
“อนุทิน” เคลียร์ปม “น้ำเงินกินรวบ” แค่วาทกรรมโจมตี ยันรัฐบาลไม่คุม สว. ชี้ 3 อำนาจแยกกันชัด พร้อมรับศึกซักฟอกทุกเมื่อ ขอเป็นเวทีสร้างสรรค์ ไม่เชือดเฉือนระบายความโกรธ เกลียดชัง เชื่อเสียงข้างมากช่วยไม่ได้ แต่ผลงาน-ข้อเท็จจริงจะเซฟรัฐบาล ด้าน "พริษฐ์" ลั่นคดีโกง สว.ไม่จบแค่ 77 คน ชี้คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์เปิดทาง "ประชาชนทุกคนคือผู้เสียหาย" ฟ้อง กกต. ม.157 ได้เอง จี้สอบลึกถึงผู้บงการสีน้ำเงิน-ตัดตอนไม่ได้
เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงกระแสวิจารณ์ทางการเมืองเรื่องน้ำเงินกินรวบว่า เป็นวาทกรรมที่ถูกหยิบมาใช้โจมตีรัฐบาล ยืนยันว่าไม่สามารถควบคุมสมาชิกวุฒิสภาหรือสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติได้
นายอนุทินกล่าวว่า สว.เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร ทั้ง 2 ฝ่ายมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ แยกจากกัน รัฐบาลไม่มีอำนาจไปสั่งให้ สว.สนับสนุนกฎหมาย บุคคล หรือการตัดสินใจใดตามความต้องการของฝ่ายบริหาร หากรัฐบาลควบคุม สว.ได้จริง เหตุใดจึงยังมี สว.หลายคนออกมาวิจารณ์รัฐบาล รวมถึงวิจารณ์ประธานวุฒิสภา ทั้งนี้ การรู้จักบุคคลทางการเมืองจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าสามารถสั่งการหรือกำหนดจุดยืนของบุคคลเหล่านั้นได้
“รัฐบาลผมมอง สว.ก็คือเป็นอำนาจหนึ่งของอธิปไตย แล้วก็อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ที่จะมากำหนดทิศทาง หรือผมจะไปบอก สว.ว่าช่วยออกกฎหมายนี้กฎหมายนั้น ช่วยสนับสนุนคนนั้นคนนี้ ผมยังไม่เคยเห็นว่าผมทำได้แม้แต่ครั้งเดียว” นายอนุทินกล่าว
เขากล่าวว่า ทุกคนต่างมีหน้าที่ หน้าที่ของตนวันนี้เป็นนายกรัฐมนตรี ใครจะมาขออะไรตนถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ใครจะมาพูดอะไรให้ตน ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศชาติ ตนฟัง ตนคิด ตนทำให้ แต่ถ้ามาขออะไรเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง แล้วมิหนำซ้ำยังไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน ตนตะเพิดเขาออกไปแทบไม่ทัน เพราะฉะนั้นเราต้องหยุดเชื่อในเรื่องของวาทกรรม ในเรื่องของการพูดด้อยค่าประเทศไทย ถ้าประเทศไทยมันเลวร้ายอย่างนั้นจริงๆ สิ่งที่ตนได้เรียนพี่น้องประชาชนในรายการวันนี้ มันไม่เกิดขึ้นหรอก
นั่นคือกับดัก
นายอนุทินระบุว่า เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรที่จะไปพิสูจน์ได้ พูดให้ตายเขาก็บอกไม่ใช่ ไม่เป็นอย่างนั้น ทำอะไรก็วิจารณ์วิพากษ์ได้หมด ถ้าเราไปติดอยู่กับกับดักตรงนั้น นั่นคือกับดัก เขาอาจจะไม่ต้องการให้รัฐบาลทำงานแล้วมีเสถียรภาพ มีผลงาน สร้างความนิยมได้ เขาก็จะลำบากในการที่จะแข่งขัน ซึ่งเราต้องยอมรับว่าการแข่งขันมันเกิดขึ้น รัฐบาลก็มีหน้าที่เหมือนกัน ก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ สร้างผลงานอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าพอมาเป็นรัฐบาลแล้วบอกโอเคเป็นรัฐบาลแล้ว ได้เป็นนายกฯ แล้ว ได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ไม่เป็นไรหนเดียวพอ ครั้งหน้าช่างหัวมัน เราไม่ทำอย่างนั้น เราก็ต้องเข้ามาทำงาน ประชาชนเลือกเราเข้ามาเพื่อให้ทำงานให้กับเขา เราต้องทำงานอย่างเต็มที่ ตอบสนองความมั่นใจของเขา ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
นายกฯ ยังเผยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ สส.ฝ่ายรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐบาลต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาในการผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ ขณะที่ตัวเขาเองพูดคุยกับ สส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และพร้อมรับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่ดูว่าใครเป็นผู้เสนอ อย่างกรณี สส.พรรคประชาชนเสนอให้เปลี่ยนเสื้อกั๊กวินรถจักรยานยนต์ในจังหวัดชลบุรีกลับเป็นสีส้ม เนื่องจากสะท้อนแสงและปลอดภัยกว่าสีน้ำเงิน โดยเมื่อได้รับข้อมูลก็สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขทันที เพราะเรื่องความปลอดภัยไม่ควรถูกนำไปผูกกับสีทางการเมือง และกรณีข้อเสนอจาก สส.พรรคประชาชนเรื่องการผลักดันสนุกเกอร์และบิลเลียดให้ได้รับการยอมรับในฐานะกีฬา ลดข้อจำกัดที่ผูกอยู่กับกฎหมายการพนัน ซึ่งรัฐบาลพร้อมพิจารณาสนับสนุน หากเนื้อหากฎหมายครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานักกีฬาไทย
นายอนุทินกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ และไม่ได้เป็นฝ่ายดึงเวลา โดยก่อนหน้านี้ได้จัดตารางให้รัฐมนตรีทุกคนเว้นภารกิจระหว่างวันที่ 26-30 ต.ค. เพื่ออยู่รับการอภิปราย แต่การกำหนดวันยังติดปัญหาการหารือเรื่องเวลาระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ทั้งนี้ การอภิปรายควรให้ความสำคัญกับสาระ หลักฐาน และข้อเท็จจริง มากกว่าการช่วงชิงเวลา หากมีหลักฐานว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีกระทำผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศจริง ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ต้องนำข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้มาแสดงต่อประชาชน
เสียงข้างมากช่วยไม่ได้
นายกฯ ระบุว่า รัฐมนตรีทุกคนต้องพร้อมชี้แจง ไม่ใช่เฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกระบุชื่อในญัตติ เพราะหากมีการพาดพิงถึงงานในความรับผิดชอบ ก็มีหน้าที่ต้องตอบคำถามต่อสภา และการชี้แจงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับฟัง แต่เป็นการตอบต่อประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการอภิปรายควรอยู่บนหลักฐาน เหตุผล ในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่เอามาเชือดเฉือน เอามาปล่อยอารมณ์ ความโกรธ ความเกลียดชังใส่กัน ประชาชนฟังอยู่ ขอให้คุยกัน ขอให้อภิปรายในสารัตถะ ในข้อเท็จจริงด้วยหลักฐาน รัฐบาลต้องตอบ แล้วก็ต้องตอบให้ชัดเจนด้วย นี่คือเจตนารมณ์ที่รัฐบาลมีความตั้งใจจะดำเนินการอยู่แล้ว
“ผมไม่เคยเชื่อว่าเสียงข้างมากจะช่วยอะไรรัฐบาลได้ ผมได้แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้รับทราบว่า ข้อเท็จจริงและผลงานของพวกท่านเท่านั้นแหละ ที่จะเซฟตัวพวกท่านได้ เซฟรัฐบาลได้” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวด้วยว่า การตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นเรื่องที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือชี้แจงให้ชัด ทำงานให้มีผลงาน และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าใครมีเหตุผลมากกว่ากันในสนามการเมือง
วันเดียวกันนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าการเอาผิดผู้ที่ร่วมอยู่ในขบวนการโกง สว.ว่า หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมาก มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียงแค่ 77 คน เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ตนได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าคดีโกง สว.จะจบลงเพียงแค่นั้นไม่ได้ เพราะมติดังกล่าวขัดต่อทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และพยานหลักฐาน อีกทั้งยังเป็นมติที่จงใจ มองไม่เห็นช้างทั้ง 3 ตัว ได้แก่ ความเป็นขบวนการจัดตั้งขนาดใหญ่, ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย และบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ กกต.เคยใช้ดำเนินการในอดีต
นายพริษฐ์ระบุว่า คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ในวันนี้ ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าคดีโกง สว.จะไม่จบลงง่ายๆ สำหรับบุคคลอีก 2 กลุ่ม นอกเหนือจากกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 77 คนแรกที่ กกต.มีมติสั่งฟ้อง ได้แก่ กลุ่มที่ 1 คือ กกต.สีน้ำเงิน โดยพริษฐ์ชี้ว่า ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าการดำเนินคดีเอาผิดกับ กกต. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จะถูกจำกัดให้ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น ซึ่งนำมาสู่ความกังวลว่า ในเมื่อทั้ง ป.ป.ช. และ กกต.ต่างมีที่มาจากการเห็นชอบของ สว.สีน้ำเงินชุดเดียวกัน ป.ป.ช.จะดำเนินการตรวจสอบ กกต.อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่
อาชญากรรมทางประชาธิปไตย
อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ล่าสุด ไม่เพียงแต่รับรองสิทธิของผู้เสียหายในการยื่นฟ้อง กกต. ตรงไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ศาลได้ให้นิยามคำว่า ผู้เสียหาย จากการโกง สว. ว่าครอบคลุมถึง 'ประชาชนคนไทยทุกคน' ที่ถูกพรากอำนาจอธิปไตยไป ซึ่งหมายความว่าจากเดิมที่คาดกันว่าผู้ที่จะมีสิทธิฟ้อง กกต.ต่อศาลโดยตรงได้ มีเพียง สว.สำรอง หรือผู้สมัคร สว.เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปทุกคนก็มีสถานะเป็นผู้เสียหายและสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับ กกต.ได้ด้วยตนเอง
ดังนั้น ทันทีที่ กกต.เปิดเผยคำวินิจฉัยฉบับเต็มเกี่ยวกับมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.อย่างเป็นทางการ ซึ่งตามกรอบกฎหมายจะต้องเผยแพร่ภายใน 60 วัน หรือภายในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ พฤติการณ์การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. ก็จะปรากฏต่อสาธารณะอย่างชัดเจน และคำวินิจฉัยฉบับนี้จะเป็นเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญที่ประชาชนสามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ต่อไป
ส่วนกลุ่มที่ 2 คือนักการเมืองสีน้ำเงินที่อยู่เบื้องหลัง นายพริษฐ์กล่าวว่า เมื่อ กกต.ยื่นคำร้องสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คนไปยังศาลฎีกา ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่จัดทำคำวินิจฉัยเสร็จ (หรือภายในวันที่ 12 ม.ค.2570) ศาลฎีกาจะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ในการสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ซึ่งหากกระบวนการไต่สวนของศาลปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีผู้กระทำความผิดคนอื่นร่วมขบวนการด้วย เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งระดับนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, สส. หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง กกต. ย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นความปรากฏ และต้องมีมติสั่งฟ้องกลุ่มบุคคลระดับแกนนำดังกล่าวเพิ่มเติมไปยังศาลฎีกา
นายพริษฐ์กล่าวย้ำว่า หากในห้วงเวลานั้น กกต.กำลังเผชิญหน้ากับการถูกประชาชนฟ้องร้องต่อศาลคดีทุจริตฯ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กกต.ก็คงต้องคิดให้รอบคอบและหนักหน่วง หากจะกระทำการใดๆ ที่เป็นการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซ้ำสองเพื่อตัดตอนคดี
"อาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งนี้ จะต้องไม่ถูกตัดตอนให้เหลือการเอาผิดแค่ 77 คน" นายพริษฐ์กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ นั่งไม่ติด เข้าทำเนียบวันหยุด เรียกผบ.ตร.รายงานสารพัดคดี
“นายกฯ” เข้าทำเนียบวันหยุด เรียกผบ.ตร.รายงาน สารพัดคดี ก่อนเปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2026
‘บุ๋ม-ก๊อต’นอนคุก พบ3บัญชีโอน815ล้าน/ผัวเอาตัวรอดซัดทอดเมีย
เรียบร้อย! สองผัวเมียมหาภัยคอตกนอนห้องขัง ศาลอาญาส่ง "บุ๋ม" เข้าทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วน "ก๊อต" ไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดคำให้การสามีโยนภรรยาเป็นคนสั่ง
นายกฯยํ้าอย่าตื่น วอนใช้ชีวิตปกติ!
นายกฯ ยันใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนกกักตุนเสบียง 72 ชม. ย้ำไทยมั่นคงทางอาหาร ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นมองไทยมีความพร้อม ลั่นไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งต้องประสบสภาวะขาดอาหารจนถึงจุดที่เขาไม่สามารถดำรงชีพได้
‘Google’ลงทุน ทุ่มแล้ว2แสนล. ไทยยังโตได้อีก
“อนุทิน” เผย Google มองไทยมีพื้นที่โตอีกมากจากฐานลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ชูคนไทย-โครงสร้างพื้นฐาน-เสถียรภาพการเมืองเป็นแต้มต่อ พร้อมใช้ BOI Fast Track เร่งปิดดีลลงทุนใหม่
'ฉันทานุมัติ' ประชาชน โต้ครหาน้ำเงินกินรวบ
ท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุขึ้นทุกขณะ ฝ่ายรัฐบาลกำลังเปิดยุทธการไล่ต้อนพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างหนักหน่วง ทั้งในมิติการโต้ตอบข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์
ม่วนอกม่วนใจ๋ 'อนุทิน' ควงภริยา แอ่วเชียงใหม่วันหยุด เช็กอินร้านอาหารเหนือ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กวันหยุดเป็นภาพคู่กับ นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา บรรยากาศในภาพนายอนุทินได้นั่งรับประทานอาหารเหนือเช็กอินที่ร้านเฮือนเพ็ญ ซึ่งเป็นร้านอาหารเหนือชื่อดังของเมืองเชียงใหม่

