ใครที่ติดตามข่าวสารทุกวันนี้ย่อมจะต้องรับรู้ว่าธนาคารกลางของเราได้ส่งสัญญาณให้คนไทยเตรียมรับมือกับ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” กันให้พร้อมแล้ว
ผมคิดว่าที่คนไทยต้องเตรียมรับมือนั้นมีมากกว่าแค่ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นเท่านั้น
แต่ยังมีเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่อง เงินบาทอ่อนและเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง
นักเศรษฐศาสตร์อาจจะกำลังถกเถียงกันว่าสถานการณ์วันนี้จะเข้าข่าย Stagflation ซึ่งมาจากคำว่า Stagnation กับ Inflation หรือ “ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองซ้ำเติมด้วยเงินเฟ้อ”
แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปมันคือพายุหลายลูกถาโถมเข้ามาพร้อมกันแล้ว
นั่นคือรายได้หดหาย แต่ข้าวของแพงขึ้น ชีวิตลำบากขึ้นกันทั่วหน้า
ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของไทยที่ออกมาสูงถึง 7.1% ในเดือนพฤษภาคม และยังมีแนวโน้มสูงไปอีกได้นั้น เป็นประเด็นที่ทำเอาทุกวงการต้องเกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม...และเป็นห่วงเงินในกระเป๋าที่มีค่าลดน้อยลง
ความไม่แน่นอนและค่อนข้างสับสนสะท้อนจากผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. สัปดาห์ที่แล้ว
เกิดอาการ “เสียงแตก” ด้วย ‘มติ 4 ต่อ 3’ คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50%
แต่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าแนวโน้มจะไปในทางขึ้นดอกเบี้ย
อ่านระหว่างบรรทัดประโยคนี้จะเข้าใจว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า
ตอนหนึ่งของคำชี้แจงของ กนง. อ่านได้ความว่า
“นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากระดับปัจจุบัน จะมีความจำเป็นลดลงในระยะข้างหน้า”
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา คุณปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุมว่า คณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี
โดย 3 เสียงเห็นควรให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 เป็น 0.75 ต่อปี
กนง.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่อเนื่องและมีโอกาสฟื้นตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ จากอุปสงค์ในประเทศ และแรงส่งจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
ส่วนด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้เดิม จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันและการส่งผ่านต้นทุนที่มากและนานกว่าคาด
“เมื่อมองไปข้างหน้า การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับปัจจุบันจะมีความจำเป็นลดลง”
คำแถลงนั้นแจ้งต่อว่า
อย่างไรก็ดี เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องตามคาด กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ในการประชุมครั้งนี้
โดยจะติดตามพัฒนาการของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด
ส่วนกรรมการเสียงข้างน้อย 3 ท่านเห็นว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีความชัดเจนเพียงพอที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้
คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยจะขยายตัวในปี 2565 และ 2566 ที่ร้อยละ 3.3 และ 4.2 ตามลำดับ
เป็นผลจากการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวดีกว่าคาดมาก โดยเฉพาะในหมวดบริการ
รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการเปิดประเทศของไทยและต่างประเทศที่เร็วขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดแรงงานและรายได้ครัวเรือนมีสัญญาณปรับดีขึ้นตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง
ขณะที่การระบาดของ COVID-19 และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยจำกัด
อย่างไรก็ดี ต้องติดตามความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยเฉพาะผลกระทบจากต้นทุนและค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อการบริโภคภาคเอกชน
ประเด็นด้านอัตราเงินเฟ้อเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยต้องให้ความสนใจมากกว่าเดิม
เพราะบทวิเคราะห์ของ กนง. บอกว่าเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2565 และ 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6.2 และ 2.5 ตามลำดับ โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงเกินกรอบเป้าหมายตลอดปี 2565 ตามราคาพลังงานโลก และการส่งผ่านต้นทุนภายในประเทศที่สูงขึ้น และกระจายตัวในหมวดสินค้าหลากหลายขึ้น
แต่ประเมินว่ายังเป็นผลจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานเป็นสำคัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางไม่ได้ปรับสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป “มีความเสี่ยงมากขึ้น” จากราคาน้ำมันโลกที่มีโอกาสสูงกว่าที่ประเมินไว้ การส่งผ่านต้นทุนที่อาจมากและเร็วกว่าคาด และแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่อาจเร่งขึ้นตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
คณะกรรมการบอกว่าจะติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและการส่งผ่านต้นทุน รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด
คณะกรรมการประเมินว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีความชัดเจนขึ้น
จึงเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับปัจจุบันจะมีความจำเป็นลดลงในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ คณะกรรมการจะพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สอดคล้องกับแนวโน้มและความเสี่ยงของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป
ผ่านมาเพียงวันเดียว ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU ประเมินว่า กนง.คงทยอยขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ในทุกรอบการประชุม 3 ครั้งช่วงที่เหลือของปีนี้
และหนุนดอกเบี้ยนโยบายให้แตะ 1.25%
โดยคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งละ 0.25% ในทุกการประชุมที่เหลือของปี 2565 ซึ่งได้แก่ เดือนสิงหาคม กันยายน และพฤศจิกายน
ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับเข้าสู่ระดับก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสที่ 1.25% ณ สิ้นปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.50%
แต่โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้อาจลดลง ซึ่งขึ้นอยู่กับพัฒนาการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นสำคัญ
เช่น หากสงครามยูเครนดีขึ้นอย่างมีนัยจนนำไปสู่การลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นวงกว้าง และ/หรือรัฐบาลเพิ่มการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล อาทิ การปรับลดเพดานราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำกว่า 35 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยทำให้การส่งผ่านของต้นทุนลดลงและลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้ต่ำลง เป็นต้น
แต่ก็ยอมรับว่าสถานการณ์หลายอย่างยังนับว่ามีความท้าทายและมีความไม่แน่นอนอยู่มาก
ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสมือน “ทำสงครามกับพายุร้ายทางเศรษฐกิจ”
นั่นหมายถึงการมียุทธศาสตร์สงครามด้านเศรษฐกิจ...พร้อมทั้งรุกและรับ มี Economic War Room (EWR) ที่ระดมทรัพยากรและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทำ Operation ที่พร้อมจะโยกทรัพยากรทุกประเภทไปใน “แนวรบ” ที่สอดคล้องกับการรับกับการ “โจมตี” ของภัยคุกคามทางเศรษฐกิจที่มีมิติทั้งด้านความมั่นคง, สังคม, โลกร้อนและไซเบอร์ตลอดเวลา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


