สำหรับจีนและอเมริกา : ‘ชิป’ จากไต้หวันจะ ‘หาย’ ไม่ได้!

สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ลงนามในกฎหมาย CHIPS and Science Act ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งมิติของการแข่งขันแย่งชิงอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจ

เพราะกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นศักยภาพทางการแข่งขันของสหรัฐฯ ต่อประเทศจีน

ด้วยการจัดสรรงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการผลิตชิปคอมพิวเตอร์และการวิจัยด้านเทคโนโลยี

ไบเดนบอกย้ำว่า "ด้วยกฎหมายฉบับนี้ สหรัฐฯ ต้องเป็นผู้นำโลกในด้านการผลิตชิปคอมพิวเตอร์สมัยใหม่”

ลุงโจเน้นว่านี่คือการลงทุนครั้งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในยุคนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจและปกป้องความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

ไบเดนหาเรื่องจีนอีกครั้งด้วยการบอกนักข่าวว่า รัฐบาลจีนได้พยายามล็อบบี้ภาคธุรกิจในอเมริกาให้ต่อต้านกฎหมายฉบับนี้

ความหมายคือ ไบเดนต้องการจะบอกว่าจีนกลัวสหรัฐฯ จะพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้เร็วกว่าจีน

เป็นเพราะความเชื่ออย่างนี้ในรัฐสภาอเมริกาหรือเปล่าที่ร่างกฎหมาย CHIPS and Science Act มูลค่า 280,000 ล้านดอลลาร์ สามารถผ่านการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ด้วยคะแนน 243-187 และผ่านวุฒิสภาด้วยคะแนน 64-33 เสียง

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ กฎหมาย CHIPS Act จัดให้มีงบลงทุน 52,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและผลิตชิปคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ

แน่นอนว่าเป้าหมายคือการช่วยเพิ่มความสามารถของการแข่งขันของสหรัฐฯ กับประเทศที่ปัจจุบันเป็นผู้เล่นรายใหญ่อยู่ คือ จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้

ถือได้ว่าสหรัฐฯ เองเพิ่งจะตระหนักถึงความล้าหลังของตนในเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป

เอกชนอเมริกาขานรับทันที

บริษัท Micron ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศแผนลงทุน 40,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายการผลิตทันที

บริษัท Qualcomm และ GlobalFoundries ก็ประกาศเตรียมขยายการลงทุนด้วยการสร้างโรงงานผลิตชิปฯ ในรัฐนิวยอร์ก มูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์

อาการ “ถดถอย” ของสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมด้านนี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขส่วนแบ่งตลาด

ตลาดชิปคอมพิวเตอร์โลกของสหรัฐฯ ลดลงจาก 37% เมื่อปี ค.ศ.1990 เหลือเพียง 12% วันนี้

นั่นก็เป็นเพราะรัฐบาลอื่นๆ ได้เสนอผลประโยชน์จูงใจให้กับบรรดาผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ในประเทศนั้น

สถิติล่าสุดบอกว่าจีนครองส่วนแบ่งในตลาดชิปคอมพิวเตอร์โลกที่ 24% รองลงมาคือ ไต้หวัน (21%) เกาหลีใต้ (19%) และญี่ปุ่น (13%

สังเกตเห็นได้ว่าตอนที่ แนนซี เพโลซี ไปเยือนไต้หวันเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เธอขอเจอนายมาร์ก หลิว ประธานบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. หรือ TSMC

เธอเล่าให้ผู้บริหารระดับสูงสุดของบริษัทนี้ว่า อเมริกากำลังจะผ่านกฎหมาย CHIPS and Science Act

และชักชวนให้ไปตั้งและขยายกำลังการผลิตของโรงงานที่อเมริกา

TSMC กำลังสร้างโรงงานชิปมูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรัฐแอริโซนา ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตขั้นสูงแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

สะท้อนถึงความกังวลของอเมริกาต่อความสามารถของตนในการสร้างความมั่นคงด้านนี้

พูดง่ายๆ คือ อเมริกากลัวว่าหากเกิดเรื่องตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน ก็จะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

เพโลซีไม่ได้คุยกับ TSMC ของไต้หวันเท่านั้น พอเธอแวะเกาหลีใต้ก็นัดหมายพูดคุยกับผู้บริหารบริษัทที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่กรุงโซลด้วยเช่นกัน

เห็นได้ว่า “ชิป” มีความสำคัญสำหรับอเมริกาและประเทศอื่นๆ อย่างไร

เพราะเซมิคอนดักเตอร์เป็นเสมือน “สมอง” ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน เซิร์ฟเวอร์ศูนย์ข้อมูล หรือซูเปอร์คอมพิวเตอร์                 และยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการสร้างอาวุธ รวมถึงยุทโธปกรณ์ เช่น เครื่องบินรบ F-35 ของอเมริกาอีกด้วย

 ลึกๆ แล้วสหรัฐฯ กลัวว่าถ้าจีนบุกไต้หวัน หนึ่งในเป้าหมายก็อาจจะเป็นการยึด TSMC เพื่อควบคุมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดในโลก

แต่ประธาน TSMC ก็ออกมายืนยันว่า “ไม่มีใครสามารถใช้กำลังมาควบคุม TSMC ถ้าคุณใช้กำลังทหารหรือบุกมายึดเรา ก็เท่ากับว่าคุณจะทำให้โรงงาน TSMC ไม่สามารถเดินหน้าได้...”

พร้อมกับสำทับว่า กระบวนการผลิตชิปนั้น “มีความซับซ้อน” ไม่น้อย

ไต้หวันเป็นผู้รับผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก เพราะมีส่วนแบ่งถึง 64% ของรายได้จากการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก TSMC ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของไต้หวัน และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลิตชิปล้ำสมัยที่สุดให้แก่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างเช่น Apple, Qualcomm และ Nvidia ขณะที่เกาหลีใต้คือผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 รองจากไต้หวัน

ช่วงหลังนี้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์พุ่งสูงขึ้น การส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์จึงครองสัดส่วนเกือบ 40% ของการส่งออกทั้งหมดของไต้หวัน และครองสัดส่วน 15% ของ GDP ไต้หวัน

จึงเข้าใจได้ว่าทำไมมาตรการลงโทษทางการค้าต่างๆ ที่จีนกระทำต่อไต้หวันในช่วงความตึงเครียดนี้จึงไม่มี “ชิป” อยู่ด้วย

เพราะจีนมีความต้องการใช้เซมิคอนดักเตอร์อย่างมาก

แม้จีนจะมีบริษัทผลิตชิปเองคือ SMIV แต่บริษัทนี้ก็มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 10% เท่านั้น

แปลว่าจีนต้องพึ่งพาการผลิตชิปจากต่างประเทศ หรือบริษัทต่างชาติที่ตั้งโรงงานในจีนอีกมาก

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ สี จิ้นผิง ได้ประกาศให้ความสำคัญกับการสร้างอุตสาหกรรมด้านนี้ของจีนเองอย่างคึกคักตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ในการบริหารยุทธศาสตร์ว่าด้วยความขัดแย้งของจีนกับไต้หวันและสหรัฐฯ นั้น “ชิป” จึง “หาย” ไปจากสมการไม่ได้เป็นอันขาด!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน