
ผมว่าคนไทยเรามีนิสัยอย่างหนึ่งครับ
เวลาใครทำชื่อเสียงให้ประเทศ เรารักกันง่ายเหลือเกิน
นักกีฬาได้เหรียญทองสักเหรียญ คนทั้งประเทศก็พร้อมจะเรียกว่าฮีโร่
ตอนเขาชนะ เราเฮกันลั่น ตอนเขากลับบ้าน เราก็อยากไปรับ อยากเห็นหน้า อยากจับมือ บางคนถึงกับน้ำตาไหลทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ผมยังจำบรรยากาศเชียร์มวยโอลิมปิกสมัยนั้นได้
คนดูอย่างเราบางทีก็ทำตัวเหมือนเป็นโค้ชทีมชาติ นักมวยถอยก็ร้องให้เดิน นักมวยเดินก็กลัวจะโดนสวน พอกรรมการให้คะแนนไม่ถูกใจก็โวยวายกันหน้าจอโทรทัศน์
ทั้งที่ถ้าให้ขึ้นไปชกเองจริงๆ ผมว่าคงอยู่ไม่ถึงยกสอง!
แต่พอนักมวยไทยชนะ เราก็ดีใจกันเหมือนตัวเองมีส่วนช่วยชกด้วย
“สมรักษ์ คำสิงห์” เป็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกของประเทศไทย จากการแข่งขันที่แอตแลนตา สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2539
ก่อนหน้านั้นไทยเคยได้เหรียญโอลิมปิกมาแล้ว ตั้งแต่ “พเยาว์ พูนธรัตน์” คว้าเหรียญทองแดงเหรียญแรกของประเทศในปี 2519 จากนั้นก็มีนักมวยไทยคว้าเหรียญเงินและเหรียญทองแดงมาเป็นระยะ แต่ยังไม่มีใครได้เหรียญทอง
กว่าจะมาถึงสมรักษ์ก็ต้องรอกันถึง 20 ปี
ที่น่าสนใจคือ คู่ชิงเหรียญทองของสมรักษ์ในวันนั้นเป็นนักชกบัลแกเรียชื่อ “เซราฟิม โทโดรอฟ” ซึ่งเพิ่งเอาชนะ “ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์” ในรอบรองชนะเลิศมา
เมย์เวทเธอร์คนนี้แหละครับ ที่ต่อมากลายเป็นยอดมวยอาชีพผู้ไม่เคยแพ้ใครตลอด 50 ไฟต์
ส่วนสมรักษ์เอาชนะโทโดรอฟในรอบชิงไป 8-5 คะแนน คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกให้ประเทศไทยได้สำเร็จ
หลังจากนั้นเราก็มี “วิจารณ์ พลฤทธิ์” คว้าเหรียญทองที่ซิดนีย์ในปี 2543 “มนัส บุญจำนงค์” ได้เหรียญทองที่เอเธนส์ในปี 2547 และ “สมจิตร จงจอหอ” คว้าเหรียญทองที่ปักกิ่งในปี 2551
นอกจากนี้ยังมีนักมวยไทยอีกหลายคนที่คว้าเหรียญเงินและเหรียญทองแดง สร้างความสุขให้คนไทยได้ลุ้นกันมาตลอดหลายยุค
ส่วนมนัส นอกจากเหรียญทองที่เอเธนส์แล้ว ยังคว้าเหรียญเงินอีกเหรียญที่ปักกิ่งในปี 2551
สองคนนี้มีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์กีฬาไทยไปเรียบร้อยแล้ว
แน่นอนครับ นักมวยเหล่านี้ไม่ได้เก่งขึ้นมาเพราะเสียงเชียร์ของคนดูอย่างเรา
เขาต้องฝึกซ้อมกันหนัก ผ่านการแข่งขันมามากมายกว่าจะไปถึงโอลิมปิก
คนดูอย่างเราเห็นนักมวยขึ้นเวทีไม่กี่ยก พอชนะก็เฮกันลั่น แต่กว่าจะมาถึงวันนั้น นักกีฬาต้องใช้เวลาเตรียมตัวกันหลายปี
สมรักษ์เคยพูดถึงการฝึกซ้อมในยุคที่มี “ฮวน ฟอนตาเนียล” โค้ชชาวคิวบาคุมทีม และหลังเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุด แกก็ยังออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมตัวของนักมวยทีมชาติ
ส่วนเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่น นักมวยสากลชายไทยลงแข่งขัน 6 รุ่น แต่ไม่มีใครคว้าเหรียญรางวัลได้เลย เป็นครั้งแรกในรอบ 72 ปีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ยิ่งเห็นผลงานอย่างนี้ก็ยิ่งรู้ว่า เหรียญทองโอลิมปิกที่สมรักษ์กับมนัสเคยคว้ามาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่ชีวิตของนักกีฬาไม่ได้จบลงในวันที่ได้รับเหรียญรางวัล
หลังจากนั้นยังมีชีวิตอีกหลายสิบปีให้ต้องรับผิดชอบ ซึ่งไม่มีกฎกติกาหรือกรรมการคอยนับคะแนนเหมือนบนเวทีมวย
ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อได้อ่านข่าวของอดีตนักชกเหรียญทองโอลิมปิกสองคน
“สมรักษ์” กับ “มนัส” นั่นเอง
ปลายปี 2568 มนัสถูกจับกุมตามหมายจับในคดีฉ้อโกงเกี่ยวกับโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล หลังไม่ไปฟังคำพิพากษาตามนัด โดยคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลพิพากษาจำคุกสองคดี รวม 2 ปี 9 เดือน และถูกส่งเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
ส่วนสมรักษ์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำตัดสินศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ส่วนข้อหาพยายามข่มขืน ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง
ต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักประกัน 300,000 บาท เพื่อให้เจ้าตัวดำเนินการต่อสู้คดีตามกระบวนการกฎหมาย
คดีของทั้งสองคนมีสถานะแตกต่างกัน มนัสมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ส่วนสมรักษ์ยังมีขั้นตอนทางกฎหมายให้ติดตามต่อไป
อ่านข่าวแล้วก็อดเสียดายไม่ได้
คนที่เคยทำให้เราดีใจกันขนาดนั้น วันนี้กลับมีเรื่องแบบนี้ให้พูดถึง
ผมไม่ได้รู้จักทั้งสองคนเป็นการส่วนตัว จึงไม่รู้ว่าระหว่างทางชีวิตของแต่ละคนมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง
แต่เรื่องคดีความก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย จะเอาความเป็นนักกีฬาเหรียญทองมาเป็นข้อยกเว้นไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้เสียหายเกี่ยวข้อง
ถึงอย่างนั้น ความสำเร็จที่ทั้งคู่เคยสร้างไว้ให้ประเทศก็ยังเป็นเรื่องที่ควรจดจำ
คนเราทำผิดพลาดในชีวิตได้ และบางความผิดพลาดก็มีราคาที่ต้องจ่าย
สำหรับมนัส ราคานั้นคือการรับโทษอยู่ในเรือนจำ ส่วนสมรักษ์ก็ยังต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
เรื่องที่น่าใจหายก็คือ คนที่เคยทำให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุข วันนี้กลับต้องมาเผชิญกับเรื่องหนักหนาในชีวิตของตัวเอง
เวลาผ่านมาหลายสิบปีแล้วครับ นับจากวันที่ทั้งคู่คว้าเหรียญทองโอลิมปิก ระหว่างทางก็คงผ่านอะไรต่ออะไรมามากมาย ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายที่คนภายนอกอย่างเราไม่มีทางรู้ทั้งหมด
การอยู่ในเรือนจำของมนัส คงเป็นช่วงเวลาที่ไม่ง่ายนัก แต่วันหนึ่งเมื่อพ้นโทษออกมา เขาก็ยังต้องกลับมาใช้ชีวิต พบหน้าครอบครัวและผู้คนรอบข้าง รวมทั้งจัดการเรื่องราวต่างๆ ที่รออยู่
สมรักษ์ก็ยังต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป ผลจะเป็นอย่างไรยังต้องติดตามกัน แต่ไม่ว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร ชีวิตก็ยังมีวันข้างหน้าที่ต้องรับผิดชอบ
ชีวิตคนเราบางครั้งก็ต้องเจอเรื่องที่หนักหนาเกินกว่าจะคาดคิด และถึงอยากให้วันเวลาหยุดอยู่ตรงไหนสักแห่ง มันก็หยุดไม่ได้
ได้แต่หวังว่า เมื่อผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปแล้ว ทั้งคู่จะยังมีโอกาสทำสิ่งดีๆ ให้ตัวเอง ครอบครัว และคนรอบข้างได้อีก
คนเรามีทั้งวันที่น่าจดจำและวันที่อยากให้ผ่านพ้นไปเร็วๆ
สำหรับผมยังจำวันดีๆ ของสมรักษ์กับมนัส ได้ครับ
เอาล่ะครับ พรุ่งนี้มีอีกเรื่องที่อยากชวนคุย
เห็นเขาพูดกันว่าดอกไม้กำลังบานในหลายประเทศ แถมยังมีคนอยากให้ดอกไม้แบบนั้นมาบานในเมืองไทยเร็วๆ นี้อีกด้วย
ผมก็ชักสงสัยว่าดอกไม้อะไรกัน ถึงอยากให้บานกันนัก
— เสมอต้น
21 ตุลาคม 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สื่อ 'หมายเหตุชาติ'
๓๐ ปี ที่ “ไทยโพสต์” ผ่าน ก็แค่ “ปากซอย” แต่อีกปีที่ “ไทยโพสต์” จะก้าวผ่านต่อจากนี้
เบื่อหน้าเดิม…จะให้ใครออกสื่อ?
ผมมีความคิดพิเรนทร์อยู่อย่างหนึ่งครับ ถ้าวันไหนคนดูโทรทัศน์เบื่อหน้านักวิเคราะห์การเมืองขึ้นมาจริงๆ เราจะทำอย่างไรกันดี
“บอกกล่าว...กันลืม”
พรุ่งนี้แล้วนะ.....๒๑ ตุลา. ที่เรานัดมาพบกันวันครบรอบปีที่ ๓๐ ของไทยโพสต์ กาแฟ ปาท่องโก๋ รอบเช้า...พร้อม
🔴LIVE ‘ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์’ เหลียวหลังแลหน้า 25 ปี...สสส.!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ไทยโพสต์ แจ้งเตือน
ไทยโพสต์ได้รับแจ้งว่า มีผู้ได้รับการชักชวนจากเพจ Facebook และกลุ่ม LINE ที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อ-ขายหนังสือและการเปิดร้านค้าออนไลน์ และในขั้นตอนการทำธุรกรรม มีการแจ้งให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของ ไทยโพสต์
นายกฯ ในดวงใจ?
ถ้ามีใครมาถามว่า นายกรัฐมนตรีคนไหนอยู่ในดวงใจของเสมอต้น ผมคงต้องขอเวลาคิดสักหน่อยครับ

