
สกอตแลนด์ ดินแดนเกิดของ “เจมส์ วัตต์” ผู้พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำสำเร็จในปี ค.ศ.1776
อันนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักรที่เริ่มต้นในคริสต์ทศวรรษที่ 1780
เป็นผลทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เริ่มต้นอย่างจริงจังเช่นกัน
และการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 26 หรือ COP26 ก็กำลังจัดขึ้นในสกอตแลนด์ของสหราชอาณาจักรอยู่พอดี
มีกลุ่มผู้ชุมนุมในเมืองกลาสโกว์ สถานที่จัดประชุม ถือป้ายขนาดใหญ่เรียกร้องต่อบรรดาผู้นำโลก “COP26 : WALK THE WALK” อันมีความหมายประมาณว่า “จงกระทำ” เป็นวลีตรงข้ามกับคำว่า Talk the Talk ที่มักใช้เย้ยหยันนักการเมืองหรือพวกที่ดีแต่พูด
อีกวลีที่ได้ยินบ่อยคือ Walk the Talk พูดอะไรไว้ก็ต้องทำตามที่พูด มีความหมายใกล้เคียง Walk the Walk ใช้ได้กับนักการเมืองและคนทั่วไปที่เดินตามเส้นทางที่ได้ให้คำมั่นสัญญาหรืออวดอ้างกับผู้อื่นไว้ วลีนี้มีความหมายคล้ายๆ Practice what you preach หรือสั่งสอนคนอื่นไว้อย่างไรก็ควรทำอย่างนั้นด้วย และ Walk it like you talk it ทำให้เหมือนที่พูดไว้
ทว่ายังไม่ทันจะเริ่มต้นการประชุม COP26 “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้บอกให้ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเร่งปั๊มน้ำมันขึ้นมา หวังจะแก้ปัญหาน้ำมันราคาแพง จากนั้นในการประชุมสุดยอด “จี 20” ที่อิตาลี ไบเดนกล่าวว่า “เรามีเวลาไม่มากแล้ว เราต้องลดการเผาไหม้น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน ซึ่งกำลังคุกคามมนุษยชาติอย่างแท้จริง”

สถานีไฟฟ้าแดรกซ์ในยอร์กเชียร์เหนือ สหราชอาณาจักร ใช้พลังงานถ่านหินและชีวมวล (ภาพจาก eandt.theiet.org)
ในภาษาอังกฤษอาจเรียกพฤติกรรมการพูดไม่อยู่กับร่องกับรอย พูดอย่างทำอย่าง หรือพวกเสแสร้ง การกระทำย้อนแย้งว่า Hypocrite
นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร “บอริส จอห์นสัน” เคยพูดกระแนะกระแหนทุ่งกังหันลมว่าแทบจะไม่มีพลังพอที่จะพัดให้พุดดิ้งข้าวปลิวกระจายได้ ล่าสุดได้ประกาศเป้าหมายการลดโลกร้อนออกมาอย่างจริงจัง นักวิเคราะห์บอกว่า คงเป็นเพราะ “แคร์รี จอห์นสัน” ภรรยาวัยเอ๊าะคนที่ 3 ของเขาเป็นนักรณรงค์ต่อต้านการใช้พลาสติกนั่นเอง ถือเป็น Hypocrisy ในแง่ดี
สหราชอาณาจักรตั้งเป้าปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2050 และเพื่อให้เป็นข่าวดังไปทั่วโลก “บอริส จอห์นสัน” ได้ประกาศอย่างแข็งขันดังนี้
- หยุดจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลงเบนซินและดีเซลภายในปี ค.ศ.2030
- เลิกโรงงานไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติภายในปี ค.ศ.2035
- เลิกการจำหน่ายระบบทำความร้อนภายในบ้านที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี ค.ศ.2035
แต่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสภาพภูมิอากาศโลกยังตำหนิจอห์นสันว่าไม่ได้นำเสนอโรดแมปแนวทางปฏิบัติเพื่อการบรรลุเป้าหมาย และว่าที่ผ่านมาสหราชอาณาจักรล้มเหลวในการสนับสนุนงบประมาณในหลายโครงการที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาด นอกจากนี้ยังไม่มีทางออกหรือคำแนะนำแก่ผู้ที่อยู่ในภาคเกษตรในการปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โครงการพลังงานสะอาดบางโครงการถูกต่อต้านจากคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้างทุ่งกังหันลมบนฝั่ง เพราะข้อเสนอที่รัฐมอบให้ไม่ดึงดูดใจเพียงพอ นอกจากนี้การสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ๆ ก็กำลังประสบปัญหา
อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรคือประเทศแรกในโลกที่มีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการออกพระราชบัญญัติ Climate Change Act เมื่อปี ค.ศ.2008 อีกทั้งรัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการ Climate Change ขึ้นมาโดยเฉพาะ
การริเริ่มของสหราชอาณาจักรทำให้มีหลายประเทศในยุโรปเดินตาม มีการออกกฎหมายและนโยบายในลักษณะใกล้เคียงกัน อาทิ สวีเดน และเยอรมนี
ผลของอุตสาหกรรมพลังงานลมจากทุ่งกังหันนอกชายฝั่งของสหราชอาณาจักร ทำให้พวกเขาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไปได้ถึง 44 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับระดับของปี ค.ศ.1990 และมีเป้าหมายจะลดลงให้ได้ขั้นต่ำ 68 เปอร์เซ็นต์ภายในปี ค.ศ.2030
จากในอดีตที่ท้องฟ้าอังกฤษเหมือนถูกทาด้วยสีดำ สีเทา เพราะฝุ่นควันจากโรงงานอุตสาหกรรม แม่น้ำสกปรกและเต็มไปด้วยสารพิษจากถ่านหิน เวลานี้อังกฤษผลิตไฟฟ้าจากพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ส่วนมากมาจากพลังงานลม
พระราชบัญญัติ Climate Change Act กำหนดให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในปี ค.ศ.2050 ซึ่งผ่านสภาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 463 ต่อ 5 เสียง แม้จะมีความพยายามขัดขวางจากบรรษัทน้ำมันและยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน เช่น บีพี และเชลล์
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในสหรัฐอเมริกา เพราะทุกครั้งจะถูกล็อบบี้อย่างหนักจากผู้มีส่วนได้เสีย ล่าสุดแม้แต่วุฒิสมาชิก “โจ แมนชิน” ที่กำลังโด่งดังก็กระโดดเข้าขวาง เขาผู้นี้เป็น ส.ว.จากพรรคเดโมแครตที่มีความเป็นอนุรักษนิยมสูง และที่สำคัญแมนชินได้รับการสนับสนุนทางการเงินในการเลือกตั้งจากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมถ่านหินและพลังงานฟอสซิล
คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐกำลังตรวจสอบบทบาทของอุตสาหกรรมพลังงานกรณีบิดเบือนข้อมูลเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้แหล่งพลังงานสะอาดอย่างเชื่องช้า เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้บริหารของยักษ์ใหญ่พลังงานเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการไปในทิศทางเดียวกัน คือน้ำมันและก๊าซยังคงมีความจำเป็นต่อไปอีกพักใหญ่ในอนาคต
“เรายังไม่มีทางเลือกพลังงานที่สามารถเทียบเทียมได้กับที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน” คือคำพูดของซีอีโอเอ็กซอนโมบิล
และในขณะที่คณะกรรมาธิการพยายามเค้นเอาคำมั่นสัญญาจากบรรษัทน้ำมันว่าจะลดการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซได้เมื่อไหร่ ช่วงเวลาเดียวกันนี้ประธานาธิบดีไบเดนกลับขอให้บรรษัทน้ำมันเพิ่มกำลังการผลิต
วิทยานิพนธ์ พ.ศ.2548 โดย “มัชฌิมา กุญชรานุสสรณ์” เรื่อง “สหรัฐอเมริกากับพิธีสารเกียวโต : บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์กับความร่วมมือต่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม” บทคัดย่อระบุว่า
“...พิธีสารเกียวโตเป็นความร่วมมือภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ พิธีสารดังกล่าวกำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมมีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและทุกประเทศมีข้อผูกพันตามกฎหมายในอันที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงแห่งพิธีสารนี้
“สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ได้ร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโตเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.1998 แต่รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีคลินตันไม่ได้เสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาคองเกรสแต่อย่างใด โดยกล่าวว่าจะนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาก็ต่อเมื่อได้รับการยืนยันจากประเทศกำลังพัฒนาในการเข้าร่วมโครงการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโตเช่นเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมเสียก่อน
“ในปี ค.ศ.2001 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ขึ้นดำรงตำแหน่ง ได้ให้ฝ่ายบริหารทำการหารือในระดับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับนโยบายทางด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งฝ่ายบริหารได้ออกแถลงการณ์ว่าพิธีสารเกียวโตเป็นนโยบายที่ไม่สามารถปฏิบัติจริงได้ และในเดือนมิถุนาย ค.ศ.2001ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็ได้ออกมาแถลงนโยบายประเด็นพิธีสารเกียวโตว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่เข้าร่วมในพิธีสารดังกล่าวทั้งๆ ที่มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมลงนามและให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโตแล้ว 140 กว่าประเทศ
“จากการศึกษาพบว่า กลุ่มผลประโยชน์โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมน้ำมันมีบทบาทอย่างมากในการพยายามชักจูงรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในการดำเนินนโยบายในประเด็นพิธีสารเกียวโต ทำให้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมน้ำมันมีบทบาทอย่างมากในทางการเมืองสหรัฐอเมริกา และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา”
องค์กร Our World in Data ได้รวบรวมข้อมูลการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าชาติใดเป็นผู้สร้างปัญหาให้กับโลกและควรแสดงความรับผิดชอบในการแก้ปัญหา โดยได้คำนวณตัวเลขย้อนไปถึงปี ค.ศ.1751 และบวกเพิ่มเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ.2017 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมารวมกันทั้งโลกมีประมาณ 1.5 ล้านล้านตัน ทีมงานรวบรวมข้อมูลพบสิ่งที่น่าสนใจดังนี้
- ตั้งแต่ ค.ศ.1751 จนถึง 1950 ครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกมาจากทวีปยุโรป ส่วนใหญ่แล้วปล่อยโดยสหราชอาณาจักร ซึ่งจนถึงปี ค.ศ.1882 มากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซสะสมของโลกมาจากสหราชอาณาจักร
- การปล่อยคาร์บอนของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วใน 1 ศตวรรษที่ผ่านมา และเพียง 50 ปีหลังเท่านั้นที่อเมริกาใต้ เอเชีย และแอฟริกา เข้ามาเพิ่มสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนของโลกทั้งหมด
- จนถึงทุกวันนี้สหรัฐปล่อยคาร์บอนสะสม 416 พันล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของโลก มากกว่าจีนที่ปล่อยสะสม 235 พันล้านตันถึง 2 เท่า โดยที่สหรัฐมีประชากรน้อยกว่าจีนประมาณ 4 เท่า
- สหภาพยุโรปที่มี 28 ประเทศรวมกัน ปล่อยคาร์บอนสะสม 22 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ส่วนประเทศที่ปล่อยมากในปัจจุบัน เช่น อินเดียและบราซิล ไม่ใช่ผู้ครองสัดส่วนสำคัญเมื่อนับสะสมตลอด 266 ปี ขณะที่แอฟริกาปล่อยสะสมน้อยกว่า 0.01 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก
- แม้อังกฤษจะปล่อยคาร์บอนก่อนใคร ปล่อยสะสม 78 พันล้านตัน มากกว่าประเทศไทยเกิน 10 เท่า แต่ในปัจจุบันปริมาณคาร์บอนที่พวกเขาปล่อยออกมาคิดเป็นสัดส่วน 1 เปอร์เซ็นต์ของโลกเท่านั้น กฎหมาย นโยบาย และมาตรการใดๆ ที่อังกฤษออกมาจึงไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกมากนัก
- ถึงจีนจะปล่อยคาร์บอนสะสมน้อยกว่าสหรัฐอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ปัจจุบันจีนปล่อยออกมาราว 30 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ก็ควรมีส่วนต้องรับผิดชอบและเร่งแก้ไขอยู่ดี เพราะก๊าซที่ปล่อยวันนี้จะอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกนานหลายร้อยปี และจะมีส่วนทำร้ายผู้คนในอนาคตในสัดส่วนที่สูงเช่นกัน
การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นที่อังกฤษ ก่อนข้ามไปยุโรป และสหรัฐ พวกเขาปล่อยคาร์บอนสู่โลกมากกว่าชาติอื่นรวมกัน แม้แต่ออสเตรเลียยังปล่อยคาร์บอนมากกว่าไทย 2.5 เท่า แต่ประชากรน้อยกว่าเกือบ 3 เท่า
ชาวตะวันตกพัฒนา เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ รับอานิสงส์ก่อนชาติอื่นๆ ในโลกนี้ แถมยังมีแต้มต่อจากการใช้แรงงานทาส การล่าอาณานิคม ปล้นเอาทรัพยากรของคนท้องถิ่น บางการกระทำดำเนินมาจนถึงยุคปัจจุบัน
มาตรการเดินไปสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์เพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจากยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในปี ค.ศ.2030 จึงควรเริ่มที่ชาติต้นตอเหล่านี้ทันที แล้วชาติกำลังพัฒนาก็คงปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไขข้อแม้ เพียงแค่อยากดูว่าชาติตะวันตก เป็นพวก Walk the Walk ของจริง
ไม่ใช่ Talk the Talk อย่างที่เป็นมาช้านาน.
อ้างอิง
- ourworldindata.org/contributed-most-global-co2
- tnrr.in.th/?page=result_search&record_id=275200
nytimes.com/2021/11/01/world/europe/britain-climate-change.html
- nytimes.com/2021/11/01/climate/biden-oil-gas-cop26.html
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วาทกรรมครอบงำสาวกผู้ภักดี
สังคมยุคนี้เขาเรียกกันว่าเป็น “สังคมข่าวสาร” เป็นสังคมที่มีการแข่งขันทางการเมืองใช้ “ข่าว” มากกว่า “เงิน” ดังนั้น คนที่ต้องการชัยชนะทางการเมืองจะต้องเก่งด้านการข่าวในทุกๆ มิติ 1)
ความเปลี่ยนแปลงกับ...'ระบอบสีน้ำเงิน'
คงต้องยอมรับว่า...โลกทั้งโลก มันกำลังเคลื่อนเข้าสู่ จุดเปลี่ยน แบบถนัดชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที จะเปลี่ยนเพราะแรงเหวี่ยง แรงสวิง จากความขัดแย้ง ไม่คิดประนีประนอมยอมความ
ปรับแก้เอกสารความร่วมมือ 'ไทย-สหรัฐฯ'
ต้องบอก "สำนักปทุมวัน" ชั่วโมงนี้ "ดรามา" เข้ารัวๆ ตั้งแต่ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ออกหนังสือด่วนที่สุดถึง รอง ผบ.ตร., จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า
ผลของพฤหัสบดีจรเข้าเดินในราศีกรกฎต่อคนทุกลัคนาราศี-ตอนที่สี่
ในทางโหรพฤหัสบดี (๕) เป็นหัวหน้าดาวดี หรือศุภเคราะห์ดวงใหญ่ ที่ทางโหราศาสตร์ยกย่องว่ามีคุณูปการมาก เป็นดาวที่คอยบันดาลให้มนุษ
เล่นการเมืองเพื่อใคร
ในสังคมประชาธิปไตย เมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จแล้ว ก็จะมีพรรคที่ชนะจัดตั้งรัฐบาล โดยรวมเสียงพรรคต่างๆ เข้าด้วยกันให้มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ในสภา และต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งมากพอสมควร
สิ่งสำคัญในการ'ฟื้นฟูชาติ'
ความพยายามฟื้นฟูประเทศจีน...ให้กลับมาเป็น ชาติที่ยิ่งใหญ่ อีกครั้ง หรือที่ผู้นำจีน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ท่านเรียกว่า The Great Rejuvenation of the Chinese Nation

