กฎหมายที่สำคัญมากฉบับหนึ่งจะเริ่มบังคับใช้ นั่นคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ซึ่งเลื่อนการบังคับใช้มา 2 ปีแล้ว
ปีนี้กำลังจะบังคับใช้...และยังมีประเด็นว่ากฎหมายลูกที่จะออกมานั้นมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง
วันก่อนผมชวนผู้รู้ 3 ท่านมาร่วมกันอภิปรายถึงที่มาที่ไป และจะเกิดอะไรขึ้นในภาคปฏิบัติ เพื่อจะได้เกิดความกระจ่างสำหรับคนไทยทุกหมู่เหล่า
กฎหมายฉบับนี้จะมีผลกระทบต่อคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะทำงานอาชีพอะไร และมีสถานะเช่นไร
เพราะคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” นั้นมีความหมายกว้างไกลที่จะเกี่ยวโยงกับเราทั้งสิ้น
ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านนั้นคือ คุณเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DES ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อาจารย์ปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
และยังมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
กับ คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเทคโนโลยี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านกฎหมาย ในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
เริ่มด้วยคำถามที่ว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรพร้อมหรือยัง?
อาจารย์ปริญญาอธิบายว่า PDPA (Personal Data Protection Act) หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ที่มีการพูดถึงและเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องมาหลายปี กำลังจะมีการบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 นี้แล้ว
ท่านเชื่อว่าองค์กรทั้งหลายคงได้ดำเนินการเนินการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้กันแล้ว
แต่ช่วงนี้ต้องเรียกว่าเข้าสู่การเตรียมตัว “โค้งสุดท้าย” หรือที่ท่านเรียกว่า DPA ....Final Call
ย้อนประวัติความเป็นมาของ GDPR (General Data Protection Regulations) และ PDPA อาจารย์ปริญญาเล่าว่า ในอดีตอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียยังไม่ได้รับความนิยมเท่าในปัจจุบัน
ดังนั้นเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลในเวลานั้นจึงยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเเละให้ความสำคัญเท่าใดนัก
แต่ในหลายปีที่ผ่านมาจากความนิยมของโซเชียลมีเดีย การเติบโตของอินเทอร์เน็ต เเละการนำเทคโนโลยี Big Data และ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมส่วนตัวของลูกค้าเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
โดยที่ตัวลูกค้าเองส่วนใหญ่จะไม่ทราบถึงการวิเคราะห์ดังกล่าว
ทำให้เกิดความเสี่ยง มีผลกระทบทั้งทางตรงเเละทางอ้อมต่อตัวบุคคลที่ถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
จากนั้นจึงมีการพูดถึงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
โดยเริ่มจากหน่วยงาน OECD ได้พัฒนากฎเกณฑ์กติกาที่เรียกว่า OECD Guideline on the Protection of Privacy and Transborder Flow of Personal Data ในช่วงปี พ.ศ.2513-2523
ปัจจุบันได้ถูกปรับปรุงพัฒนาเป็น Version ล่าสุดในปี พ.ศ.2556
นั่นแปลว่าการให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลมีมานานกว่า 30 ปีเเล้ว
แต่เพิ่งจะมานิยมหลังจากสหภาพยุโรป หรือ EU ได้ออกระเบียบในกฎหมายสหภาพยุโรปว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ขึ้นในปี พ.ศ.2559 เเละมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2561 ที่เรารู้จักกันในนาม General Data Protection Regulation (GDPR) EU 2016/679 ใช้แทนคำสั่งคุ้มครองข้อมูล Data Protection Directive 95/46/EC
นับจากที่ GDPR เริ่มบังคับใช้ได้เพียง 1 ปี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย หรือที่เรารู้กันในชื่อย่อ“PDPA” ก็ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาในปี พ.ศ.2562
ปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 3 ปีที่ PDPA จะถูกนำมาบังคับใช้อย่างจริงจังในประเทศไทย ควบคู่กับการทำงานของหน่วยงาน Regulator ใหม่ล่าสุด
นั่นคือ “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ “สคส.”
อาจารย์บอกว่าประเทศไทยมีการเตรียมการเเละมีความพร้อม "ในระดับหนึ่ง" ที่ประชาชนได้รับรู้เเละเตรียมตัวกันมาหลายปี นับจากกฎหมายได้ถูกประกาศให้สาธารณชนได้รับทราบ
ผมถามคุณเวทางค์บอกว่า คนไทยควรจะเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
ได้รับคำตอบว่า “กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก เพราะเกี่ยวข้องกับประชาชนคนไทยทุกคน เพราะเกี่ยวกับข้อมูลของเราทุกคน...”
คนไทยในฐานะ “เจ้าของข้อมูล” คงมีคำถามว่า ถ้าใครเอาข้อมูลเราหรือของพ่อแม่เรา หรือของลูกเราไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เราจะว่าอย่างไร... แน่นอนว่าเราคงไม่อยากให้ใครเอาข้อมูลส่วนตัวเราไปใช้โดยที่เราไม่ยินยอม...”
ใครที่ติดตามข่าวเรื่องนี้คงทราบว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ออกมาง่ายๆ และแม้จะออกมาแล้วก็ยังมีคนต่อต้านอยู่
“เสียงคัดค้านนั้นพอเข้าใจได้ เพราะการทำตามกฎหมายฉบับนี้มีต้นทุน เช่น บริษัทต่างๆ หรือสายการบินที่เอาข้อมูลส่วนตัวเราไป เขาก็ต้องมีระบบเพื่อดูแลรักษา กฎหมายฉบับนี้บังคับให้เขาต้องดูแลข้อมูลเราอย่างดี ทำให้เกิดต้นทุนต่างๆ ซึ่งก็รวมถึงบริษัทขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอีด้วย...”
ถามว่า วันที่ 1 มิถุนายน จะบังคับใช้จริงหรือไม่
คุณเวทางค์บอกว่า “ตอบว่าเราต้องเดินหน้าตั้งแต่ 1 มิถุนายนเต็มฉบับ แต่รัฐบาลมีนโยบายที่จะรักษาผลประโยชน์ประชาชนให้มากที่สุด ขณะเดียวกันเราก็เข้าใจเรื่องต้นทุนสำหรับภาคธุรกิจ เพราะต้องทำการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้...”
ทางกระทรวงดีอีเอสกำลังดำเนินการเพื่อให้ต้นทุนที่ว่านี้ “ต่ำที่สุด” เพื่อให้ผู้ที่ต้องเก็บข้อมูลมีต้นทุนต่ำที่สุด
(พรุ่งนี้ : คนไทยต้องเตรียมการอย่างไร)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


