที่ยืนอย่างไร แล้วภาครัฐ รัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ควรจะร่วมกันขับเคลื่อนเติมเต็มตรงไหน?

รัฐบาลขยับแล้ว เราเห็นชัด ตัวอย่างเช่น เรื่อง Data Center ที่เคยมีการถกเถียงกันมาก่อนหน้านี้ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลแล้ว แต่ผมขอแค่อย่างเดียวอย่าช้า นักลงทุนต่างชาติเขาไม่รอ ไม่ใช่ว่าเขาจะรอให้ประเทศไทยเมื่อไหร่จะเปิด ในขณะที่เรายังไม่ชัดเจนกติกายังไม่ชัด นักลงทุนเขาก็ไปมาเลเซีย ไปเวียดนาม ไปประเทศอื่นที่พร้อมกว่าเรา ซึ่งมีอีกเยอะที่เปิดโอกาสให้เขา

ประเด็นที่สองซึ่งสำคัญมาก จริงๆ ผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกเลยด้วยซ้ำไป คือเรื่องคน เรามีคนไม่พอ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ หรือเรื่อง AI ในส่วน developer ไทยสู้เวียดนามไม่ได้ในปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องที่น่ากังวล เขามีความพร้อม มีความเก่งมากกว่าเราเราต้องสร้างคนให้มากขึ้น คำว่าสร้างเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้หมายถึงเปิดมหาวิทยาลัยหรือเปิดคณะเพิ่ม ที่มีอยู่ก็เพียงพอ

-กระทรวงการอุดมศึกษาฯ หรือ อว.ต้องขันเกลียวมากขึ้นหรือไม่?

ไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เพราะกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ดูแลนักศึกษาแค่ 4 ปี อีกสิบสองปีอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ตรงนั้นเขาสร้างเด็กขึ้นมาเพื่อส่งต่อให้ อว. แต่เขากำลังสร้างเด็กแบบไหน เด็กมีความรักในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเพียงลำพังก็ไม่พอ ต้องมองไปที่กระทรวงวัฒนธรรม

อย่างประเทศจีน ตอนนี้เขาอยากไปอวกาศ เขา beyond เรื่อง AI ไปแล้ว ลองดูซีรีส์ของเขา ทุกวันนี้ซีรีส์จีนที่ทำรายได้ดี พระเอกเป็นนักบินอวกาศ ทำงานเกี่ยวกับอวกาศ เพื่อกระตุ้นเด็กๆ ของเขา เด็กที่ดูซีรีส์แล้วอยากเป็นนักบินอวกาศ เขาสร้างตั้งแต่ก่อนถึงวัยเข้าเรียน เมื่อเด็กอยากเป็นนักบินอวกาศ ก็ต้องเลือกสายวิทย์ แล้วเข้ามหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง

เขาทำทั้งระบบ เพราะหากรอให้ถึงมหาวิทยาลัยก็สายแล้ว จะไม่ทัน แล้วต้องทำทั้งสังคม ผมดูของเขา (จีน) ละครน้ำเน่าแบบบ้านเราไม่ค่อยมี แต่จะมีเรื่องแบบพระเอกเป็นผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป พระเอกเป็นวิศวกร AI หรือพระเอกเป็นนักบินอวกาศ เพื่อสร้างให้คนสนใจอาชีพเหล่านี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ม้าก็แล้ว บ้าก็แล้ว!

สมัยก่อนเขาเรียกกันว่า “ยาม้า” ครับ ว่ากันว่าชื่อนี้มาจากตรารูปหัวม้าที่ประทับอยู่บนเม็ดยา

บันทึกธรรมแห่งคืนมหาปวารณา อาจาริยบูชา : จากรุ่งอรุณแห่งภาวนา สู่มหากุศลแห่งการสืบทอดพระพุทธศาสนา วันมหาปวารณาออกพรรษา ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา “ปักธงธรรม” ฉบับนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวในคืนสุดท้ายแห่งการจำพรรษา ก่อนก้าวเข้าสู่รุ่งอรุณของวันมหาปวารณาออกพรรษา

สำหรับ ‘บุ๋ม-ปนัดดา’

สงสารบ้านเมือง และเสียดาย “บรรยากาศดีๆ” ตอนปลายปีของไทย เพราะตามปกติ ช่วงนี้จะเข้าหน้าหนาว

ม็อบกำนันมะโน

วันนี้มีจดหมายจากทางใต้ส่งมาครับ อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่าเจ้าของจดหมายกำลังคึกคักเป็นพิเศษ ถึงขนาดเช็กลมยาง เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เตรียมมอเตอร์ไซค์คู่ใจไว้เรียบร้อยแล้ว