หวังอี้-บลิงเคนแลกกัน (มากกว่า) คนละหมัด!

เจอกันแล้วครับ...รัฐมนตรีต่างประเทศจีนกับอเมริกา...และวาทะของทั้งสองฝ่ายแหลมคมไม่แพ้กัน

การพบปะระหว่าง 2 ฝ่ายที่ยาวถึง 5 ชั่วโมง และเป็นการเจอหน้ากันครั้งแรกนับจากเดือนตุลาคมปีก่อน

เวทีที่ให้ทั้ง 2 คนเจอกันตัวเป็นๆ ในตำแหน่งรัฐมนตรีคือที่บาหลี, อินโดนีเซีย

รัฐมนตรีต่างประเทศของ G-20 มาพบกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อปูทางสำหรับการประชุมสุดยอดระดับผู้นำในปลายปีนี้

บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนระหว่าง 2 คนนี้เป็นอย่างไร?

ผมอ่านถ้อยแถลงจากทั้งสองฝั่งแล้วก็สรุปได้ว่าแลกหมัดกันอย่างหนักหน่วง

ที่ซ่อนไว้ในภาษาการทูตที่ไม่ต้องการให้กลายเป็น “สงครามน้ำลาย” ในที่สาธารณะ

หวัง อี้ มุขมนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศจีน และแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้พูดคุยกันอย่าง "เป็นรูปธรรมและสร้างสรรค์" เกี่ยวกับจีน-สหรัฐฯ

กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่าความสัมพันธ์และประเด็นสำคัญระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคที่เป็นปัญหาร่วมกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ภาษาทางการฝ่ายจีนบอกว่า ผลของการเจอกันครั้งนี้เป็นการสื่อสารที่ "ละเอียดถี่ถ้วน เจาะลึก ตรงไปตรงมา และยาวนาน" ช่วยส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน และลดความเข้าใจผิดและการตัดสินที่ผิดระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย และปูทางสำหรับการแลกเปลี่ยนระดับสูงในอนาคตระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

หวังอี้กล่าวว่า เหตุผลพื้นฐานคือการรับรู้ของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน และนโยบายที่สอดคล้องกันของจีน “ได้เบี่ยงเบนไปจากแนวทางที่ถูกต้อง”

หวังอี้เน้นย้ำว่าจีนเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือแบบ win-win เป็นหลักการ 3 ประการ ในการพัฒนาจีน-สหรัฐฯ ความสัมพันธ์

รัฐมนตรีต่างประเทศจีนบอกว่า เนื่องจากสหรัฐฯ ให้คำมั่นที่จะไม่เปลี่ยนระบบของจีน สหรัฐฯ จึงควรเคารพเส้นทางของลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะแบบจีนที่คนจีนเลือกไว้ รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าว

เนื่องจากสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะไม่แสวงหาสงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน สหรัฐฯ จึงควรละทิ้งแนวความคิดเกี่ยวกับสงครามเย็น และแนวความคิดเกี่ยวกับเกมที่มีผลรวมเป็นศูนย์ เขากล่าวเสริม

เนื่องจากสหรัฐฯ สัญญาว่าจะไม่สนับสนุน "เอกราชของไต้หวัน" จึงควรหยุดบิดเบือนนโยบายจีนเดียว เขากล่าว

นอกจากนี้ จีนยังได้เสนอรายชื่อ 4 รายการให้กับสหรัฐอเมริกา ได้แก่

รายการการกระทำผิดกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ต้องยุติ

รายการคดีสำคัญๆ ที่จีนมีความกังวล

รายการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจีนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญต่อจีน

และรายการ 8 ด้านของความร่วมมือของจีน-สหรัฐฯ

ด้านบลิงเคนสรุปนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนว่าอเมริกาไม่แสวงหาสงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน

ไม่มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงระบบของจีน

ไม่ท้าทายสถานะการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

และไม่มีการสนับสนุน "เอกราชของไต้หวัน"

วอชิงตันบอกว่า ผลจากการพบปะกันครั้งนี้ทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุฉันทามติในการผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เพิ่มเติมจากการปรึกษาหารือระหว่างจีน-สหรัฐฯ          คณะทำงานร่วมบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันและตอบแทนซึ่งกันและกัน

และตกลงที่จะกลับมาดำเนินการแลกเปลี่ยนและปรึกษาหารือระหว่างบุคคล

และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสาธารณสุข

ทั้ง 2 ฝ่ายยังได้เสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาของยูเครนและสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี

บลิงเคนบอก หวัง อี้ ว่าการสนับสนุนสงครามของรัสเซียในยูเครนทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน “ซับซ้อนขึ้นไปอีก”

จากเดิมที่มีข้อขัดแย้งในประเด็นอื่นๆ อยู่แล้ว

หวัง อี้ ตำหนิสหรัฐว่าเป็นฝ่ายทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลง

อีกทั้งยังตำหนินโยบายของสหรัฐมีสภาพตกราง เพราะการรับรู้มาผิดๆ ว่าจีนเป็นภัยคุกคาม

หวัง อี้ บอกว่ามีบางฝ่ายเชื่อว่าสหรัฐอเมริกามีความหวาดผวาจีน

เขาเตือนอเมริกาว่าถ้ายังปล่อยให้ความเชื่อเช่นนี้ขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ นโยบายสหรัฐที่มีต่อจีนจะไปถึงจุดที่ไปต่อไม่ได้ และเป็นทางตัน

บลิงเคนตอบโต้ว่าอเมริกามีความกังวลถึงการเป็นแนวร่วมของจีนกับรัสเซีย

เขาบอกนักข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า “ผมคิดว่าจีนวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งนี้ได้ยาก”

ก่อนหน้านี้ อเมริกาเรียกร้องให้จีนประกาศไม่สนับสนุนรัสเซียบุกยูเครน

แต่ก็ไร้ผล

ความไม่ลงรอยระหว่าง 2 ยักษ์มีประเด็นหลากหลายอยู่แล้ว

แต่เกิดแรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อสำนักงานสืบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ (FBI) ของสหรัฐกับหน่วยข่าวกรองเอ็มไอไฟว์ (MI5) ของอังกฤษนัดแถลงร่วมกันว่า

โลกต้องระวังภัยคุกคามจากจีน โดยย้ำที่ข้อกล่าวหาว่าปักกิ่ง "ขโมยเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้แข่งขันกับตะวันตก"

ผอ. FBI คริสโตเฟอร์ เรย์ กล่าวหาว่าจีนจารกรรมและแฮ็กข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป

และซัดหมัดตรงว่ารัฐบาลจีนเป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุดในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ และสหรัฐฯ กับอังกฤษ รวมทั้งพันธมิตรในยุโรปและชาติอื่นๆ

ผอ.ของ MI5 เคน แมคคอลลัม ย้ำว่ารัฐบาลจีนและแรงกดดันที่ซ่อนอยู่ทั่วโลกเป็น “ความท้าทายสำคัญที่สุด” ที่ตะวันตกกำลังเผชิญอยู่

มีหรือที่จีนจะอยู่นิ่งเฉย

นายจ้าว หลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เปิดแถลงตอบโต้ ว่านักการเมืองสหรัฐจงใจโจมตีจีนให้เสื่อมเสีย

และย้อนเกล็ดว่า “ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสหรัฐเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาของโลก”

โฆษกฝีปากกล้าของจีนเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหรัฐหันมาปรับมุมมองให้ถูกต้อง โดยตระหนักถึงวัตถุประสงค์และความสมเหตุสมผลในการพัฒนาของจีน

รวมทั้งขอให้หยุดพูดเท็จและคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบ

และเรียกร้องให้ ผอ.ข่าวกรองอังกฤษออกจากเงามืดมาสู่มุมสว่าง ไม่คิดเอาแต่ผลประโยชน์และคิด “ที่จะเป็นศัตรูในจินตนาการ”

ผมสงสัยจริงๆ ว่าเมื่อแลกหมัดกันอย่างนี้...จะมีโอกาส “ร่วมมือและแข่งขันอย่างสร้างสรรค์” หรือ?.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน