เมื่อจีนย้ำกับมะกันว่า พร้อมรบถ้าไต้หวันแยกตัว

จะเรียกว่า “วิวาทะ” อย่างเผ็ดร้อนก็ได้ หรือจะถือว่าเป็นการ “แลกหมัด” ระหว่างฝ่ายความมั่นคงของจีนและสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมาก็ได้เช่นกัน

แต่เป็นดัชนีวัดความร้อนแรงของ 2 ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีความเกี่ยวโยงกับ “ระเบียบโลกใหม่” ได้เป็นอย่างดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีน เว่ย เฟิงเหอ เตือนสหรัฐฯ อย่าก้าวก่ายกิจการในประเทศและบีบคั้นจีนให้จนมุม

เพราะเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างกัน และนำไปสู่การเผชิญหน้าในการประชุมด้านความมั่นคงประจำปี แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ที่ประเทศสิงคโปร์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีน เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการใส่ร้ายป้ายสีและสกัดจีนหยุดการก้าวก่ายกิจการภายในของจีน

จีนย้ำว่าความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของทั้ง 2 ประเทศไม่สามารถยกระดับขึ้นได้จนกว่าฝั่งสหรัฐฯ จะทำตามเงื่อนไขดังกล่าว

รัฐมนตรีจีนบอกว่าไม่ว่าความพยายามของสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไร สหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางจีนจากความมุ่งมั่นในการต่อต้านการเป็นเอกราชของไต้หวัน

 “ประเทศไหนที่พยายามแบ่งแยกไต้หวันออกจากจีน จะถือว่าทำให้จีนไม่มีทางเลือก นอกจากจีนจะต่อสู้ทุกวิถีทาง และจะต่อสู้จนถึงที่สุด นี่คือทางเลือกเดียวของจีน...”

จีนย้ำว่าพร้อมจะทำสงครามหากไต้หวันพยายามจะแยกตัวออกจากจีน

 “แม้จะต้องแลกกับอะไรก็ยอม” คือจุดยืนหนักแน่นของปักกิ่ง

ท่าที รมต.เว่ย ของจีน เกิดขึ้นหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลอยด์ ออสติน ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ซึ่งอนุญาตให้มีการส่งอาวุธให้ไต้หวันเพื่อป้องกันตนเอง

จีนถือว่าเป็นการก้าวก่ายกิจการในประเทศโดยมหาอำนาจนอกภูมิภาค

การแลกเปลี่ยนวาทะร้อนแรงนี้เกิดขึ้นนอกรอบของการประชุมด้านความมั่นคงประจำปี Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์

เป็นการประชุมที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังเกิดการระบาดของโควิด

หัวข้อถกแถลงเน้นไปที่ความสัมพันธ์และความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงโครงการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และสงครามในยูเครน

อีกด้านหนึ่งที่สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มระดับขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ แห่งญี่ปุ่น เปิดเผยแผนที่จะส่งเสริมความสามารถทางทหารของประเทศ และช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล

นายกฯ คิชิดะ ระบุว่า “ยูเครนวันนี้อาจเป็นเอเชียตะวันออกในวันพรุ่งนี้”

เป็นคำกล่าวเชิงเปรียบเทียบเพื่อชี้ว่า ประเด็นของไต้หวันอาจกลายมาเป็นภัยคุกคามแบบปัจจุบันทันด่วนต่อความสันติสุขของเอเชียตะวันออก

ผู้นำญี่ปุ่นยังเปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลกรุงโตเกียวมีแผนที่จะจัดหาซื้ออาวุธต่อต้านการโจมตีใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือการโจมตีใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เขาเรียกสิ่งที่นำเสนอนี้ว่า Kishida’s Peace Vision หรือ “วิสัยทัศน์สำหรับสันติภาพของคิชิดะ”

ที่มีเป้าหมายช่วยเสริมสร้างงานด้านการทูตและความมั่นคงของญี่ปุ่น

ในจังหวะเดียวกันนั้น สื่อ Global Times กระบอกเสียงของรัฐบาลจีนออกมาวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดริเริ่มของญี่ปุ่นก่อนที่คิชิดะจะขึ้นกล่าวปราศรัย

บทนำนั้นบอกว่า “ญี่ปุ่นใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับ ‘การป้องกันวิกฤตเช่นเดียวกับวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ไม่ให้เกิดขึ้นในเอเชีย’ เพื่อปูทางให้กับความชอบธรรมสำหรับตนในการสมรู้ร่วมคิดกับนาโต และชักชวนให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเชื่อเช่นเดียวกันตน เพียงเพื่อพุ่งเป้าการโจมตีมายังจีน”

นอกจากประเด็นยูเครนแล้ว คิชิดะก็ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ซึ่งทำการยิงทดสอบขีปนาวุธมาแล้วถึง 18 รอบนับตั้งแต่ต้นปีมา เพื่อแสดงคลังสรรพาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของตนที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง

และยังแสดงความผิดหวังต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ไม่สามารถทำการใดๆ ต่อกรุงเปียงยางได้ เพราะสมาชิกบางประเทศ (คงหมายถึงจีนและรัสเซีย) สามารถใช้ออกเสียงยังยั้งมติได้

ประเด็นร้อนแรงที่กำลังถกเถียงกันอย่างหนักในญี่ปุ่น คือการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 2% ของประเทศเพื่อกิจการด้านทหาร

มองเห็นชัดว่าญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าพยายามที่จะก้าวให้พ้นเงาของสหรัฐฯ หลังจากที่ถูกรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยสหรัฐฯ ไม่จัดสรรงบทหารมานานนับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2

อีกประเด็นหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างแหลมคมระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมจีนและสหรัฐฯ ในที่ประชุมนี้คือสงครามยูเครน

รัฐมนตรีกลาโหมออสตินเรียกร้องให้จีนระงับการสนับสนุนด้านวัตถุใดๆ แก่รัสเซีย

จีนย้ำว่าปักกิ่งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่รัสเซียแต่อย่างใด

แต่ทั้ง 2 รัฐมนตรีก็ได้ย้ำถึงการสื่อสารที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นระหว่างกองทัพทั้ง 2 เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันระหว่าง 2 มหาอำนาจโลกที่กลายเป็นความขัดแย้ง

รัฐมนตรีเว่ยของจีนบอกว่า มีแนวคิดในการจัดตั้งกลไกการสื่อสารในภาวะวิกฤต เป็นไปได้ว่ากลไกเหล่านี้อาจมีอะไรที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในปลายปีนี้

ประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทยคือ การที่จะต้องปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

โดยที่ภาพของ “ระเบียบโลกใหม่” หลังสงครามยูเครนยังมีความไม่แน่นอนสูงอย่างยิ่ง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน