
วันนี้ขอพักซองไว้ก่อนครับ
มีเรื่องค้างจากวันก่อนที่อยากคุยต่อ
วันก่อนเขียนเรื่อง ‘ไทยพีบีเอส’ ไปทางไหนดี ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีไทยพีบีเอสอยู่หรือเปล่า?
หรือจะยุบไปเลย
แล้วค่อยคิดกันใหม่ว่า “สื่อสาธารณะ” ที่ประเทศไทยควรมี หน้าตามันควรเป็นอย่างไร
กลับมาคิดต่อผมว่าประเทศไทยยังควรมี “สื่อสาธารณะ” ครับ
ส่วนต้องเป็นไทยพีบีเอสอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ทุกอย่างไหม ผมว่าไม่จำเป็น
ที่อยากชวนคุยต่อมากกว่าคือ ถ้าจะมีสื่อสาธารณะต่อไป เราอยากเห็นมันเป็นสื่อแบบไหน
ช่วงนี้มีเสียงคัดค้านการแก้กฎหมายที่จะนำรายได้ของไทยพีบีเอสเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน เหตุผลสำคัญคือเกรงว่า การเมืองจะเข้ามามีอำนาจเหนือการทำหน้าที่ของไทยพีบีเอส
ส่วนเหตุผลของฝ่ายที่ต้องการแก้กฎหมาย เรื่องนำเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติเพื่อให้การใช้จ่ายถูกตรวจสอบอย่างเป็นระบบมากขึ้น ก็เข้าใจได้
เพราะรายได้หลักของไทยพีบีเอสมาจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” ปีหนึ่งเป็นเงินไม่น้อย เรื่องเงินเรื่องทองจะตรวจสอบกันให้ละเอียดก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ถ้าการเปลี่ยนวิธีจัดการเงิน ทำให้ไทยพีบีเอสต้องรอรับการจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีจากฝ่ายการเมือง ตรงนี้ก็อดคิดไม่ได้
ไม่ใช่เพราะอยากปกป้องไทยพีบีเอส
แต่ถ้าประเทศไทยยังต้องมีสื่อสาธารณะ ความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองก็เป็นเรื่องจำเป็น
เรื่องเงินตรวจสอบกันได้เต็มที่ แต่ถ้าคนทำหน้าที่สื่อต้องคอยมองว่า ปีหน้าฝ่ายการเมืองจะจัดงบให้เท่าไร ก็น่าคิดเหมือนกันว่าจะเป็นอิสระกันได้แค่ไหน
ไม่ต้องมีใครโทรศัพท์มาสั่งข่าวหรอกครับ
แค่ต้องรอดูทุกปีว่างบประมาณที่ใช้ทำงานจะได้เท่าไร คนทำสื่อก็รู้แล้วว่าเงินอยู่ในมือใคร
รัฐบาลเองก็ต้องใจกว้างหน่อย
ช่อง 11 ก็มี ช่อง 5 ก็มี ช่อง 9 ก็ยังมีรัฐถือหุ้นใหญ่
จะเอาอีกช่องหรือครับ
เว้นไว้ให้ประชาชนบ้างเถอะ
คราวนี้ถึงคิวไทยพีบีเอสบ้าง
เพราะการไม่อยากเห็นสื่อสาธารณะต้องพึ่งงบประมาณจากฝ่ายการเมือง ไม่ได้หมายความว่าไทยพีบีเอสทุกวันนี้ดีอยู่แล้ว ห้ามแตะ
นั่นคนละเรื่องกัน
ตัวเลขปี 2568 ไทยพีบีเอสมีรายได้รวมประมาณ 2,700 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายประมาณ 2,600 ล้านบาท เฉพาะค่าใช้จ่ายบุคลากรกว่า 820 ล้านบาท ส่วนคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ระบุว่าปัจจุบันมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน
และช่วงนี้ สตง.ก็กำลังเข้าตรวจสอบการใช้จ่ายบางเรื่องของไทยพีบีเอสอยู่ด้วย
ตรงไหนมีข้อสงสัยก็ตรวจสอบกันไปให้ชัด
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการมีสื่อสาธารณะ
มันเป็นเรื่องการใช้เงินของไทยพีบีเอส
เห็นตัวเลขบุคลากรเกือบ 1,300 คนแล้ว ผมก็นึกถึงสื่อออนไลน์เล็กๆ บางแห่ง
บางเพจมีคนทำงานไม่ถึงสิบคน เครื่องไม้เครื่องมือก็คงเทียบองค์กรใหญ่ไม่ได้ แต่เกิดเรื่องดึกดื่นก็ยังไลฟ์ น้ำท่วม ไฟไหม้ ชาวบ้านเดือดร้อนตรงไหนก็วิ่งไป บางเรื่องเกาะกันข้ามวันข้ามคืน
ดูแล้วบางทีก็อยากถาม
พี่ได้นอนกันบ้างไหมเนี่ย
พอกลับมามององค์กรที่มีทั้งคน มีงบประมาณ และมีเครื่องมือพร้อมกว่า คำถามก็เลยตามมาว่า ทรัพยากรที่มีอยู่มากขนาดนั้น ถูกใช้ไปกับการทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้เต็มที่แค่ไหน
แต่เพจเหล่านี้ไม่ใช่ “สื่อสาธารณะ” นะครับ
เขาเป็นสื่อที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ใครก็เข้าไปดูได้ แต่แต่ละเพจมีเจ้าของ มีแนวทางและกลุ่มคนดูของตัวเอง ไม่ได้มีภารกิจต่อประชาชนส่วนรวมเหมือนสื่อสาธารณะ
คนละความหมายกัน
แล้ว “สื่อสาธารณะ” ที่บอกว่าประเทศไทยยังควรมีล่ะ หมายถึงอะไร
ถ้าเอาความหมายโดยทั่วไป สื่อสาธารณะก็คือสื่อที่ทำงานโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก มีความเป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐ การเมือง และกลุ่มทุน ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และตรวจสอบผู้มีอำนาจได้
อันนี้เป็นหลัก
แต่ถ้านึกต่อในฐานะคนดูคนหนึ่ง ก็อยากเห็นมากกว่านั้นอีกหน่อย
ในเมื่อชื่อว่าสื่อสาธารณะ ก็น่าจะเป็นสื่อที่คนในสังคมเข้าถึงได้ ไม่ใช่เพียงทำข่าวหรือผลิตรายการแล้วส่งให้ประชาชนนั่งดูอยู่ฝ่ายเดียว
คนเดือดร้อนมีเรื่องอยากให้สังคมรับรู้ก็เข้ามา รัฐบาลมีเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็เอามาบอก มีเรื่องที่ควรตรวจสอบก็ตามให้ถึง หน่วยงานรัฐมีคำชี้แจงก็ให้เขาอธิบาย เรื่องไหนเห็นต่างกันก็เปิดให้แต่ละฝ่ายได้พูด
เพียงแต่อย่าเพิ่งเริ่มด้วยการแบ่งว่าใครเป็นฝ่ายเรา ใครเป็นฝ่ายเขา
ไม่ใช่สื่อของรัฐบาล และก็ไม่ควรกลายเป็นสื่อของคนที่ไม่ชอบรัฐบาล
สื่อสาธารณะที่อยากเห็นก็ประมาณนี้แหละครับ
ส่วนจะอยู่บนจอทีวี เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ ติ๊กต็อก หรือวันข้างหน้าจะมีอะไรอีก ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ช่องทางเปลี่ยนไปได้
พอคิดมาถึงตรงนี้ ก็อดหันกลับไปมองไทยพีบีเอสไม่ได้
ทุกวันนี้ทำหน้าที่อย่างที่สื่อสาธารณะควรทำได้แค่ไหน
ช่วงที่ไทยพีบีเอสกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแก้กฎหมาย สถานีก็ใช้พื้นที่ของตัวเองพูดถึงเรื่องนี้ พูดถึงความสำคัญของสื่อสาธารณะ และมีคนมาแสดงความคิดเห็นในรายการต่างๆ
องค์กรถูกวิจารณ์ก็มีสิทธิ์อธิบาย
แต่ในเมื่อไทยพีบีเอสถูกตั้งขึ้นมาให้ทำหน้าที่สื่อสาธารณะ คนที่เห็นต่างจากไทยพีบีเอสก็น่าจะได้เข้ามาคุยด้วย
คนที่เห็นว่ากฎหมายควรแก้ คนที่ต้องการตรวจสอบเรื่องเงิน โครงสร้าง หรือการทำงาน เชิญมาคุยกันตรงๆ
ถ้าคุยเรื่องของตัวเองแล้วเสียงที่นำเสนอไปทางเดียวกันเสียมาก คนดูก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตกลงกำลังยึดหลักของ “สื่อสาธารณะ” หรือกำลังปกป้ององค์กรที่ชื่อ “ไทยพีบีเอส”
เพราะถ้าเป็นอย่างหลัง ก็คงไม่ตรงกับหลักของสื่อสาธารณะเท่าไร
อีกเรื่องที่นึกถึงคือคนทำงานเกือบ 1,300 คน
ถ้าวันหนึ่งไทยพีบีเอสมีการปรับกันจริง คนเหล่านี้ก็ควรได้รับความเป็นธรรม
เพราะคนทำงานจำนวนมากไม่ได้เป็นคนออกแบบโครงสร้าง ไม่ได้เป็นคนออกกฎหมาย และปัญหาขององค์กรก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนในนั้นเป็นต้นเหตุของปัญหา
คนที่ทำงานดี คนที่มีความสามารถ ประสบการณ์และเครือข่ายที่สร้างกันมาหลายปี ก็น่าเสียดายถ้าจะทิ้งไป
ไม่ใช่วันนี้บอกว่าจะปรับไทยพีบีเอส พรุ่งนี้เช้า รปภ.ไม่ให้เข้าตึกแล้ว
แบบนั้นก็ใจร้ายไปหน่อย
กลับมาที่คำถามวันก่อนอีกครั้ง
ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีไทยพีบีเอสอยู่หรือเปล่า?
ถึงตอนนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือ ประเทศไทยยังควรมี “สื่อสาธารณะ”
แต่ไทยพีบีเอสอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่จำเป็นต้องรักษาไว้ทุกอย่าง
ไหนๆ ก็กำลังจะแก้กฎหมายแล้ว
อย่ามัวคิดกันแต่เรื่องว่าจะเอาเงินไปไว้ตรงไหน จนลืมคิดด้วยว่า “สื่อสาธารณะ” ที่ประชาชนควรได้จากเงินก้อนนี้ควรมีหน้าตาอย่างไร
ชื่อ “ไทยพีบีเอส” จะเปลี่ยนหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สำคัญกว่าคือ “สื่อสาธารณะ”
อันนี้อย่าทำหายก็แล้วกัน
— เสมอต้น
8 ตุลาคม 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'แก้มลิง-แก้มคิงคอง'
“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เจ้าของสโลแกน ทำทันที! ทำทันที! ทำทันที! เจอฝนตกเที่ยวนี้ แล้วน้ำใน กทม.พื้นที่ฝั่งตะวันออกก็
'ศุภชัย' กางกฎหมายโต้ 'บรรเจิด' ยันปรับภาษีสรรพสามิตทำได้จริง ไม่ใช่วาทกรรมหลอกประชาชน
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ให้ความเห็นคัดค้านการยกเลิก Earmarked Tax โดยเฉพาะข้อสังเกตว่า หากยกเลิกเงินบำรุงแล้ว จะไม่สามารถออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อทดแทนได้ โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรพิจารณา
“หมอประกิต” ไม่เชื่อ รัฐบาลแก้ พ.ร.บ.สสส. เพราะ NCDs ไม่ลด ปลุกทุกฝ่ายให้ตื่น การควบคุม NCDs ต้องทำด้วยกัน หวังให้หน่วยงานเดียวทำให้สำเร็จไปไม่รอด
จากกรณีที่นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยสาเหตุที่รัฐบาลจะแก้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544
นักวิชาการ หนุนหมอเอกรื้อการปรับอัตราภาษียาสูบปี 60 มาตรวจสอบใหม่ ตั้งคำถามหาต้นตอคนรับผิดชอบ ตั้งแต่ปี 60 รัฐสูญภาษีปีละ 2 หมื่นล้าน
จากกรณีนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล ตั้งคำถามถึงการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ปี 2560 ที่เปลี่ยนจากภาษีอัตราเดียวที่ไทยใช้มาตลอด เป็น 2 อัตรา
'จตุพร' หนุนรื้อ 'ภาษีบาป' นำกลับระบบจัดสรรงบประมาณ ต้องกล้าทำอย่างเสมอภาค
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อนถึงเรืองการรื้อกฎหมายภาษีบาปเพื่อยกเลิกการจัดสรรเงินให้โดยเฉพาะกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และไทยพีบีเอส ว่า ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลถังแตกด้านการเงิน แต่เงินภาษีบาปและเงินทุกกองทุนที่อยู่นอกงบประมาณ ก็ควรนำกลับมาอยู่ในระบบงบประมาณเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายได้
นักวิชาการ แนะ TPBS เปิดให้ปชช.เห็นคุณค่าสาธารณะ คำว่า 'ปรสิตทางงบประมาณ' จะหมดไป
'อ.สุวินัย' ชี้ 'ไทยพีบีเอส' เป็นสื่อสาธารณะ มีอิสระจากตลาดต้องรับผิดขอบต่อประชาชนมากขึ้น แต่เมื่อองค์กรคิดกลับหัว งบประมาณไม่เป็นเครื่องมือของภารกิจ จึงกลายเป็น 'ปรสิตทางงบประมาณ' ย้อนถามบุคคลากรจำนวนมากความสามารถเพิ่มหรือลดลง เหตุใดจากบุคคลภายนอก แนะเปิดให้ประชาชนเห็นคุณค่าสาธารณะ คำว่า 'ปรสิตทางงบประมาณ' จะหมดไปเอง

