สหรัฐฯ กำลังยืนอยู่บน “ปากเหว” ของสงครามกับรัสเซียและจีน
เพราะวอชิงตันปฏิเสธประเพณีการทูตแบบดั้งเดิม
และเพราะอเมริกาขาดผู้นำที่ยิ่งใหญ่เพียงพอ
สองประโยคนี้มาจาก “ท่านผู้เฒ่า” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เฮนรี คิสซิงเจอร์
ที่บอกกับ Wall Street Journal ด้วยเหตุผลเหล่านี้ สถานการณ์จึงได้ผลักดันให้โลกต้องเผชิญสงครามยูเครนและวิกฤตไต้หวัน
ก่อนหน้านี้ คิสซิงเจอร์ (ปีนี้อายุ 99) ก็มีข้อเสนอที่ทำให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวางพอสมควร
เพราะแกบอกว่ายูเครนควรจะยอมสละดินแดนบางส่วนให้กับรัสเซียเพื่อยุติสงคราม
แน่นอนว่าทั้งโลกตะวันตกและยูเครนเองก็ต้องมองว่าแกเสนออย่างนี้เป็นการเอาใจรัสเซีย
เป็นแนวทางทูตแบบ “ดั้งเดิม” ที่ให้ประเทศที่มีอำนาจต่อรองมากกว่ามีสิทธิ์มีเสียงต่อประเทศที่เล็กกว่าโดยเฉพาะที่ติดอยู่ข้างบ้าน
แต่ล่าสุดประโยคนี้ของอดีตคนใกล้ชิดประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายอย่างคิสซิงเจอร์ก็เรียกร้องความสนใจอย่างกว้างขวางด้วยการเอ่ยเอื้อนว่า
“เราอยู่ในภาวะสงครามกับรัสเซียและจีนจากเงื่อนไขที่เราสร้างขึ้นบางส่วน โดยไม่มีแนวคิดว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรหรือจะนำไปสู่อะไร”
แปลว่าแกกำลังโยนความผิดส่วนใหญ่ไปให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจุบัน
ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาที่ชื่อ 'Leadership : Six Studies in World Strategy'
แปลว่า “หกกรณีศึกษาว่าด้วยความเป็นผู้นำในยุทธศาสตร์โลก”
คิสซิงเจอร์วิเคราะห์บทบาทของโลกตะวันตกในความขัดแย้งกรณีสงครามยูเครนได้อย่างน่าสนใจ
แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นพ้องกับแก
เพราะประวัติการทำงานด้านการเมืองให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในอดีตนั้นมีหลายเรื่องหลายราวที่ถูกมองว่าเป็นพวกเหยี่ยวที่ใช้อำนาจความเป็นมหาอำนาจโลกในยุคนั้นๆ เพื่อดำเนินนโยบายที่ให้ได้ประโยชน์วอชิงตันเท่านั้น
ในหนังสือเล่มนี้ แกเล่าถึงกระบวนการตัดสินใจของผู้นำหลายประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีผลต่อสถานการณ์ของโลกวันนี้
คิสซิงเจอร์เชื่อว่าการตัดสินใจของรัสเซียในการส่งทหารเข้ายูเครนในเดือนกุมภาพันธ์นั้นมีผลมาจากข้อพิจารณาว่าด้วยการปกป้องความมั่นคงของตนเอง
แกมองว่ารัสเซียเชื่อว่าหากยูเครนเข้าร่วมกับ NATO ก็จะมีการติดตั้งอาวุธของพันธมิตรฯ ไปไว้ในรัศมี 300 ไมล์ (480 กม.) จากมอสโก
แต่แกก็เชื่อว่าในทางกลับกัน หากยูเครนทั้งหมดตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซียก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ความมั่นคงของยุโรปดีขึ้นแต่อย่างไร
เพราะ "ความกลัวในประวัติศาสตร์ของยุโรปที่มีความหวั่นเกรงถึงเรื่องการครอบงำของรัสเซีย"
แกจึงเสนอว่านักการทูตในกรุงเคียฟและวอชิงตันควรพยายาม
"สร้างสมดุล" ให้กับความกังวลเหล่านี้
แปลว่าตะวันตกต้องเข้าใจถึงความกังวลของรัสเซียต่อการรุกคืบของ NATO ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อมอสโก
และสรุปว่าวิกฤตยูเครนเป็น “ผลพวงจากการเจรจาเชิงกลยุทธ์ที่ล้มเหลว” ของโลกตะวันตก
คิสซิงเจอร์ยืนกรานว่าฝ่ายตะวันตกควรปฏิบัติตามข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน อย่างจริงจัง
และทำให้ชัดเจนว่ายูเครนจะไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นพันธมิตรของนาโต
ความจริง ก่อนที่ปูตินจะส่งทหารเข้ายูเครนนั้น รัสเซียให้นำเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรถึง “ความกังวลทางด้านความมั่นคง” ของรัสเซียว่าด้วยเรื่องยูเครนและนาโต
แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา
คิสซิงเจอร์มีประวัติการทำงานเกี่ยวกับความขัดแย้งในเวทีต่างๆ ทั่วโลก
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 แกเป็นคนอยู่เบื้องหลังและเบื้องหน้าเจรจาอย่างกว้างขวางกับคอมมิวนิสต์เวียดนาม แม้ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยังทำสงครามกับเวียดนาม
แกบอกว่าผู้นำอเมริกันสมัยใหม่มักจะมองว่าการทูตคือ “การมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฝ่ายตรงข้าม”
คิสซิงเจอร์วิพากษ์ว่าผู้นำอเมริกันยุคนี้ “มักจะมองการเจรจาทางการทูตคือการไปเปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง แทนที่จะเข้าใจในแง่จิตวิทยา
นั่นคือพยายามเปลี่ยนใจหรือประณามคู่เจรจามากกว่าที่จะเจาะลึกความคิดของฝ่ายตรงกันข้าม
คิสซิงเจอร์เสนอว่าสหรัฐฯ ควรแสวงหา "สมดุล" อันเหมาะสมระหว่างตัวเอง รัสเซีย และจีน
นั่นหมายความถึง "ความสมดุลของอำนาจที่ยอมรับความชอบธรรมของค่านิยมที่ขัดแย้งกันในบางครั้ง"
“เพราะถ้าคุณเชื่อว่าผลลัพธ์สุดท้ายของความพยายามของคุณต้องเป็นการกำหนดคุณค่าของคุณ ผมคิดว่าความสมดุลก็เป็นไปไม่ได้”
ภายใต้ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน คิสซิงเจอร์ปูทางด้วย “การทูตราชการลับ” ของสหรัฐไปยังจีนในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การดึงปักกิ่งออกจากมอสโก
และเปลี่ยนความสมดุลของอำนาจในโลกให้ห่างไกลจากคอมมิวนิสต์ตะวันออก
ต้องถือว่าแกมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยน “ดุลอำนาจโลก” ในโลกยุคนั้นทีเดียว
วันนี้คิสซิงเจอร์เชื่อว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถจะใช้นโยบายดึงเอารัสซียหรือจีนให้แยกออกจากกันได้เหมือนในอดีตอีกแล้ว
“สิ่งที่อเมริกาทำได้ก็คือ อย่าเร่งความตึงเครียด แต่ต้องสร้างทางเลือกให้มากขึ้น และหากจะทำอย่างนั้นได้ สหรัฐฯ ก็ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนบางอย่าง”
คิสซิงเจอร์คือผู้สนับสนุนนโยบายที่เรียกว่า realpolitik ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นั่นหมายถึงการคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของประเทศต่างๆ เหนืออุดมการณ์ทางการเมือง
พูดง่ายๆ คือทุกประเทศย่อมมองผลประโยชน์ของตนมาก่อน และการที่จะป้องกันความขัดแย้งระหว่างประเทศก็คือการที่ต้องเคารพในการรักษาผลประโยชน์ของตนและของอีกฝ่ายหนึ่ง
ด้วยการพยายามทำความเข้าใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งกังวลอะไร และต้องการจะรักษาผลประโยชน์ของตนอย่างไร
จากนั้นก็ต่อรองเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของกันและกัน
ก็ด้วยจุดยืนเช่นนี้แหละที่ทำให้คิสซิงเจอร์ได้รับคำสาปแช่งพอๆ กับเสียงขานรับในเวทีการเมืองระหว่างประเทศพอสมควร
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประธานาธิบดียูเครน วลาดิมีร์ เซเลนสกี ออกมาประณามคิสซิงเจอร์ ที่เสนอให้ยูเครนยอมรับการกลับสู่ "สถานะปัจจุบัน" โดยสละการอ้างสิทธิ์ในดินแดนไครเมีย
และให้เอกราชแก่สาธารณรัฐโดเนตสค์และลูแกนสค์
เพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย เพื่อป้องกันสงครามโลกครั้งที่ 3
ต่อมาคิสซิงเจอร์ชี้แจงว่า ความหมายของเขาคือให้ยูเครนระงับเงื่อนไขเหล่านั้นไว้ชั่วคราวเพื่อหาทางเจรจาหยุดยิงทันที
แต่ก็หนีไม่พ้นว่าเซเลนสกีเห็นแกเป็น “ศัตรู” ที่เป็นเครื่องมือของโฆษณาชวนเชื่อและแบล็กเมล์ของรัสเซียของฝ่ายรัสเซียมากกว่าที่จะมีความจริงใจในการช่วยแก้ปัญหาสงครามยูเครน
ไม่ว่าจะชอบแกหรือไม่ก็ต้องยอมรับว่าวันนี้แม้คิสซิงเจอร์น่าจะล่วงเข้าวัยเกือบ 100 แล้วอะไรๆ ที่แกเขียนและพูดก็ยังกระตุ้นให้เกิดการถกแถลงอย่างร้อนแรงได้ตลอดเวลา!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


