สลิป 7 ล้าน…รู้ทั้งรู้!

ระหว่างที่ผมกำลังไล่อ่านข่าว ดูโน่นดูนี่ไปตามเฟซบุ๊ก ก็เจอเรื่องสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ที่อ้างว่าโอนเข้าบัญชีนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกโพสต์ถูกแชร์กันสนั่น

อ่านไปก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคนถึงเชื่อเรื่องแบบนี้กันง่ายเหลือเกิน

กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ดีๆ ก็มีจดหมายจากคุณพจน์ บางเขน ส่งเข้ามาพอดี

อ้าว! เรื่องเดียวกันเสียด้วย

คุณพจน์เขียนมาเสียยาว แต่ผมว่าอ่านกันเต็มๆ ดีกว่า เพราะมีหลายเรื่องที่น่าคิดต่อ

..............

ถึง เปิดซองออนไลน์

สวัสดีครับคุณเสมอต้น คอลัมน์เปิดซองออนไลน์ ผมขอส่งจดหมายพูดคุยด้วยสักคน เรื่องมันก็มาจากกระแสข่าวในโซเชียลช่วงนี้แหละครับ ที่อยู่ๆ ก็มีคนเอาภาพสลิปโอนเงินจำนวน 7,000,000 บาท มาปล่อยโคมลอยอ้างว่าโอนเข้าบัญชีของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ตอนแรกที่ผมเห็นผ่านหน้าฟีดนะ คนแชร์กันว่อน ไลก์กันสนั่น คอมเมนต์ด่ากันระเบิดเถิดเทิงราวกับบ้านเมืองจะล่มสลายในนาทีนั้น

ผมเห็นตัวเลขเจ็ดล้านเนี่ย ตาค้างเลยครับ มือถือแทบหล่น เพราะสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างเรา เงินเจ็ดล้านนี่ทำงานทั้งชาติยังไม่รู้จะเก็บได้หรือเปล่า

แต่พอตั้งสติได้ นั่งมองด้วยตาเปล่าแบบใช้สมองของคนธรรมดาคิดตาม มันก็มีความผิดปกติโผล่ขึ้นมาทิ่มตาเต็มไปหมดเลยครับคุณเสมอต้น

อย่างแรก แอพพลิเคชั่นธนาคารในมือถือทั่วไป มันมีเพดานการโอนต่อวันหรือต่อครั้งอยู่แล้ว ใครเขาจะมากดโอนตูมเดียวเจ็ดล้านผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือกันง่ายๆ แบบนั้น

และที่ตลกขบขันที่สุดคือ ถ้ามันเป็นเรื่องลับลมคมใน เป็นเงินใต้โต๊ะ เงินค่าน้ำชา หรือเงินลับอะไรจริงๆ ทำไมคนที่เขาฉลาดพอจะรับเงินพวกนี้ ถึงต้องโง่เอาบัญชีชื่อตัวเองตรงเป๊ะ ไปรับโอนให้มีหลักฐานคาหนังคาเขา ให้ตำรวจหรือ ป.ป.ช. ตามมาลากตัวเข้าคุกได้ง่ายๆ แบบนั้นล่ะครับ

สมองคนทำสลิปปลอมนี่มันคิดอะไรอยู่ หรือคิดว่าชาวบ้านเขาโง่กันหมดทั้งประเทศ

แล้วพอดูไปดูมา ผ่านไปไม่ทันข้ามวัน โพสต์ต้นทางที่ปล่อยข่าวปลอมอันนั้นก็รีบชิ่ง ลบโพสต์หนีหายเข้ากลีบเมฆไปเรียบร้อย พร้อมกับที่ทางโฆษกรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาออกมาแถลงยืนยันชัดเจนแล้วว่าเป็นสลิปปลอมที่ถูกตัดต่อทำขึ้นมาเพื่อหวังดิสเครดิตกันทางการเมืองโดยเฉพาะ

เห็นแบบนี้แล้วมันถอนหายใจเฮือกใหญ่เลยครับคุณเสมอต้น ประเทศเรานี่มันยุคอะไรกัน ทำไมคนบางกลุ่มถึงขยันสร้างเรื่องโกหก หลอกลวง ปั้นน้ำเป็นตัวมาปั่นหัวสังคมได้หน้าตาเฉยขนาดนี้

สิ่งที่น่ากลัวและทำให้ผมหดหู่ยิ่งกว่าตัวสลิปปลอม ก็คือพฤติกรรมของคนเสพข่าวในบ้านเรา พอเห็นอะไรที่มันตรงกับใจเกลียด หรือตรงกับธงที่ตัวเองอยากให้เป็น ไม่ต้องสืบ ไม่ต้องเช็กข้อเท็จจริงอะไรทั้งสิ้น สักแต่ว่ากูเกลียดไว้ก่อน กูขอแชร์ก่อน กูขอเข้าไปด่าแซะไว้ก่อน สันดานดิบมันออกมาหมด

พอตอนหลังความจริงปรากฏ หน้าหงายเงิบเป็นแถว โพสต์ต้นทางลบหนี คนแชร์ที่เคยปากเก่งพิมพ์ด่าสนุกมือ ก็ทำเป็นเงียบกริบ ทำเนียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เคยมีใครออกมาขอโทษ หรือรับผิดชอบอะไรเลยสักคน ปล่อยให้คนที่โดนใส่ร้ายเสียหายไปฟรีๆ

บางทีผมก็แอบกลัวแทนชาวบ้าน ยุคนี้แค่ไถมือถือเพลินๆ ไปเจอข่าวปลอมแล้วเผลอแชร์ต่อด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไปคอมเมนต์ด่าตามกระแสเขา สุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะโดนเจ้าของชื่อเขาฟ้องร้องหมิ่นประมาท ติดคุกติดตารางหรือเสียเงินเสียทอง โดยที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยสักนิดเดียว กลายเป็นเหยื่อเครื่องมือการเมืองของพวกฉวยโอกาสไป

ผมเลยอยากจะส่งเสียงผ่านจดหมายฉบับนี้ ไปถึงคุณเสมอต้นในฐานะคนทำสื่อว่าวันนี้วิกฤตข่าวปลอมครองเมืองแบบนี้แล้วพวกเราคนไทยตาดำๆ จะต้องปรับตัวยังไงดี ถึงจะรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของพวกปั่นกระแสโซเชียล และช่วยกันหาวิธีไหนที่จะดัดหลัง หรือทำให้คนหันมามีสติ คิดก่อนแชร์ ก่อนด่า กันมากกว่านี้

เขียนมายืดยาวกลัวคุณเสมอต้นจะรำคาญซะก่อน แต่เพราะอัดอั้นตันใจจริงๆ เลยต้องขอระบายผ่านคอลัมน์นี้สักหน่อย ฝากคุณเสมอต้นช่วยเปิดซองเอาไปคิดต่อยอด หรือหาทางคุยให้ฟังหน่อยนะครับ เผื่อสังคมเราจะตาสว่างกันขึ้นมาบ้าง

ด้วยความนับถือ
พจน์ บางเขน

..............

อ่านจดหมายคุณพจน์จบแล้ว ผมไม่รำคาญครับ กลับเห็นว่ามีเรื่องให้คุยต่ออีกเยอะ

กรณีสลิป 7 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทยออกมาชี้แจงแล้วว่า ไม่พบเลขบัญชีผู้รับเงินตามภาพสลิปในระบบธนาคาร อีกทั้งการโอนผ่าน K PLUS ก็มีวงเงินสูงสุด 5 ล้านบาทต่อวัน

หลักฐานจากธนาคารชัดเจนถึงขนาดนี้ เรื่องสลิปก็คงไม่ต้องมานั่งเดากันอีก

ล่าสุดมีการดำเนินคดีกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเผยแพร่สลิปปลอมแล้ว

เห็นไหมครับคุณพจน์ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่จะสร้างข่าวเท็จขึ้นมาใส่ร้ายใคร แล้วคิดว่าตัวเองจะลอยนวลไปได้ตลอด

เพจอวตารอาจไม่เปิดเผยตัวตน แต่คนที่เป็นแอดมินไม่ใช่ผีสางที่ไหน มีตัวตนจริงๆ และต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเผยแพร่

ปัญหาคือทุกวันนี้มีเพจลักษณะนี้อยู่มากมาย ปล่อยข่าวเท็จโจมตีคนอื่นกันเป็นว่าเล่น แล้วจะให้ชาวบ้านอย่างคุณพจน์หรือผมไปตามหาว่าใครเป็นเจ้าของเพจ ใช้บัญชีอะไร เปิดอยู่ที่ไหน ก็คงหมดปัญญา

แต่หน่วยงานรัฐกับแพลตฟอร์มมีเครื่องมือและช่องทางประสานงานกันอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยเปิดเผยข้อมูลความร่วมมือกับ Meta ในการปิดกั้นเพจที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์จำนวนมาก

แสดงว่าการประสานงานเพื่อจัดการเพจที่กระทำผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้

แล้วเพจอวตารที่สร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาใส่ร้ายบุคคล โดยเฉพาะเพจที่ทำกันเป็นเครือข่าย จะมีมาตรการติดตามและดำเนินการอย่างไร

เรื่องนี้กระทรวงดิจิทัลฯ ตำรวจ และเฟซบุ๊กน่าจะต้องช่วยกันตอบ

ไม่ใช่ปล่อยให้ข่าวปลอมแพร่กระจายไปทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วค่อยออกมาเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ

เพจที่วิจารณ์รัฐบาลหรือวิจารณ์นักการเมืองโดยสุจริตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใครมีหลักฐานอะไรก็ตรวจสอบกันไป แต่การสร้างหลักฐานปลอมขึ้นมาใส่ร้ายคนอื่นนั้นไม่ใช่การตรวจสอบ

แต่เรื่องที่คุณพจน์เขียนมา ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมติดใจมากกว่าเรื่องคนทำสลิปปลอมเสียอีก

นั่นคือคนที่มีความรู้ มีการศึกษา บางคนเป็นนักวิชาการ บางคนเป็นนักการเมือง มีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กมากมาย

ปกติก็เห็นขยันตรวจสอบเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตั้งคำถามกับนักการเมืองกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

แต่พอมีเพจอวตารปล่อยสลิป 7 ล้านบาทออกมา กลับรีบรับลูกกันเสียอย่างนั้น

อ้าว! ไหนว่าชอบตรวจสอบ?

ทำไมไม่ตรวจสอบสลิปก่อนแชร์บ้างล่ะ

คนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ขาดความสามารถในการตรวจสอบข้อมูล ตรงกันข้าม บางคนเก่งเสียด้วยซ้ำ เวลาจะตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองนี่ขุดกันถึงไหนต่อไหน เรื่องเล็กเรื่องน้อยไม่เคยปล่อยผ่าน

แต่พอเจอข่าวที่ตรงกับความเกลียดชังของตัวเอง ความสามารถเหล่านั้นกลับหายไปเสียอย่างนั้น

อันที่จริงพฤติกรรมแบบนี้ก็เห็นกันอยู่ทุกฝ่ายในสังคมไทยทุกวันนี้ ใครเชียร์ฝ่ายไหนก็มักพร้อมจะเชื่อเรื่องร้ายๆ ของอีกฝ่าย โดยเฉพาะข่าวที่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองอยากให้เป็น

แต่พอเป็นเรื่องของฝ่ายที่ตัวเองชอบขึ้นมาบ้าง กลับตรวจสอบกันละเอียดยิบ ข่าวเดียวกันแท้ๆ เปลี่ยนแค่ชื่อคนถูกกล่าวหา มาตรฐานการใช้เหตุผลก็เปลี่ยนตามไปด้วย

ผมว่าคนที่หลงเชื่อข่าวปลอมเพราะไม่รู้เรื่อง ยังไม่น่ากลัวเท่าคนที่มีปัญญาจะรู้ แต่กลับไม่อยากรู้

เพราะบางทีเขาอาจไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าข่าวนั้นจริงหรือไม่ ขอเพียงมันทำให้คนที่ตัวเองเกลียดเสียหายก็พอแล้ว

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาของการรู้ไม่เท่าทันข่าวปลอมอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาของคนที่เอาความเกลียดชังมาอยู่เหนือข้อเท็จจริง

ยิ่งคนเหล่านี้มีชื่อเสียง มีผู้ติดตามมากเท่าไร ก็ยิ่งน่าตำหนิมากเท่านั้น เพราะคำพูดหรือการแชร์ของเขามีน้ำหนักในสายตาคนจำนวนไม่น้อย

คนธรรมดาแชร์ข่าวผิดอาจทำให้คนเข้าใจผิดกันไม่กี่คน แต่คนที่มีผู้ติดตามเป็นแสนแชร์ข่าวผิดครั้งเดียว เรื่องเท็จก็อาจกระจายออกไปอีกมหาศาล

แล้วพอความจริงปรากฏ จะมาแก้ตัวว่าแชร์ตามที่เห็น หรือไม่ได้ตั้งใจให้ใครเสียหาย ก็คงฟังไม่ค่อยขึ้น

โดยเฉพาะคนที่ชอบเรียกร้องความรับผิดชอบจากคนอื่นอยู่เป็นประจำ

คุณพจน์ถามว่าจะทำอย่างไรให้คนมีสติก่อนแชร์

ผมว่าเรื่องนี้ต้องแยกกันหน่อย

คนไม่รู้ก็ต้องช่วยกันให้ความรู้ แต่คนที่มีความรู้แล้วยังเลือกจะเชื่อเฉพาะเรื่องที่ตัวเองอยากเชื่อ จะให้ไปสอนอะไรเขาอีก?

เขาไม่ได้ขาดความรู้หรอกครับ

บางทีสิ่งที่เขาขาดอาจเป็นความซื่อตรงต่อความจริงมากกว่า

และถ้าวันหนึ่งมีข่าวปลอมกล่าวหาคนที่เขารักหรือศรัทธาขึ้นมาบ้าง ไม่รู้ว่าจะยังเห็นว่าการแชร์โดยไม่ตรวจสอบเป็นเรื่องเล็กน้อยอยู่หรือเปล่า

ผมไม่ได้หวังให้ทุกคนรักนักการเมืองเหมือนกัน เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

แต่อย่างน้อย ต่อให้เกลียดใครเข้าไส้ ก็ควรเกลียดกันบนเรื่องจริง

ไม่ใช่เกลียดจนอยากให้เรื่องโกหกกลายเป็นความจริง!

— เสมอต้น
27 ตุลาคม 2569

📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“มันใกล้เข้ามาแล้ว!”

วันนี้ ไม่คุย แต่จะสั่น "กระดิ่ง" เตือนไทยเราอย่ามัวแต่กัดกัน จงเงยหน้าดู “หายนะโลก” แล้วย้อนกลับมาดูบ้านเมืองเรา

แกะรอย Godd Dam ใครเคยแชร์ ใครเคยอวย ใครรับเป็นพันธมิตร

แกะรอยเพจ Godd Dam ก่อนปมสลิป 7 ล้าน ย้อนวันที่ 'โรม' แชร์ข้อมูลสามี สส.ภูมิใจไทย 'รักชนก' เคยชมถึงขั้นอยากจ้างทำศึกซักฟอก ขณะที่ 'ศิริโชค' ยกเป็นเพจคุ

ด่าไป ช้อปไป

วันนี้ขอพักเปิดซองอีกสักวัน จดหมายจากผู้อ่านยังมีรออยู่อีกหลายซอง ไม่ได้หายไปไหน พอดีเรื่องกะเพราแก้วจุรีของบริษัทซีพีแรมที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว ดูท่าจะยังไม่จบง่ายๆ

'อนุทินกับเทา'

ไม่เพียงยุโรป..... ตอนนี้ “คนรวย” ทั่วโลกเหมือน “นกแตกรัง” จากสัญญาณเศรษฐกิจและสงคราม! ในหลายๆ ประเทศ