เมื่อวานผมนำเอาความเห็นของอดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ ชุย เทียนไข่ ที่วิพากษ์นโยบายสหรัฐฯ ต่อจีนอย่างตรงไปตรงมา เป็นข้อมูลให้เข้าใจว่าปักกิ่งมองวอชิงตันอย่างไร
เพื่อประเทศไทยจะได้วางยุทธศาสตร์ของเราต่อมหาอำนาจได้ถูกต้อง
เพราะมุมมองของยักษ์ใหญ่ต่อกันและกันมีความสำคัญต่อทิศทางของการเผชิญหน้าในวันข้างหน้าเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะหลังสงครามยูเครน เราจะเห็นการแบ่งขั้วของอำนาจโลกครั้งใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
วันนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่า “ระเบียบโลกใหม่” ที่ว่านี้จะมีหน้าตาและสาระอย่างไร
แต่ที่แน่ๆ คือความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะไม่ผ่อนเบาลงอย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน กับสี จิ้นผิง จะมีนัดหมายพบปะกันนอกรอบในเวทีระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนจุดยืนกันก็ตาม
แต่เมื่อเบอร์ 1 ไม่ยอมให้เบอร์ 2 ขึ้นมายืนเคียงข้างง่ายๆ เราก็จะเห็นว่า C 3 ตัวก็จะยังลงท้ายที่ตัวสุดท้าย
นั่นคือ Cooperation ความร่วมมือ
ตามด้วย Competition การแข่งขัน (ที่ควรจะเป็นการแข่งขันฉันมิตร)
แต่หากไม่บริหารความเห็นที่แตกต่างกันให้ดีก็จะกลายเป็น Conflict หรือความขัดแย้งที่หนักหน่วงและรุนแรงได้
แนวทางของผู้นำระดับสูงในสหรัฐฯ ถูกสะท้อนในความเห็นของนายพลสหรัฐฯ คนนี้พอสมควร
พลเอกเคนเนธ สตีเฟน วิลส์บาค (Kenneth Wilsbach) เป็นนายพลในกองทัพอากาศสหรัฐ เขาเป็นผู้บัญชาการ กองทัพอากาศสหรัฐแปซิฟิก; ผู้บัญชาการ กองบัญชาการอากาศ กองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา ฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาเบอร์-ฮิกแคม ฮาวาย
เขาเคยแสดงจุดยืนชัดแจ้งว่าจีนมีเป้าประสงค์หลักคือการมายืนตระหง่านเป็นมหาอำนาจ "แต่ผู้เดียว" ของโลก
และปักกิ่งมีความมุ่งมั่นที่จะมาแทนที่สหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศอย่างปราศจากความสงสัย
นายพลคนนี้ออกคำเตือนพันธมิตรในย่านอินโด-แปซิฟิกว่า
“จีนไม่เชื่อในระบบที่จะมีมหาอำนาจหลายเจ้า พวกเขาเชื่อว่าเบอร์หนึ่งต้องมีประเทศเดียว และนั่นคือจีน...”
นายพล Wilsbach บอกว่าผู้นำจีนวันนี้ต้องการหวนคืนสู่ยุครุ่งเรืองของจักรวรรดิจีน ที่ซึ่งทุกคนเป็นรัฐข้าราชบริพาร และทุกคนต้องสวามิภักดิ์ต่อองค์จักรพรรดิ
“และตอนนี้จักรพรรดิก็คือพรรคคอมมิวนิสต์จีน”
ถ้อยคำเตือนจากนายพลวิลส์บัคเมื่อเร็วๆ นี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากกองกำลังมาเลเซียสกัดกั้นเครื่องบินกองทัพปลดแอกประชาชนจีน 16 ลำ
จีนปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าเครื่องบินรบจากกองทัพอากาศจีนไม่ได้ละเมิดน่านฟ้ามาเลเซีย
แต่นายพบอเมริกันผู้นี้ก็ชี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างล่าสุดของความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลปักกิ่งและรัฐบาลเพื่อนบ้าน
เพราะจีนกำลังดำเนินคดีกับข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์
ในขณะที่กองทัพปลดแอกของจีนส่งสัญญาณเตือนให้ไต้หวันได้ตระหนักถึงภยันตรายที่จะคบกับโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ
“เราต้องเตรียมตัวเองสำหรับการคำนวณผิดทั่วทั้งภูมิภาคเมื่อเรามีกิจกรรมเหล่านี้ เพราะเราไม่ควรจะละเมิดน่านฟ้าของประเทศอื่น” นายพล Wilsbach วิเคราะห์ให้นักข่าวฟัง
คำว่า “คำนวณผิด” หรือ miscalculation มีความสำคัญในภาษายุทธการทหาร
เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประเมินตัวเองสูงไป และประเมินอีกฝ่ายหนึ่งต่ำไป “อุบัติเหตุ” ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ
อันอาจจะนำไปสู่เหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจจะรวมถึงการปะทะกันจนกลายเป็นสงคราม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยระบุว่าการแข่งขันกับจีนเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่างประเทศของวอชิงตัน
พรรคใหญ่ 2 พรรคของสหรัฐฯ คือ Democrat และ Republican มีความเห็นค่อนข้างจะสอดคล้องกันว่าปักกิ่งเป็นตัวแทนของภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์ระยะยาวต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
นักการเมืองของทั้ง 2 พรรคต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้เงินมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ในปีนี้เพื่อเป็นเงินทุนให้กับโครงการ Pacific Deterrence Initiative ที่ร่างไว้ต่อรัฐสภาโดยพลเรือเอก Philip Davidson ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ในขณะนั้น
ด้วยคำเตือนว่า จากนี้ถึงปี 2026 เป็นกรอบเวลาที่จีน” อาจมองเห็นโอกาสที่จะบุกไต้หวัน”
ส.ส. Ami Bera พรรคเดโมแครตแห่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรในเอเชียตอกย้ำว่า
“เวลานี้คือจังหวะที่เราต้องใส่งบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายที่สำคัญนี้”
เขาย้ำว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ผู้บัญชาการทหาร และพันธมิตรของเราในภูมิภาคได้บอกกับสภาคองเกรสว่า การเพิ่มการลงทุนความร่วมมือด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในภูมิภาค และปรับท่าทีของกองทัพสหรัฐฯ มีความสำคัญอย่างมากต่อขีดความสามารถและการรุกรานทางทหารที่เพิ่มขึ้นของจีน”
จีนอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ โดยสหรัฐมองว่าเป็นการขัดต่อการปกครองระหว่างประเทศ และการอ้างอธิปไตยของพันธมิตรสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้
วอชิงตันมองว่าจีนยังได้สะสมคลังอาวุธขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง และมีเจตนาชัดเจนที่ต้องการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากน่านน้ำสำคัญๆ ในกรณีที่เกิดวิกฤต
ผู้นำสหรัฐฯ ทั้งในทำเนียบขาวและสภาคองเกรสต่างก็เห็นพ้องกันว่าจีนมีความมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะสหรัฐฯ ได้ในอนาคตอันใกล้นี้
จึงมีความจำเป็นที่อเมริกาจะต้องปรับตำแหน่งกองกำลังสหรัฐในภูมิภาคนี้ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
นายพล Wilsbach ยืนยันว่า “ความไว้วางใจของเราต่อจีนต่ำมาก”
“ความไม่ไว้วางใจของเรารวมกับของพันธมิตรกำลังผลักดันให้เราต้องตระหนักว่าเราต้องรู้ว่าจีนกำลังทำอะไรอยู่กับกองทัพของจีน...”
“ไม่ต้องการความประหลาดใจใด ๆ”
ความหมายคือสหรัฐฯ มองจีนด้วยความระแวงตลอดเวลา และมีความจำเป็นอย่างสูงที่อเมริกากับพันธมิตรในย่านนี้ต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ทุกๆ ด้าน
เพราะไม่ต้องการ “เซอร์ไพรส์” จากจีนที่มะกันคาดไม่ถึง...อันหมายถึงความพ่ายแพ้ต่อเกมของมังกรพ่นไฟแน่นอน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


