
เผอิญอาทิตย์นี้...ตรงกับวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แบบพอดิบ พอดี ด้วยเหตุนี้...หลังจากอ่าน หรือระหว่างที่กำลังอ่านข้อเขียนชิ้นนี้ บรรดาทวยทั่น หรือทวย กทม.ทั้งหลาย ก็น่าจะได้ฤกษ์ ได้เวลา เขย่าประชาธิปไตยในมือของท่าน
ตามไปด้วย อย่างกระตือรือร้น กระเหี้ยนกระหือรือ หรืออย่างอะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ คงต้องไป “ปรุงแต่ง” อารมณ์-ความรู้สึกกันเอาเอง...
โดยไม่ว่า ผล แห่งการเลือกตั้ง...จะออกมาในหน้าไหน แบบไหน ออกหัว ออกก้อย หรือออกกลาง ในแง่ของ ความเป็นประชาธิปไตย แล้ว
คงต้องพร้อมยอมรับกันโดยดุษณีนั่นแหละทั่น หรือคงต้องปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปตามความปรารถนาและต้องการของ เสียงส่วนใหญ่ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ ส่วนจะผิด-หรือถูก จะขึ้นช้าง-ลงม้า ขึ้นสวรรค์-ลงนรก ก็คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบรรดาทวยไทย หรือทวย กทม.ทั้งหลาย นั่นและเป็นหลัก ว่ารักใคร-ชอบใคร เอาใคร-ไม่เอาใคร อันเนื่องมาจากการ ปรุงแต่ง อารมณ์-ความรู้สึกของแต่ละคน แต่ละราย กันไปตามสภาพ...
แต่ไม่ว่าจะออกมาในหน้าไหน-ต่อหน้าไหน...สิ่งที่อาจถือเป็นตัวสะท้อนถึง อารมณ์ และ ความรู้สึก ของบรรดาทวยไทย ทวย กทม.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้พอประมาณ นั่นก็คือ...ความมึนซ์ซ์ซ์ๆ เบลออ์อ์อ์ๆ อันเนื่องมาจากไม่รู้จะเลือกใคร? เลือกเบอร์ไหน? มันถึงจะ เข้าท่า ที่สุด หรือถึงจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับชาวเมืองที่คนตกท่อ หรือที่ต้องรอระบาย (น้ำ) เพราะความ เฉือนกันไป-เฉือนกันมา ระหว่างผู้สมัครในแต่ละพรรค แต่ละราย หรือกระทั่งในแต่ละค่าย แต่ละฝ่าย ที่อาจจัดอยู่ในประเภทฝ่ายเดียวกันก็เถอะ แต่หนีไม่พ้นต้องแก่งแย่งกันเอง เฉือนคะแนนกันเอง จากฐานเสียงเดียวกัน หรือจากผู้ที่มี รสนิยม คล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะได้รับการ ปรุงแต่ง ไปในลักษณะไหนต่อลักษณะไหน...
อันนี้นี่แหละ...ที่ออกจะเป็นอะไรที่น่าคิด น่าสะกิดใจ อยู่พอสมควรเหมือนกัน เพราะมันอาจถือเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความแปลกแยก ความผิดแผก แตกต่าง ที่เผลอๆ...อาจนำไปสู่ ความแตกแยก เอาง่ายๆ สะท้อนให้เห็นถึงความย่อยแยก แตกกระจาย ของกระทั่งผู้ที่มีรสนิยมเดียวกัน มีการปรุงแต่งทางอารมณ์-ความรู้สึกคล้ายๆ กัน แต่สุดท้าย...คงต้องตัดสินใจเอาใคร-ไม่เอาใครกันไปตามสภาพ อันเนื่องมาจากการแข่งขัน การชิงดี-ชิงเด่น ของบรรดาผู้อาสาสมัครเข้ามาเป็น ผู้ว่าฯ กทม. ในแต่ละคน แต่ละราย หรือแต่ละพรรค ที่ไม่อาจหา จุดลงตัว ระหว่างกันและกันได้เลย แม้จะจัดอยู่ในประเภทฝ่ายเดียวกันเองก็เถอะ เลยต้องหันมาใช้อารมณ์-ความรู้สึกของบรรดาผู้ลงคะแนน หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหลาย เป็นตัวชี้ขาด เป็นตัววัดตัดสินกันไปตามสภาพ...
โดยถ้าหากสภาพความเป็นไปเช่นนี้...มีอยู่แต่เฉพาะในเมืองที่คนตกท่อ หรือใน กทม. ก็อาจไม่ถึงกับน่าหนักใจมากมายซักเท่าไหร่ เพราะยังไงๆ...กรุงเทพฯ ก็คงไม่ใช่ประเทศไทย ไม่ว่าจะถือเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นแหล่งรวมศูนย์อำนาจมาตั้งแต่ครั้งไหนต่อครั้งไหน แต่ถ้าหาก อารมณ์-ความรู้สึก ทำนองนี้ มันกลายเป็นสิ่งที่แผ่ซ่าน ครอบคลุม ไปทั่วทั้งดินแดนด้ามขวานและหัวขวาน อันนี้นี่เอง...ที่คงต้องหนักใจ กังวลใจ หรือกลุ้มใจ อยู่พอประมาณ ด้วยเหตุเพราะความมึนซ์ซ์ซ์ๆ เบลออ์อ์อ์ๆ ที่อาจอุบัติขึ้นมาในความรู้สึก-นึกคิดของผู้คนแทบทั้งประเทศ ผู้ต่างกำลังปรารถนาและต้องการอะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ที่พอช่วยให้เกิดการไหลไปในแนวเดียวกัน ความเป็นอันหนึ่ง-อันเดียวกัน หรือต่างกำลังปรารถนา สามัคคีธรรม เพื่อเอาไว้รับมือกับ ปัญหา นานาประการ เนื่องมาจากความแตกแยก แตกต่าง ที่กำลังอุบัติขึ้นมากับโลกทั้งโลกนั่นเอง...
ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ไม่ว่าการมีโอกาสได้ เขย่าประชาธิปไตยในมือของท่าน หรือได้เลือกตั้งกันตามระบบ ตามระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตย มันจะก่อให้เกิดความเมามันซ์ซ์ซ์ ความซี้ดๆ ซ้าดๆ ซู้ดๆ ซ้าดๆ กันไปถึงขั้นไหน แต่ก็อย่าลืมไปเสียว่า สิ่งที่เรียกว่า สามัคคีธรรม หรือ ความรู้-รัก-สามัคคี นั้น เอาไป-เอามาแล้ว...มันอาจมีความสำคัญซะยิ่งกว่าสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย-ไม่ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะแบบไหนต่อแบบไหน ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า โดยเฉพาะในโลกที่กำลังสุดแสน ทรหวนปั่นป่วนคลั่ง อย่างในทุกวันนี้ ดังนั้น...ไม่ว่าจะรักใคร-ชอบใคร หรือเกลียดใคร-ชังใคร แต่ อะไรก็ตาม ที่อาจพอช่วยให้เกิดการไหลไปในแนวเดียวกัน เกิดความเป็นอันหนึ่ง-อันเดียวกัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเก่า-จะแก่ จะเชยซ์ซ์ซ์-ไม่เชยซ์ซ์ซ์หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อย...ก็ควรหาทางดำรงและรักษาเอาไว้ให้คงมั่น ให้ยั่งยืน สถาพรสืบไป ย่อมดีกว่าการปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างแตกสลายออกไปเป็นชิ้นๆ ชนิดอาจถึงขั้นต้องสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน เอาง่ายๆ....
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทำดีย่อมได้ดี
ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2568 กับปี 2569 ได้ดูพลุ Count down จากห้องในโรงพยาบาล เพราะว่ามีอาการเจ็บไข้อย่างรุนแรง ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม
ระบอบประชาธิปไตย...กำลังทำให้โลกพังพินาศ!!!
มาถึงขั้นนี้...ก็อาจพอถือเป็น ข้อสรุป ได้ ไม่มาก-ก็น้อย ว่า ระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะตาม มาตรฐานตะวันตก นั้น น่าจะไม่ใช่ระบอบปกครองที่ดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุดแต่อย่างใด
'เมืองสแกมเมอร์' ฆ่าไม่ตาย?
วงประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.นั่งหัวโต๊ะประธาน
อุบัติภัยใหญ่รอบสองปี 69 กำลังจะมา
หลังจากเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนตกใส่รถด่วนพิเศษที่ 21
เลวยันเงา
เวลานี้เรามีบุคคลสาธารณะจำนวนมากที่เป็นคนเลวแบบที่เขาพูดกันว่า “เลวยันเงา” หมายความว่า “เลวมาก” ไม่เพียงแต่ตัวเองเลว แม้แต่ “เงา” ก็เลว สำหรับคนประเภทนี้ บางคนด่าว่า
สงคราม...กับ 'กฎเหล็ก' ของพระผู้เป็นเจ้า!!!
อย่างที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้หยิบเอาเรื่อง มิคสัญญียุค มาเล่า มาพยากรณ์ หรือมาอรรถาธิบายแบบคล้ายๆ นิทานชาดก ฯลฯ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป จนถูกจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคัมภีร์

