เมื่อวานเขียนถึงการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว จำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจในทางปฏิบัติ เพราะมีผลกระทบต่อคนไทยทุกคน
คุณเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยอมรับว่ามีเสียงคัดค้านจากบางภาคส่วน เพราะภาคธุรกิจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องจัดทำระบบการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย
อีกประเด็นหนึ่งคือ ข้อกำหนดสำหรับผู้ฝ่าฝืนที่มีบทลงโทษทั้งอาญาและแพ่ง
คุณเวทางค์บอกว่า “มีเสียงเรียกร้องมาถึงเราทั้งที่จริงและไม่จริง ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง”
เป็นความจริงที่ว่า เมื่อไม่เข้าใจรายละเอียดกฎหมายก็อาจจะกลัวไว้ก่อน
“คนที่อยู่ในวงการจะรู้ว่ากฎหมายฉบับนี้ความจริง ไม่ได้เพิ่มโทษเลย แต่ถ้าทำได้อย่างถูกต้อง จะสามารถลดต้นทุนของบริษัทด้วยซ้ำ...”
เพราะจะเป็นการสร้างเครดิตให้กับบริษัทว่าสามารถคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและผู้คนที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลฟังเสียงร้องเรียนเรื่องภาระเพิ่มและบทลงโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
“ตอนนี้อยู่ในกระบวนการที่ทางรัฐบาลกำลังพิจารณาหาทางลดภาระและบทลงโทษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” คุณเวทางค์บอก
ดังนั้นคนไทยควรจะเตรียมพร้อมเพื่อเตรียมรับการบังคับใช้ของกฎหมายฉบับใหม่นี่อย่างไร
“สำหรับประชาชนคนไทยทั่วไป วันที่ 1 มิถุนายนนี้ เป็นวันที่ท่านได้รับสิทธิ์ในการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างเต็มที่...แต่แน่นอนการคุ้มครองสิทธิ์นี้ก็ไม่ใช่ทุกมิติทุกแง่มุม จะมีบางเรื่องที่ประชาชนอาจจะเสียสิทธิ์ไปบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้ามีคำถามก็ติดตามมาที่สำนักงาน ซึ่งมีคอลเซ็นเตอร์ที่พร้อมจะให้ความกระจ่าง...”
ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่านั้นก็คือ เมื่อไทยมีกฎหมายฉบับนี้แล้วก็จะทำให้ประชาคมโลกเห็นไทยเป็นประเทศที่มีมาตรฐานสากลในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
จะทำให้ชื่อเสียงประเทศไทยดีขึ้น และการทำธุรกิจระหว่างประเทศก็จะมีโอกาสมากขึ้น จะลื่นไหลมากขึ้นและต้นทุนในการทำธุรกิจก็จะลดลงด้วย
ผมถามอาจารย์ปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ว่า ทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับใหม่นี้
ได้รับคำตอบว่า ทุกวันนี้ได้ยินข่าว “ข้อมูลรั่วไหล” หรือข้อมูลส่วนบุคคลหลุดออกไปสู่สาธารณะหรือไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่เว้นเเต่ละวัน
ทำให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง
เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลอยู่กับตัวเราโดยที่เราสามารถควบคุมได้ ปัญหาจะยังไม่เกิด จนกว่าข้อมูลส่วนบุคคลของเราจะถูกนำไปใช้หรือถูกเข้าถึงโดยมิชอบโดยบุคคลอื่นทั้งที่เรารู้ตัวจากการเเจ้งให้ทราบ หรือโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ก็มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ
จนเกิดคำถามที่ว่า “เขารู้ข้อมูลส่วนตัวของเราได้อย่างไร?”
ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล เลขประจำตัวบัตรประชาชน หรือเลขบัญชีธนาคาร
โดยข้อมูลส่วนบุคคลของเราถือเป็นสินทรัพย์สารสนเทศ หรือ “Information Asset” ที่สามารถนำไปทำประโยชน์ได้โดยมีผู้ได้ประโยชน์จากการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของเรา
และผู้เสียประโยชน์ก็คือตัวเรานั่นเอง
ดังนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเน้นไปที่ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้เน้นไปที่ข้อมูลขององค์กร
เมื่อมีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล และทำให้สามารถระบุตัวตนของบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ ให้ถือว่าเกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นเเล้ว
ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในเหตุการณ์รั่วไหลของข้อมูลดังกล่าวตามกฎหมาย
เรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในยุคนี้ ร่องรอยทางดิจิทัล หรือ “Digital Footprint“ มีความสำคัญอย่างมาก
สามารถสร้างความเดือดร้อนความเสียหายต่อบุคคลที่ข้อมูลส่วนบุคคลหลุดออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจและตั้งใจ
เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านชื่อเสียงทั้งบุคคลและองค์กรแล้ว ก็ยากที่จะกลับมาเหมือนตอนที่ข้อมูลยังไม่หลุดรั่วออกไป
ว่ากันว่าในยุคไซเบอร์นั้น “Reputational Risk” หรือ "ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและภาพลักษณ์" ถือเป็นความเสี่ยงที่เกิดความเสียหายสูงสุดต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
เพราะในโลกไซเบอร์มีข้อมูล “Digital Footprint” ถูกเก็บไว้อยู่ในระบบ Cloud เป็นจำนวนมาก เก็บไว้ย้อนหลังเป็นเวลาหลายปี ทำให้มีความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูลทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ตลอดเวลาที่ยังมีการเข้าถึง “Digital Footprint” ได้
อาจารย์ปริญญาบอกว่า เหตุผลหนึ่งที่เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้คือ การระบาดของโควิด
ซึ่งทำให้ธุรกิจทั้งหลายที่ถูกกระทบด้วยโรคระบาดอยู่แล้วไม่อาจจะรับภาระที่เพิ่มขึ้นอันเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้
ขณะที่โควิดเริ่มซาแล้ว และประโยชน์ของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก็ชัดเจนขึ้นแล้ว รัฐบาลจึงตัดสินใจประกาศบังคับใช้อย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา.
(พรุ่งนี้ : คำถามในภาคปฏิบัติมีอะไรบ้าง)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


