ผู้นำอินโดนีเซียโจโค วิโดโดทำอะไรที่ผู้นำชาติอื่นไม่ทำ...เช่นเป็นผู้นำเอเชียคนแรกที่บินไปพบปูติน, เซเลนสกี, ไบเดนและสี จิ้นผิงเพื่อให้ทุกคนมาร่วมประชุมสุดยอด G-20 ที่บาหลีสิ้นปีนี้
ตอนที่ไปเยือนสหรัฐฯ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนกับประธานาธิบดีโจ ไบเดนเมื่อเดือนพฤษภาคม นอกจากจะประชุมกันที่ทำเนียบขาวแล้ว แกก็ยังแวะไปหาอีลอน มัสก์แห่ง Teslaและ SpaceX ด้วย
เป็นทั้งนักการทูตและนักกลยุทธ์ผสมผสานกับความเป็นเซลส์แมนได้อย่างน่าสนใจ
แกไปหาอีลอน มัสก์ทำไม?
วันก่อน โจโควีให้สัมภาษณ์ Bloomberg เผยรายละเอียดเพิ่มเติมที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ว่าอินโดนีเซียยินดีใช้เวลาในการโน้มน้าวให้ อีลอน มัสก์ เห็นว่าประเทศของเขาไม่ได้มีเพียงแค่ทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการผลิตแบตเตอรี่เท่านั้น
แต่ยังมีศักยภาพด้านอื่น ๆ อีกมากมายนัก
โจโควียืนยันว่าแกต้องการให้มีการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา (Tesla) ในอินโดนีเซีย ไม่ใช่แค่มาผลิตแบตเตอรี่ขายไปทั่วภูมิภาคนี้เท่านั้น
การเปิดเผยเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อสัปดาห์ก่อน มีข่าวแจ้งจากทางการอินโดนีเซียว่า Tesla ได้เซ็นสัญญามูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ (1.78 แสนล้านบาท) ในการจัดซื้อแร่นิกเกิลจากบริษัทอินโดฯ ไปใช้ในแบตเตอรี่ลิเทียมของ Tesla
ล่าสุด โจโควีอธิบายว่าสัญญาที่ว่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการหารือ
“ทุกอย่างต้องใช้เวลา ผมไม่อยากจะเร่งรัดให้เกิดขึ้นรวดเร็วแต่ลงท้ายไม่ได้ผลลัพธ์ เราต้องพูดคุยกันให้ทะลุปรุโปร่งและอย่างเข้มข้น นั่นแหละ ผลที่เป็นรูปธรรมก็จะเกิดขึ้นได้เอง” แกบอก
อินโดนีเซียมีทรัพยากรแร่ที่หลายอุตสาหกรรมในหลายประเทศต้องการ
เช่นสินแร่นิกเกิลของประเทศนี้มีเกือบ 1 ใน 4 ของทั้งโลก
กลายเป็นที่สนใจของผู้ผลิตรถยนต์และแบตเตอรี่ทั่วโลก
โดยเฉพาะในภาวะที่โลกกำลังวิ่งเข้าสู่การผลิตรถไฟฟ้ากันอย่างคึกคักและต้องแข่งขันกันหาแร่ที่มีความสำคัญสำหรับการปฏิรูปกระบวนการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่ารัฐบาลอินโดนีเซียกำลังหาทางจัดการประชุมระหว่างโจโควีกับอีลอน มัสก์ อีกครั้งเพื่อยืนยันความตั้งใจของทั้งสองฝ่าย
อีลอน มัสก์ ก็ออกข่าวทำนองว่าแกก็มีแผนจะเยือนอินโดนีเซียในเดือนพฤศจิกายนนี้
เพราะอีลอนคงได้ยินชัด ๆ จากที่โจโควีบอกกับ Bloomberg ว่า
“สิ่งที่เราต้องการคือรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่แบตเตอรี่ เราต้องการให้พวกเขาเข้ามาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งคันที่นี่ เราต้องการระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าขนาดมหึมา”
คำว่า “ระบบนิเวศ” หรือ ecosystem นี่แหละที่เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์เรื่องรถไฟฟ้าของอินโดนีเซีย
และแน่นอนว่าโจโควีไม่ได้มองแค่ Tesla เท่านั้น
แกต้องการจะส่งสัญญาณถึงบริษัทรถยักษ์ ๆ ทั่วโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Ford, Hyundai, Toyota และ Suzuki ว่า
สิ่งที่อินโดนีเซียมุ่งหวังตั้งใจที่จะเปิดทางให้บริษัทรถยนต์เหล่านี้ได้ยินพร้อม ๆ กันก็คือการลงทุนที่ไม่มองอินโดฯในฐานะแค่แหล่งวัตถุดิบหรือผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น
เพราะหากเป็นเช่นนั้นอินโดฯก็จะไม่ได้อะไรเป็นกอบเป็นกำเพื่อสร้างอนาคตของตนเอง
เพียงแค่คนข้างนอกอยากได้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเป็นการคิดสั้น ไม่ตอบสนองแผนพัฒนาประเทศในระยะกลางและระยะยาว
อินโดนีเซียนั้น นอกจากจะเป็นผู้ผลิตแร่นิกเกิลใหญ่ที่สุดชองโลกคือมีกำลังการผลิตเป็น 3 เท่าของผู้ผลิตอันดับ 2 อย่างมาเลเซีย
ก็ยังมีสัดส่วนการผลิตกว่า 30% ของปริมาณแร่ชนิดนี้ทั้งหมด
ก่อนหน้า Tesla จะแสดงความสนใจ อินโดฯก็เปิดประตูให้กับหลายบริษัทของเกาหลีใต้ไม่ว่าจะเป็น LG Energy Solution และ Hyundai Motor ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่อันดับสองของโลกเข้ามาปักหลักในอินโดฯแล้ว
เรียกได้ว่าเป็นนโยบายเปิดกว้างและไม่หวังพึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแห่งชาติ
ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมาก็เริ่มมีข่าวว่า Tesla ก็ขอร่วมขบวนด้วย
เป็นรายงานข่าวที่พูดถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนโรงงานผลิตแบตเตอรี่ครบวงจรในประเทศอินโดนีเซียของ Tesla หลังจากที่รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายที่ต้องการเป็นแหล่งผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก
นำไปสู่เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โจโควีก็นัดไปคุยกับอีลอน มัสก์
ว่ากันว่าคุยกันตั้งแต่เรื่อง Tesla ไปถึงอุตสาหกรรมอวกาศของ SpaceX ด้วย
ผมจะไม่แปลกใจเลยหากโจโควีต้องการจะไปเยี่ยมอีลอนเพราะจะไปดูด้วยตาตัวเองว่า Starbase ฐานปล่อยจรวดของอีลอนที่รัฐเท็กซัสนั้นมีหน้าตาและศักยภาพอย่างไร
โจโควีมองหาโอกาสทุกด้านที่เป็นไปได้สำหรับประเทศของตัวเอง
ไม่รู้สึกต้องเสียหน้าหรือลดตัวต่ำลงด้วยการไปจับมือพูดคุยกับนักธุรกิจระดับโลก
เพราะโลกวันนี้คือการ “สานประโยชน์” หรือ collaborate กับกับทุกฝ่าย (แม้แต่คู่แข่ง) เพื่อสร้าง “สูตรวิน-วิน” ให้กับ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ทุกด้าน
เพราะผู้นำที่ชาญฉลาดจะไม่คอยแต่จะอ่านรายงานจากลูกน้องอย่างเดียว
ไม่เพียงแค่ตั้งคณะกรรมการชุดแล้วชุดเล่าแต่ไร้ผลงาน
หรือประกาศยุทธศาสตร์โดยไม่มีแผนปฏิบัติการที่แน่ชัดและที่ต้องปรับแก้ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


