‘สุริยะ...อีกแล้วเหรอ’?

ว่าจะคุยเรื่อง.....

“รถเกี่ยวข้าว EV ๘,๐๐๐ ล้าน” ของ “คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เจ้ากระทรวงเกษตรฯ มา ๓-๔ วันแล้ว แต่ไม่ได้ฤกษ์ซักที

ก็เพิ่งจะได้ฤกษ์วันนี้แหละ

บอกตรงๆ พอเห็นข่าวคุณสุริยะจะของบซื้อรถเกี่ยวข้าว

ผมนึกถึงเรื่อง “ชาวนากับงูเห่า” ขึ้นมาติดหมัด!

ผมว่า “อย่าเลยครับ”

เป็นสุริยะนั้นดีแล้ว

อย่าไปเป็น “งูเห่า” เลย!

อดใจ “กินเจ” ซักสมัย มันไม่ถึงผอมตายหรอกน่า

ด้วยประวัติอันลือลั่นของคุณ...

พออ้าปากบอก จะซื้อรถเกี่ยวข้าว EV ๘ พันล้าน

เห็นลิ้นไก่คุณทะลุลำไส้ไปถึงดาก!

ฟังปุ๊บ ไม่ต้องคิด ก็รู้ปั๊บ

ทั้งด้านราคา ๕๐๐ คัน ใช้งบ ๘,๐๐๐ ล้าน

กับรถเกี่ยวข้าว EV แสนจะทันสมัย เริ่ดหรู

อนาคตที่เห็นชัด เงิน ๘,๐๐๐ ล้าน...

 มันคือ “ซากรถ” ที่เป็น “อนุสรณ์สถานเสี่ยสุริยะ”!

เรื่องนี้....

“คุณสัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ” เจ้าของ บจ.แพทการ์เด้น – Patt ’Garden ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

ถ้า “รถเกี่ยวไฟฟ้า” จมโคลนกลางนา

ในทางฟิสิกส์วิศวกรรม เครื่องจักร “จมตม-จมโคลน”

มันคือเรื่องใหญ่มากๆ

โคลนเพิ่มโหลดกำลัง Peak Load แบบมหาศาล

เวลาลุยโคลน

ตีนตะขาบต้องใช้แรงบิดเค้นแบตเตอรี่อย่างหนัก

พลังงานจะสูบหมดเร็วกว่าปกติ 2-3 เท่า

ตัวรถหนักหลายตัน

ยิ่งติดแบตเตอรี่ลูกใหญ่รถยิ่งหนัก และยิ่งจมง่ายขึ้นไปอีก

“วิบากกรรมแน่ๆ ตอนแบตฯ หมดกลางโคลน

รถเก๋ง EV แบตฯ หมดบนถนน

ยังมีรถสไลด์มาลากไปสถานีชาร์จ

แต่รถเกี่ยวหนักหลายตัน จมเลนอยู่กลางทุ่งนา

ไม่มีทางลากออกไปหา ‘สถานีชาร์จ’ ได้เลย

ต้องยก ‘สถานีชาร์จเคลื่อนที่’

หรือ ‘โมบายแบตเตอรี่ดิสชาร์จ’ ลงไปชาร์จกลางโคลน

ซึ่งอันตราย...

และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติจริง”

แม้แต่ในต่างประเทศ

เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ลุยงานหนักมากๆ

เขายังทำได้แค่ “ระบบไฮบริด”

ใช้เครื่องยนต์ดีเซลปั่นไฟใส่แบตเตอรี่หรือขับเคลื่อนร่วม เพื่อให้มี “น้ำมัน” ไว้เค้นกำลัง

และไม่ต้องกลัวแบตฯ หมดกลางทุ่ง

การจะทำเป็น EV Pure 100%

ลุยนาหล่มในไทย จึงมีโจทย์ทางวิศวกรรมที่เสี่ยงสูงมาก

และเมื่อคำนวณตัวเลขและดูเรื่องเทคโนโลยีจริงๆ

มีหลายประเด็น ที่น่าสนใจมาก

เรื่องแรก คือ งบ 8,000 ล้านกับรถ 500 คัน มันคุ้มไหม?

บ้านเรามีนาข้าวทั้ง “นาปี-นาปรัง” รวมกันกว่า 60 ล้านไร่ ตลาด “รถเกี่ยวรับจ้าง” ทุกวันนี้

เงินมันสะพัดปีละ 27,000 ถึง 30,000 ล้านบาท

งบ 8,000 ล้าน ได้รถ 500 คัน

ตกคันละประมาณ 16 ล้านบาท

รวมพวกระบบชาร์จและระบบโซลาร์เซลล์

ซึ่งปกติรถเกี่ยวคันนึง วิ่งเต็มที่ทั้งฤดู

จะเกี่ยวได้ราวๆ 1,000 ถึง 1,500 ไร่

แปลว่ารถ 500 คันนี้ จะช่วยเกี่ยวข้าวได้อย่างมาก

แค่ 5 แสน ถึง 7 แสนกว่าไร่ เท่านั้นเอง!

คิดเป็นแค่ 1% ของนาทั้งประเทศ

คำถามคือ เอางบ 8,000 ล้าน ไปลงเพื่อช่วยนาแค่ 1%

มันคุ้มค่าจริงไหม...

หรือเป็นแค่โครงการทดลองนำร่อง?

เรื่องที่สองคือ รถเกี่ยวไฟฟ้า EV ทำงานจริงไหวเหรอ?

ในต่างประเทศ พวกยักษ์ใหญ่เครื่องจักรกลเกษตร

อย่าง John Deere, CLAAS หรือ Kubota

เขาก็เริ่มเอาไฟฟ้ามาใช้กับพวกรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กถึงกลางบ้างแล้ว

แต่กับรถเกี่ยวข้าว งานมันคนละเรื่องเลย

มันต้องลุยโคลน ตะกุยหล่ม ปั่นฟางเหนียวๆ

เครื่องยนต์ต้องเค้นกำลังบิดมหาศาลตลอดเวลา

ในระดับโลก รถเกี่ยวไฟฟ้า 100%

ที่ทำออกมาขายจริงจัง แทบจะยังไม่มีเลย!

ส่วนใหญ่ ยังอยู่แค่ “ช่วงวิจัย” กับทดสอบต้นแบบ

อีกเรื่องที่น่าห่วงคือ

คนทำอาชีพ “รถเกี่ยวรับจ้าง” เดิม จะทำยังไง?

ทุกวันนี้ มีพี่น้อง SME และรายย่อย

วิ่งรถเกี่ยวรับจ้างกันอยู่นับหมื่นคัน

เขากู้หนี้ยืมสินซื้อรถคันละ 2-3 ล้าน มาทำมาหากิน

พอรัฐเอารถเกี่ยวฟรี 500 คันลงไปวิ่ง

มันไปแย่งงาน แย่งเค้ก คนที่เขาทำเป็นอาชีพอยู่แล้วหรือเปล่า?

อีกอย่างคือ แล้วมันจะเกิดความเหลื่อมล้ำไหม?

ทำไมหมู่บ้านนี้ได้เกี่ยวฟรี

แต่หมู่บ้านข้างๆ ยังต้องจ่ายไร่ละ 500 เท่าเดิม

เพราะรถรัฐ มีแค่ 500 คัน!

กล่าวโดยสรุปแล้ว

หากจะขมวดปมจุดอ่อนของโครงการนี้

มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • งบประมาณต่อหน่วยสูงเกินจริง:

งบประมาณคันละ 16 ล้านบาท

สูงกว่าราคารถเกี่ยวข้าว “เครื่องยนต์ดีเซล” ในท้องตลาดอย่างมาก

รถดีเซลทั่วไปราคาประมาณ 1.5-3.5 ล้านบาทเท่านั้น

  • อุปสรรคทางวิศวกรรมการลุยโคลน:

ในทางฟิสิกส์ รถเกี่ยวข้าวต้องทำงานในสภาพนาหล่ม/ตีนตะขาบตะกุยโคลนตม ซึ่งต้องการแรงบิดมหาศาล

ส่งผลให้แบตเตอรี่ดึงพลังงานสูงกว่าปกติ 2-3 เท่า

และตัวรถ EV ที่ต้องแบกแบตเตอรี่ขนาดใหญ่

จะมีน้ำหนักมาก เพิ่มความเสี่ยงต่อการจมเลน

  • ปัญหาการชาร์จไฟกลางทุ่งนา:

หาก “แบตเตอรี่หมด” กลางแปลงนา

การเคลื่อนย้ายสถานีชาร์จ

ลงไปชาร์จไฟในสภาพแวดล้อมที่เป็นโคลน

ทำได้ยากและมีอันตรายสูงในทางปฏิบัติ

  • เทคโนโลยี EV 100% สำหรับเครื่องจักรหนักยังไม่สุด:

 ในระดับสากล ค่ายเครื่องจักรเกษตรชั้นนำ

เช่น John Deere, CLAAS, Kubota

ยังอยู่ระหว่างการวิจัย/ทดสอบต้นแบบ

หรือใช้เพียงระบบไฮบริด

เพื่อความชัวร์ในการทำงานหนัก

  • ความครอบคลุมต่ำ ไม่คุ้มค่าเชิงสเกล:

รถ 500 คัน มีขีดความสามารถเกี่ยวข้าวได้

รวมประมาณ 5-7 แสนไร่ต่อฤดูกาล

คิดเป็นเพียง 1%

ของพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ “กว่า 60 ล้านไร่”

แต่ใช้วงเงินสูงถึง 8,000 ล้านบาท

  • กระทบต่อผู้ประกอบการรถเกี่ยวรับจ้างรายย่อย: ผู้ประกอบการรถเกี่ยวรับจ้างเดิมนับหมื่นราย

ที่กู้เงินซื้อรถอาจถูกแย่งงานและได้รับผลกระทบทางธุรกิจ

  • ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ:

เกิดคำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำ

เนื่องจากมีชาวนาเพียง 1% ที่ได้ใช้บริการฟรี

ส่วนอีก 99% ยังต้องจ่ายค่าเกี่ยวเท่าเดิม

  • ปัญหาการบริหารจัดการและคิวเก็บเกี่ยว:

ข้าวในแต่ละพื้นที่สุกพร้อมกันในช่วงเวลาสั้นๆ

การกระจายคิวรถ 500 คันทั่วประเทศ

อาจเกิดปัญหาการแย่งชิงคิว

และการจอดทิ้งร้าง

ไร้ผู้ดูแลซ่อมบำรุงเหมือนเครื่องจักรรัฐในอดีต

.........................................

“คุณสัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ”

พูดแบบคนมีประสบการณ์

ทั้งมีเหตุผลและมีตัวเลขรองรับ ควรแก่การรับฟัง

ผมเชื่อว่า ถึงคุณสุริยะเสนอเรื่องเข้า ครม.

ก็คงไม่ผ่าน

ถ้าผ่านก็แสดงว่า “ร.พ.ช.” รัฐบาลก็คงอยู่ยาก!

พูดถึงเรื่องซื้อ...

ผมคิดว่า ที่ควรซื้อที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้และขณะหน้า

คือ “ท่อซิ่ง” หรือ “ท่อพญานาคซิ่ง”!

ผลงาน “ระดับล้าน” แต่ราคา “ระดับหมื่น” หรือแสนเท่านั้น

ที่สำคัญ ช่างไทยใช้ภูมิปัญญาไทย ประดิษฐ์ขึ้นเอง

ใช้งานเห็นผลเป็นที่ประจักษ์ระดับโลกมาแล้ว

เช่น การสูบน้ำออกจากถ้ำ ช่วย ๑๓ หมูป่า!

สดๆ ร้อนๆ น้ำท่วมการเคหะร่มเกล้า และอีกหลายที่

เครื่องสูบน้ำระดับล้าน ของ กทม. ...

อุโมงค์ระบายน้ำระดับหมื่นล้านของ กทม.

แต่ใช้งานได้ผลระดับร้อย

พอ “ช่างอ้น-บางเลน” ซึ่งเรียนจบแค่ชั้นประถมแท้ๆ

ใช้ประสบการณ์สร้างตำนาน “ท่อซิ่ง” บันลือโลก

ยกเอา “ท่อซิ่ง” มาตั้งเท่านั้นแหละ

เยี่ยวไม่ทันสุด

จากน้ำท่วมหัวเข่า เหลือแค่ตาตุ่ม!

เนี่ย...ถ้าจะซื้อของที่จำเป็นต้องใช้แน่ๆ

ผมว่ารัฐบาลน่าจะจัดงบ “ระดับร้อยล้าน-พันล้าน”

ยังไงก็ไม่ถึง ๘,๐๐๐ ล้าน

ให้ “ช่างอ้น-บางเลน” ระดมชาวช่าง “ท่อซิ่ง” ช่วยกันประดิษฐ์ จะเอาขนาดกี่นิ้วก็ว่ากันไป

แล้วแจกจ่ายไปประจำไว้แต่ละจังหวัด จังหวัดละกี่ตัว

ก็ว่ากันตามสภาพพื้นที่

ตัวเล็กหน่อยก็ระดับหมื่น ตัวใหญ่หลายนิ้วก็ระดับแสน

๗๖-๗๗ จังหวัด ใช้งบระดับร้อยล้านเท่านั้นเอง

แต่ใช้ประโยชน์คุ้มเกินราคา!

แถมใช้ง่าย ซ่อมง่าย รักษาง่าย ที่สำคัญคนไทยประดิษฐ์เอง!

ผมได้ข่าวว่าที่จังหวัดยะลา “นายกเทศมนตรีนครยะลา”

“นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ”

สั่งซื้อ “ท่อซิ่ง” ๓ ตัว ไว้เตรียมสู้น้ำแล้ว!

กทม.เนี่ย อย่าเอาแต่ “ของแพง-คุณภาพห่วย” อยู่เลย

ควรสั่ง “ช่างอ้น-บางเลน” ประดิษฐ์ท่อซิ่ง ขนาด ๑๐ นิ้วขึ้นไป มาประจำตามเขตไว้เลย ใช้งบไม่กี่ล้านหรอก

แต่ใช้เซฟทรัพย์สินชาวบ้านได้ระดับร้อยล้าน-พันล้าน!

ผมว่าให้ช่างอ้นประดิษฐ์ “รถเกี่ยวข้าวซิ่ง” ดูบ้างก็น่าจะได้

๕๐๐ คัน จาก ๘,๐๐๐ ล้าน เหลือซัก ๘ ล้าน ก็เริ่ดแล้ว

แถม “อ้น-บางเลน” รับประกัน ยันเครื่องเจ๊ง!

จบครับ!.

-เปลว สีเงิน

๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๙

 

คนปลายซอย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.เอ้…คนตามเป็นล้าน

เมื่อวานผมบอกไว้ว่าวันนี้จะเปิดซองของอดีตวิศวกรเกษียณท่านหนึ่ง ที่เขียนมาคุยเรื่อง “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

'ที่นี่...เขามีอะไรกัน?'

ที่ “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” การประชุมประจำปี “สภาผู้ว่าการกองทุน IMF” และ "กลุ่มธนาคารโลก" ผ่านไปแล้ว ๓ วัน

‘๒๑ ตุลา.’ อีกแล้วนะจ๊ะ

วันนี้ พุธที่ ๑๔ ตุลา. ผมขอถือโอกาส “แจกการ์ด” งานวัน “ครบรอบปีที่ ๓๐” ของ “หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์” ซะเลย!