โลกนี้ไม่ได้มีแต่คนใหญ่คนโต

เมื่อวานผมเกริ่นเอาไว้ว่าวันนี้จะคุยเรื่องดอกไม้กำลังบานในหลายประเทศ

เรื่องของเรื่องก็คือ มีคนเห็นม็อบที่ฝรั่งเศสแล้วตื่นเต้น บอกว่าดอกไม้กำลังบาน แถมยังอยากให้มาบานในเมืองไทยเร็วๆ นี้อีกด้วย

ผมก็เลยลองตามดูว่าดอกไม้พันธุ์นี้มีอะไรดีนักหนา

ดูไปดูมา เอ๊ะ! ดินบ้านเรากับบ้านเขาก็คนละอย่าง จะรีบขนมาปลูกกันทำไม

เดี๋ยวดอกไม้ไม่ทันบาน จะกลายเป็นหญ้ารกบ้านเสียก่อน!

คิดแล้ววันนี้ไม่เขียนเรื่องดอกไม้ดีกว่าครับ กลับมาเปิดซองจดหมายคุณผู้อ่านของเราสบายใจกว่า

พอดีมีจดหมายของคุณไพรัตน์ ตามตระกูล ส่งมาให้อ่านฉบับหนึ่ง

จำเรื่อง “เบื่อหน้าเดิม…จะให้ใครออกสื่อ?” ที่ผมเคยเสนอความคิดพิเรนทร์ๆ เรื่องเอาถุงดำคลุมหัวคนหน้าเดิมๆ ที่ออกสื่อกันอยู่บ่อยๆ ได้ไหมครับ

แต่เดี๋ยวนะ! เรื่องถุงดำผมถอนไปแล้วนะ อย่าเผลอเอาไปทำจริงเชียว

ผมนึกว่าเรื่องนี้จะจบไปแล้วเสียอีก

ที่ไหนได้ คุณไพรัตน์ไปอ่านเข้า แล้วเกิดอยากพิเรนทร์ตามขึ้นมาบ้าง

แถมคราวนี้เล่นกันถึงระดับผู้นำประเทศมหาอำนาจเลยทีเดียว

ลองอ่านจดหมายของแกดูครับ

...................

เรียน คุณเสมอต้น เปิดซองออนไลน์ ไทยโพสต์

วันที่ได้อ่านที่คุณเสมอต้นนำเสนอ เบื่อหน้าเดิม…จะให้ใครออกสื่อ ผมก็เลยอยากพิเรนท์บ้าง 55 ช่วงนี้เปิดดูข่าวโลกทีไร ได้แต่ถอนหายใจยาวๆ กับความขัดแย้งของบรรดาประเทศมหาอำนาจ ที่เอะอะก็สะสมอาวุธ ขู่จะยิงขีปนาวุธ หรือคว่ำบาตรกันไปมา คนที่ซวยสุดไม่ใช่คนสั่งการในห้องแอร์ แต่เป็นชาวบ้านและทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องไปรับกระสุนแทน ในเมื่อประเทศมหาอำนาจชอบอ้างว่าตัวเองใจนักเลงและรักความยุติธรรม ผมขอเสนอ “กติกาโลกใหม่สายหมัดมวย” ให้เอาไปลองใช้ดูครับ

กติกาง่ายๆ ถ้าผู้นำประเทศไหนไม่ชอบขี้หน้ากัน หรืออยากแย่งผลประโยชน์อะไรกัน ห้ามใช้กองทัพ ห้ามสั่งทหาร แต่ให้ “ผู้นำสูงสุด” ขึ้นเวทีมาต่อยกันตัวต่อตัว หรือแข่งกีฬาตัดสินไปเลย! หรือมีเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงไหน ก็ให้ส่งรัฐมนตรีคนนั้นมา

ขั้นตอนการทูตสไตล์ใหม่มีแค่ 3 ข้อ

1. ยื่นคำท้าและต่อรอง เปิดโต๊ะตกลงกันล่วงหน้าว่า เช่น ยกที่ 1 ต่อยกันเพื่อเคลียร์เรื่องพื้นที่ทับซ้อน ยกที่ 2 ต่อยเพื่อเคลียร์เรื่องภาษีการค้า ใครชนะยกไหน ก็ได้สิทธิ์ถือไพ่เหนือกว่าในประเด็นนั้นไป

2. ขึ้นเวทีซัดกันเอง จัดเป็นแมตช์หยุดโลก ถ่ายทอดสดเก็บค่าตั๋วเอาเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือคนยากจน

3. จบเกมเจรจาตามผล ใครแพ้ก็ยอมรับสภาพ กลับไปซ้อมมาใหม่รอบหน้า

วิธีนี้ยุติธรรมที่สุดในสามโลก ต่อให้คุณเป็นมหาอำนาจมีหัวรบนิวเคลียร์เป็นพันลูก แต่ถ้าผู้นำของคุณวันๆ เอาแต่กินหรูอยู่สบาย พุงพลุ้ย ไม่ออกกำลังกาย ก็มีสิทธิ์โดนหมัดฮุคของผู้นำประเทศเล็กๆ ที่ฟิตซ้อมร่างกายมาอย่างดีจนสลบคาเวทีได้เหมือนกัน

ที่สำคัญ วิธีนี้ไม่มีใครตาย ไม่มีบ้านพัง เศรษฐกิจไม่พังพินาศ เต็มที่ผู้นำก็แค่ตาเขียว ดั้งหัก หรือฟันร่วงไปซี่สองซี่ ถือเป็นค่าธรรมเนียมฐานที่หาเรื่องทะเลาะกันเอง

ถ้าผู้นำมหาอำนาจแน่จริงและรักประชาชนอย่างที่โม้ไว้ ลองเปลี่ยนจากกดปุ่มปล่อยระเบิด มาเป็นสวมนวมสู้กันเองเถอะครับ ประชาชนจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน แถมโลกนี้ยังมีคอนเทนต์กีฬาสุดมันส์ให้รอดูกันทุกปีด้วย!

ขอแสดงความนับถือ

ไพรัตน์ ตามตระกูล

...................

อ่านจดหมายคุณไพรัตน์แล้ว ผมก็อดคิดตามไม่ได้ครับ

สมมติเอาผู้นำประเทศมหาอำนาจขึ้นเวทีชกกันจริงๆ ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาจะจบลงง่ายๆ อย่างที่หวัง

โดยเฉพาะถ้าผู้นำประเทศเล็กเป็นฝ่ายชนะขึ้นมา

คนแพ้จะยอมรับผลการแข่งขัน หรือจะกล่าวหาว่ากรรมการไม่เป็นกลาง แล้วกลับไปเรียกกองทัพมาเอาคืน

ที่ผมสงสัยอย่างนี้ก็เพราะทุกวันนี้โลกเรามีองค์การสหประชาชาติ หรือ UN มีกฎบัตร มีกฎหมายระหว่างประเทศ มีเวทีให้ประเทศต่างๆ เจรจากันอยู่แล้ว

แต่พอถึงเวลาที่ผลประโยชน์ของมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง กติกาเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะได้รับการเคารพเสมอไป

ขนาดมีกติกากันเป็นเรื่องเป็นราว ยังทะเลาะกันจนเกิดสงครามได้ แล้วถ้าเปลี่ยนมาใช้กติกามวย ใครจะรับประกันว่าคนแพ้จะยอมเดินลงจากเวทีดีๆ

เผลอๆ จะกลายเป็นว่าชกกันเสร็จแล้วต้องเรียกประชุม UN อีกที!

แต่ถึงอย่างไร ผมก็เข้าใจว่าคุณไพรัตน์คงไม่ได้คิดจะจัดมวยผู้นำโลกกันจริงๆ หรอกครับ

ทุกวันนี้เวลาเปิดข่าวต่างประเทศ เราก็เจอแต่เรื่องของคนใหญ่คนโตทั้งนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาพูดอะไรสักอย่างก็เป็นข่าวไปทั่วโลก วลาดิเมียร์ ปูติน ขยับตัวทีหนึ่งก็ต้องจับตากัน ส่วนเอ็มมานูเอล มาครง ก็มีเรื่องให้ติดตามกันอยู่เรื่อยๆ

เรื่องการเมืองบ้านเราก็ไม่ต่างกันนัก

บรรดานักการเมืองคนใหญ่คนโตทั้งหลาย สาดโคลนใส่กัน งัดวาทกรรมเผ็ดร้อนมาตอบโต้กันรายวัน บางเรื่องฟังแล้วก็สงสัยว่าไม่มีอะไรดีกว่านี้คุยกันแล้วหรือ

ถึงอย่างนั้นเราก็ยังติดตามข่าวของพวกเขาอยู่ดี

ตามไปตามมา เรารู้เรื่องของนักการเมืองเหล่านี้เสียมากมาย ทั้งที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีตัวตนอยู่บนโลกนี้

นึกแล้วก็ตลกดีนะครับ

เรารู้ว่าเขาอยู่พรรคไหน เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอะไร บางทียังจำได้ว่าเคยทะเลาะกับใครเมื่อสิบปีก่อน

แต่กับคนใกล้ตัวเราเอง บางครั้งกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช่วงนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง

พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนเก่า หรือคนที่เคยช่วยเหลือกันในวันที่เรามีปัญหา คนเหล่านี้อาจไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย แต่สำหรับเรา เขาอาจสำคัญกว่าผู้นำประเทศมหาอำนาจเสียอีก

ผมเองก็เป็นเหมือนกันครับ บางวันมัวแต่ตามข่าวนักการเมืองจนลืมโทรศัพท์ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของพ่อแม่พี่น้องและคนใกล้ตัวเสียด้วยซ้ำ

พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้เลิกสนใจข่าวบ้านเมือง เรื่องการเมือง สงคราม เศรษฐกิจ ล้วนมีผลต่อชีวิตเรา

แต่ลองคิดอีกมุมหนึ่งนะครับ

เราอาจไม่มีอำนาจสั่งกองทัพ ไม่มีชื่อเสียงให้ใครติดตามข่าวทุกวัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความคิดหรือชีวิตของเราจะมีความสำคัญน้อยกว่าคนเหล่านั้น

ยิ่งเวลาคนใหญ่คนโตตัดสินใจอะไรผิดพลาด คนธรรมดานี่แหละที่มักต้องรับผลตามมา แล้วทำไมเราจะตั้งคำถามกับพวกเขาบ้างไม่ได้

อย่างคุณไพรัตน์ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นผู้นำประเทศ ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แต่ยังเขียนจดหมายมาหยอกล้อคนมีอำนาจทั่วโลกได้อย่างสนุกสนาน

คุณไพรัตน์กับผมไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันด้วยซ้ำ

แกเขียนจดหมายมา ผมอ่าน แล้วก็เอามาคุยกับคุณผู้อ่านต่อ

จากเรื่องผู้นำมหาอำนาจจะชกมวยกัน กลายเป็นเรื่องที่เราตั้งคำถามกับคนมีอำนาจได้อีกตั้งมากมาย

อย่างน้อยจดหมายฉบับนี้ก็ทำให้เห็นว่า คนธรรมดาไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งใหญ่โต ถึงจะมีความคิดที่น่ารับฟัง

ส่วนคนใกล้ตัวเรา แม้ไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม แต่หลายคนก็มีความสำคัญกับชีวิตเรามากกว่าบรรดาคนดังที่เห็นหน้ากันอยู่ทุกวันเสียอีก

ขอบคุณคุณไพรัตน์สำหรับจดหมายครับ

โลกนี้ไม่มีแค่คนใหญ่คนโต และคนธรรมดาก็ไม่ได้มีหน้าที่เพียงคอยรับผลจากการตัดสินใจของพวกเขาเท่านั้น

พรุ่งนี้ค่อยคุยกันต่อครับ

— เสมอต้น
22 ตุลาคม 2569

📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สมรักษ์' กับ 'มนัส'

ผมว่าคนไทยเรามีนิสัยอย่างหนึ่งครับ เวลาใครทำชื่อเสียงให้ประเทศ เรารักกันง่ายเหลือเกิน

สื่อ 'หมายเหตุชาติ'

๓๐ ปี ที่ “ไทยโพสต์” ผ่าน ก็แค่ “ปากซอย” แต่อีกปีที่ “ไทยโพสต์” จะก้าวผ่านต่อจากนี้

เบื่อหน้าเดิม…จะให้ใครออกสื่อ?

ผมมีความคิดพิเรนทร์อยู่อย่างหนึ่งครับ ถ้าวันไหนคนดูโทรทัศน์เบื่อหน้านักวิเคราะห์การเมืองขึ้นมาจริงๆ เราจะทำอย่างไรกันดี

“บอกกล่าว...กันลืม”

พรุ่งนี้แล้วนะ.....๒๑ ตุลา. ที่เรานัดมาพบกันวันครบรอบปีที่ ๓๐ ของไทยโพสต์ กาแฟ ปาท่องโก๋ รอบเช้า...พร้อม

ไทยโพสต์ แจ้งเตือน

ไทยโพสต์ได้รับแจ้งว่า มีผู้ได้รับการชักชวนจากเพจ Facebook และกลุ่ม LINE ที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อ-ขายหนังสือและการเปิดร้านค้าออนไลน์ และในขั้นตอนการทำธุรกรรม มีการแจ้งให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของ ไทยโพสต์