โลกจะเปลี่ยนไปอย่างหนักหน่วงและรุนแรงเมื่อเกิดสงครามยูเครนที่เรายังไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน และจะจบเมื่อใด
ประเทศไทยจะต้องเข้าใจสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างไร และยุทธศาสตร์ของเราจะต้องมีรูปแบบและเนื้อหาสาระอย่างไร
ผมตั้งวงคุยกับ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และปัจจุบันเป็นประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและการปรองดองแห่งเอเชีย (Asian Peace and Reconciliation Council – APRC) เพื่อมองหาทางออกสำหรับประเทศไทย
คอลัมน์เมื่อวานได้เล่าถึงการเสนอแนวคิดริเริ่มของจีนและสหรัฐฯ ที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสนใจและศึกษารายละเอียดให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงให้จงได้
พอเกิดสงครามยูเครน โลกก็ถูกปรับเปลี่ยนไปพอสมควร
สหรัฐฯ เริ่มมองหามิตรหนักขึ้น ย้ำเรื่อง Indo-Pacific Concept และ Indo-Pacific Economic Framework มาใช้มากขึ้น
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เชิญผู้นำอาเซียนไปร่วมประชุมสุดยอดที่วอชิงตัน
ตอนหนึ่งของคำปราศรัย ไบเดนพูดว่า “ข้าพเจ้าให้ความสำคัญกับความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน Asean Centrality”
“ตอนที่ไบเดนพูดประโยคนี้แกก็กระแอมพอดีเลย และพูดต่อว่า I mean it sincerely แปลว่าแกพูดอย่างนั้นด้วยความจริงใจนะ จึงมีคนแซวว่าไบเดนพูดคำนี้แล้วกระแอมนั้นหมายความว่าเชื่ออย่างนั้นจริงหรือเปล่า...” ดร.สุรเกียรติ์เล่า
เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้น...ด้วยการยกระดับความสัมพันธ์เป็นความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ ซึ่งก็รวมถึงไทยด้วย
นั่นเท่ากับเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ของอาเซียนไปเท่ากับของอาเซียนกับจีน
ส่วนไส้ในมีอะไรเป็นรูปธรรมหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ก็ต้องยอมรับว่าในบรรดาสมาชิกอาเซียนกันเองนั้น ส่วนหนึ่งก็อยากให้ใกล้ชิดกับจีน อีกส่วนหนึ่งก็ขยับใกล้อเมริกา
“ไทยเราอยู่กลาง ๆ...อยากไปกับทั้ง 2 ประเทศ”
แต่อาเซียนเองมีประเด็นที่อาจจะแตกกันอยู่สัก 2 เรื่อง
เรื่องแรกเกี่ยวกับท่าทีต่อการที่รัสเซียบุกยูเครน
ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าการลงมติในสหประชาชาติของสมาชิกอาเซียนก็ไม่เหมือนกัน
สิงคโปร์เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ร่วมคว่ำบาตรรัสเซีย
การโหวตใน UN Human Rights Council ว่าจะเอารัสเซียออกหรือไม่ ก็ไม่เหมือนกัน
กรณีจุดยืนเกี่ยวกับเมียนมาก็เริ่มแตกกันในสมาชิกอาเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
“พูดตรงไปตรงมาก็คือ ขณะนี้อาเซียนอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงมาก..กับการเข้าสู่อาเซียนที่จะไม่มีความหมายในเชิงสาระ...”
แต่อาเซียนมีภาพที่ดี มีสมาชิก 10 ประเทศ มีประชากรรวมกัน 640 ล้านคน มีความร่วมมือกันหลายๆ มิติ และไม่มีสงครามระหว่างกัน ซึ่งล้วนเป็นภาพที่ดี
แต่จุดอ่อนของอาเซียนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกที่กำลังหมุนไปเร็ว ขณะที่อาเซียนเองเคลื่อนไปช้ากว่า
กรณียูเครนกับรัสเซียนั้นทำให้ระเบียบโลกต้องเปลี่ยนไปอีก
แต่ก็มีเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่ง เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรอยู่เพียง 40,000 คน Liechtenstein เสนอมติเข้าสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ
และทั้งอเมริกา, ออสเตรเลีย, อังกฤษ รวมกันเป็น 10 ประเทศรวมกันสปอนเซอร์
เป็นข้อเสนอให้ลดการใช้อำนาจวีโตของสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง
ข้อเสนอนี้บอกว่า เมื่อใดก็ตามที่ 5 ประเทศนี้ใช้อำนาจวีโต จะมีกลไกที่ trigger กำหนดให้ต้องส่งเรื่องนั้นเข้าสู่ที่ประชุมของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติภายใน 10 วัน
และให้ประเทศที่ใช้สิทธิ์วีโตนั้นไปอธิบายกับสมาชิกกว่า 190 ประเทศของยูเอ็นว่าทำไมจึงใช้สิทธิ์วีโต
ไม่ใช่มุบมิบทำกันใน 15 ประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแล้วก็จบไป
เรื่องอย่างนี้ไม่เคยมีมาก่อน
“เรื่องการปฏิรูปสภาความมั่นคงแห่งชาติเริ่มตั้งแต่สมัยผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศโน่น แต่ก็ไปไม่ถึงไหน แต่อยู่ดีๆ เรื่องนี้ก็เสนอขึ้นมาได้...และปรากฏว่าที่ประชุมสมัชชาใหญ่รับรองข้อเสนอนี้ด้วยฉันทามติ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 24 เมษายนนี่เอง...” ดร.สุรเกียรติ์บอก
นั่นคือตัวอย่างว่าระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนไปจริงๆ...แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่ก็มีความสำคัญค่อนข้างมาก
ความกังวลของ ดร.สุรเกียรติ์ ณ วันนี้ก็คือ “ผมเห็นว่าโลกและประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่อันตรายมากกว่า 6 เดือนข้างหน้านี้”
“ผมหวังว่าผมคาดผิดนะ...เพราะผลจากการแซงก์ชันรัสเซียนั้นก็มีผลอะไรตามมามากมาย...”
ดร.สุรเกียรติ์เสนอว่า เราต้องทำ Foresight หรือการมองไปข้างหน้าแล้วว่าภายในสิ้นปี 2565 จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก
เราเห็นราคาปุ๋ยแพงขึ้น ต้นทุนของเกษตรกรพุ่งขึ้น และเงินเฟ้อมาทับซ้อนด้วย
“แม้สหรัฐฯ ก็มีปัญหาเงินเฟ้อ แต่ไทยเราไปเทียบกับสหรัฐฯ ในเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเงินเฟ้อของสหรัฐฯ กับของเราไม่เหมือนกัน เพราะสาเหตุต่างกัน...ของสหรัฐฯ นั้นเกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจดี เขาฟื้นจากโควิด เขามีการจับจ่ายใช้สอยที่ดี ของเขาคือ demand-pulled inflation ปัญหาเงินเฟ้อของเขามาจากความต้องการสินค้ามีเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจเขาดีขึ้น เขาจึงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย...”
ส่วนของไทยนั้น เศรษฐกิจกำลังทำท่าจะดีขึ้น เริ่มจะเปิดประเทศ เพิ่งสตาร์ทเครื่อง เงินก็เฟ้อแล้ว มันมาจาก cost-pushed คือมาจากต้นทุนของน้ำมัน, ปุ๋ย, ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นหมด
ปัญหาใหญ่คือจะกระทบคนยากคนจน
ตอนเกิดต้มยำกุ้ง คนชนบทและเกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบหนักเท่าไหร่
ตอนวิกฤตยูโรโซน ไทยก็กระทบน้อย เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยค่อนข้างอนุรักษนิยม คนบ่นกันเยอะ กลายเป็นข้อดี เราไม่ได้ไปซื้อ derivatives มากเกินไป ก็จึงไม่พังมาก
แต่วิกฤตครั้งนี้มีผลกระทบต่อคนส่วนมาก กระทบต่อคนยากคนจน และ SMEs มีแต่บริษัทใหญ่ๆ และเทคสตาร์ทอัพบางแห่งที่ยังไปได้
“เรากำลังเดินเข้าสู่จุดอันตรายมากๆ และถ้าเราไม่เตรียมอะไรไว้ ก็ยิ่งจะอันตรายมากขึ้น เพราะเงินที่เรากู้มาอุ้มราคาน้ำมันก็จะไม่พอ...เงินก็ต้องยิงให้ถูกเป้า ยิงแบบปูพรมไม่ได้เลย เพราะเงินเหลือน้อยแล้ว...”
(พรุ่งนี้ : คำถามใหญ่คือวิกฤตครั้งนี้จะยืดเยื้อไปนานเท่าไหร่?)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


