บทเรียนจากหน้าร้อนเดือนเมษาฯ

ผ่านพ้นเดือนเมษาฯ...หรืออาจเรียกว่า เดือนแห่งความร้อน ไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่อุณหภูมิ ความร้อน ของเดือนนี้ คงต้องยอมรับว่า ออกจะ เอาเรื่อง อยู่พอสมควรเหมือนกัน คือร้อนกันในระดับตับแลบ ม้ามแลบ  เอาเลยถึงขั้นนั้น แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่า ประดาความร้อนเหล่านี้ ก็อาจเป็นไปในแค่บางครั้ง บางครา บางช่วง บางระยะ ไม่ถึงกับตับแลบ ม้ามแลบ ไปโดยตลอด อันเนื่องมาจากฝน-ฟ้า ท่านโผล่เข้ามาสอดแทรก ทำให้อะไรที่ร้อนๆ ชุ่มฉ่ำ เย็นสบาย ขึ้นมาโดยฉับพลันทันที...

แต่ก่อนที่พิรุณท่านจะโปรยปราย หลั่งมาเองเป็นฝนอันชุ่มฉ่ำ ชื่นเย็น และชื่นใจ อุณหภูมิอากาศก่อนหน้านั้น มันจะหนักไปทางร้อนแสนร้อน ระดับแทบฉิบหาย วายวอด อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ชนิดอาจถือเป็นข้อสังเกตได้เลยว่า ยิ่งร้อนหนักขึ้นไปเท่าไหร่ ยิ่งเท่ากับโอกาสที่จะได้เจอกับฝน-ฟ้า เจอกับเสียงคำรามครืนๆ เจอกับฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ฟ้าฟาดเปรี้ยงๆ ก่อนจะตามมาด้วย...ฝนจ๋าฝน ฝนเทลงมาให้เย็นชื่นใจ ยิ่งย่อมมีความเป็นไปได้มากขึ้นไปเท่านั้น อันนี้นี่แหละ...ที่มันเลยก่อให้เกิด ความสมดุล อย่างชนิดแทบไม่ต้องขอร้อง วิงวอน ไม่ต้องเสียเวลา แห่นางแมว ขอฝนเอาเลยแม้แต่น้อย...                                 

ความร้อนในเดือนเมษาฯ...มันเลยไม่ถึงกับร้อนแสนร้อนมากมายซักเท่าไหร่ หรือร้อนกันแค่ในบางช่วง บางระยะ ร้อนแบบพอทนได้ หรือพออยู่ๆ กันไปได้ ด้วยเหตุเพราะ ธรรมชาติ ท่านได้มอบ ได้โปรดประทาน ความสมดุล เอาไว้ให้ด้วย จนทำให้ปวงประดา ความสุดโต่ง  หรือ ความสวิง ทั้งหลาย ค่อยๆ แกว่งกลับมา ก่อนที่จะสงบนิ่งอยู่ในแนว กลางๆ หรือในแนว มัชฌิมาปฏิปทา ไม่ถึงกับร้อน-ไม่ถึงกับหนาวจนเกินไป ไม่ถึงกับตึง-ไม่ถึงกับหย่อน อยู่ในสภาวะพอเหมาะ พอดี อันเป็นสภาวะพื้นฐานแห่งความเป็น ปกติ หรือสภาวะที่จะก่อให้เกิดความจำเริญในศีล ในธรรม ได้อย่างดีที่สุด...                                               

อันนี้นี่แหละ...เลยไม่เพียงแต่เป็นอะไรที่น่าสังเกต แต่ยังถือเป็นสิ่งที่น่าคิด น่าสะกิดใจ ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะท่ามกลางความเป็นไปของโลกยุคนี้ สมัยนี้ ที่อะไรต่อมิอะไรมันหนักไปทางสุดสวิงริงโก้ หรือ สุดโต่ง หนักยิ่งเข้าไปทุกที ไม่ว่าในแง่การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ไปจนถึงวัฒนธรรม-ประเพณี หรือค่านิยมทางสังคมก็ตาม การหาทางทำให้แต่ละสิ่งแต่ละอย่าง กลับคืนไปสู่แนว กลางๆ กลับคืนไปสู่ ความสมดุล จึงอาจถือเป็นการ ตอบโจทย์ ของ ทุกๆ คำถาม เอาเลยก็ไม่แน่!!! หรืออย่างน้อย...ก็อาจพอเป็นตัวช่วยบรรเทา เบาบาง ความหนักหน่วง หนักหนา-สาหัส ของ ปัญหา ในแต่ละปัญหา ที่มันออกจะมาแรง แซงโค้ง ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ...                                           

แต่ก็นั่นแหละ...การหาทางทำให้แต่ละสิ่งแต่ละอย่างเป็นไปในแนวนี้ ไม่เพียงแต่ต้องอาศัย ศิลปะ และ ขีดความสามารถ ระดับเซียนเหนือเซียน หรือระดับปรมาจารย์มาเอง แต่ยังต้องอาศัยคุณสมบัติ หรือ คุณธรรม ของผู้ที่คิดจะแก้ปัญหาต่างๆ ว่ามีอยู่มากหรือน้อยกันในระดับไหน มีเหมือนอย่างที่ ธรรมชาติ ท่านแสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง อันทำให้ความร้อนชนิดตับแลบ  ม้ามแลบ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลายเป็นสภาวะอากาศที่ยังพออยู่ๆ กันไปได้ หรือไม่ถึงกับร้อน ไม่ถึงกับเย็นจนเกินไป อันนี้นี่เอง...ที่ถือเป็นบทเรียน บทศึกษา  หรือเป็นแบบอย่าง ตัวอย่าง ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง...                                                 

คือถ้าหากผู้ที่คิดจะแก้ปัญหา...ยังไม่ได้มุ่งมั่น เพียรพยายาม ที่จะสั่งสมคุณสมบัติ คุณธรรม ให้ใกล้เคียงกับที่  ธรรมชาติ ท่านแสดงแบบอย่างและตัวอย่างให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นขันติธรรม เมตตาธรรม จริยธรรม ฯลฯ หรือบรรดาธรรมๆ ทั้งหลาย ที่มีพร้อมอย่างเบ็ดเสร็จ สมบูรณ์ อยู่ภายใน ธรรมชาติ โอกาสที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ในแบบ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ...จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ย่อมต้องมีอันลดน้อยถอยลงไปยิ่งเข้าไปเท่านั้น แต่ถ้าหากยิ่งสะสม สั่งสม คุณสมบัติ คุณธรรม ในลักษณะที่ว่ามากยิ่งขึ้นไปเท่าไหร่ โอกาสที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปในแบบ เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ...ทั้งผู้ให้และผู้รับสมถวิล...เป็นพลังเลิศกำลังอื่นทั้งสิ้น...เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา ฯลฯ ย่อมต้องปรากฏให้เห็น ไม่ต่างไปจากช่วงหน้าร้อนเดือนเมษาฯ ที่ผ่านมานั่นแล...

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำดีย่อมได้ดี

ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2568 กับปี 2569 ได้ดูพลุ Count down จากห้องในโรงพยาบาล เพราะว่ามีอาการเจ็บไข้อย่างรุนแรง ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม

ระบอบประชาธิปไตย...กำลังทำให้โลกพังพินาศ!!!

มาถึงขั้นนี้...ก็อาจพอถือเป็น ข้อสรุป ได้ ไม่มาก-ก็น้อย ว่า ระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะตาม มาตรฐานตะวันตก นั้น น่าจะไม่ใช่ระบอบปกครองที่ดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุดแต่อย่างใด

'เมืองสแกมเมอร์' ฆ่าไม่ตาย?

วงประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.นั่งหัวโต๊ะประธาน

เลวยันเงา

เวลานี้เรามีบุคคลสาธารณะจำนวนมากที่เป็นคนเลวแบบที่เขาพูดกันว่า “เลวยันเงา” หมายความว่า “เลวมาก” ไม่เพียงแต่ตัวเองเลว แม้แต่ “เงา” ก็เลว สำหรับคนประเภทนี้ บางคนด่าว่า

สงคราม...กับ 'กฎเหล็ก' ของพระผู้เป็นเจ้า!!!

อย่างที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้หยิบเอาเรื่อง มิคสัญญียุค มาเล่า มาพยากรณ์ หรือมาอรรถาธิบายแบบคล้ายๆ นิทานชาดก ฯลฯ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป จนถูกจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคัมภีร์