
หากเราจะพิจารณานิยามของคำว่า “การเมือง” ในมุมหนึ่งเราจะพบว่า “การเมืองคือการจัดสรรแบ่งปันอำนาจและทรัพยากรของประเทศชาติแก่สมาชิกในประเทศอย่างเป็นธรรม” มนุษย์ทุกคนเกิดมามีสิทธิที่พึงมี 3 ประการ
คือ 1) สิทธิในการปกป้องชีวิตของตนเองให้มีความปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง 2) สิทธิในการแสวงหาความสุข และ 3) สิทธิในการแสวงหาและสะสมทรัพย์สิน แต่หากเราทุกคนใช้สิทธิทั้ง 3 นี้แบบตามใจตนเอง ไม่มีระเบียบ กฎเกณฑ์ในการควบคุมการใช้สิทธิของเราแต่ละคน สังคมก็คงจะวุ่นวาย สับสนอลหม่าน วุ่นวายไปหมด จึงมีการกำหนด “สัญญาประชาคม”
ขึ้น ตามหลักของสัญญาประชาคมก็คือ พวกเราที่เป็นประชาชนจะยินดีสละสิทธิของเราส่วนหนึ่งให้กับคณะบุคคลที่จะเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์ จัดระเบียบการใช้สิทธิของพวกเราอย่างเหมาะสม เป็นธรรม เพื่อเป็นการจัดระเบียบสังคม โดยผู้ที่ได้รับสิทธิที่พวกเรายอมเสียสละนั้นจะต้องไม่ละเมิดสิทธิที่เราสงวนไว้ หากวันใดพวกเขาออกกฎระเบียบ กำหนดกติกาที่มาละเมิดสิทธิที่เราสงวนไว้ เราก็สามารถที่กำจัดพวกเขาออกไปได้
ตามหลักของสัญญาประชาคมดังกล่าวนี้ ก่อให้เกิดกลุ่มบุคคลที่ปรารถนาจะเข้ามาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์และกติการดังกล่าวหลายกลุ่มหลายพวก ที่จะเข้ามาเสนอตัวให้ประชาชนเลือกให้พวกเขาได้เข้ามาเป็นคณะบุคคลผู้จัดระเบียบสังคมด้วยการตรากฎหมาย การกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ เป็นผู้กำหนดให้มีโครงการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนในประเทศสามารถที่จะรักษาสิทธิที่พึงมีเอาไว้อย่างยุติธรรม บุคคลเหล่านี้คือ “นักการเมือง” เมื่อพวกเขารวมตัวกันเป็นชาวคณะที่ต้องการเข้ามาเป็นผู้กำหนดกติกาเพื่อจัดระเบียบสังคม ก็ก่อให้เกิด “พรรคการเมือง” เมื่อมีพรรคการเมืองหลายพรรคเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้กำหนดกติกาเพื่อจัดระเบียบสังคม จึงจำเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งให้ประชาชนออกเสียงว่าต้องการให้พรรคการเมืองหรือชาวคณะไหนมาเป็นผู้จัดระเบียบ กำหนดกติกาของสังคม เพื่อการจัดสรรแบ่งปันอำนาจและทรัพยากรของประเทศแก่ประชาชนที่เป็นสมาชิกของประเทศอย่างเป็นธรรม
ตราบใดที่พวกเขาใช้สิทธิที่ประชาชนมอบให้อย่างเป็นธรรม มีจริยธรรม ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล พวกเขาก็จะได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปอย่างราบรื่น แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำลายสิทธิในส่วนที่ประชาชนสงวนไว้ พวกเขาก็จะต้องถูกกำจัดโดยประชาชนด้วยวิธีการที่หลากหลาย บางครั้งก็คือการไม่ได้รับเลือกตั้งในครั้งต่อไป บางครั้งก็อาจจะเกิดจากการปฏิวัติของประชาชนอออกมาชุมนุมขับไล่ให้พวกเขาต้องลงจากอำนาจก่อนเวลาที่กำหนดไว้ หรือบางครั้งหากการเคลื่อนไหวของประชาชนไม่อาจทำให้พวกเขาสำนึกและลาออกไป พวกเขาก็ต้องเผชิญกับการยึดอำนาจโดยฝ่ายทหารที่มีอาวุธและกองกำลังที่เรารู้จักกันว่าเป็นการทำ “รัฐประหาร” คือยึดอำนาจของพวกเขา แล้วมีการกำหนดกฎเกณฑ์กติกากันใหม่ด้วยความหวังว่าจะไม่ก่อให้เกิดการกระทำที่ไร้จริยธรรม ผิดหลักธรรมาภิบาล เมื่อมีการกำหนดกติกากันใหม่แล้ว ก็จะมีการเลือกตั้งหาผู้เข้ามาจัดระเบียบสังคม บริหารประเทศชาติให้เกิดการพัฒนา การจัดสรรแบ่งปันอำนาจและทรัพยากรของประเทศอย่างเป็นธรรมต่อไป
สิ่งที่พัฒนาเคียงคู่มากับการเลือกตั้งคือวัฒนธรรมการหาเสียง ในเวลานี้หลายคนมองว่าวัฒนธรรมการหาเสียงของนักการเมืองของไทยเรามีหลายอย่างที่น่ารังเกียจ และไม่เป็นผลดีกับการพัฒนาประเทศ
- บางพรรคการเมืองหาเสียงด้วยการสัญญาเกินจริง เมื่อได้รับเลือกตั้งมาบริหารประเทศก็ไม่สามารถทำตามคำสัญญาที่หาเสียงไว้ได้
- บางคนก็หาเสียงด้วยการด่าหาความด้อยค่าพรรคอื่น แทนที่จะบอกว่าตนเองจะเข้ามาทำอะไร กลับหาเสียงด้วยการสร้างวาทกรรมด้อยค่าพรรคอื่น หลายครั้งเป็นการแขวะ แซะ เสียดสีที่ไม่เหมาะสม
- บางคนประกาศนโยบายเพื่อเอาใจประชาชนผู้มีสิทธิในการลงคะแนน โดยหวังจะได้คะแนนเสียง แต่ไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ของนโยบายดังกล่าวที่อาจจะส่งผลร้ายต่อประเทศ เช่น เป็นการทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศ เป็นการบ่มเพราะนิสัยของการงอมืองอเท้ารอคอยการให้ประโยชน์จากรัฐบาล กลายเป็นสังคมที่อ่อนแอ และไม่มีวินัย
- บางคนมีเป้าหมายในการจะแสวงหาคะแนนเสียงจากกลุ่มเยาวชน Gen Y และ Gen Z จึงยอมผ่อนปรนกติกาและระเบียบวินัยบางเรื่อง ทำให้เกิดความหย่อนยานในการจัดระเบียบสังคม ทำให้อนาคตของประเทศน่าเป็นห่วงที่เยาวชนของเราจะเติบโตมาแบบคนไม่มีวินัย ไม่ให้ความสำคัญกับกฎกติกาของการอยู่ร่วมกันในสังคม
วัฒนธรรมการหาเสียงข้างต้นนี้เป็นวัฒนธรรมที่น่ารังเกียจ ถ้าหากคนที่เรียกตัวเองว่า “นักการเมือง” ที่อาสาเข้ามาพัฒนาประเทศชาติ จัดระเบียบสังคม เคารพสิทธิของประชาชน ไม่กระทำการใดๆ ที่ละเมิดสิทธิที่ประชาชนขอสงวนไว้ จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่น่ารังเกียจนี้ พวกเขาไม่ควรที่จะสัญญาเกินจริง พวกเขาควรจะบอกว่าเขาจะเข้ามาทำอะไรเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยไม่ต้องด้อยค่าพรรคอื่นแบบยกตนข่มท่าน แซะ แขวะ พรรคอื่นๆ และไม่ควรนำเสนอนโยบายและโครงการที่จะก่อให้เกิดผลเสียแก่ประเทศชาติและพฤติกรรมของประชาชนเพื่อให้ได้คะแนนเสียง
เวลานี้ เรากำลังได้เห็นการเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ ที่เตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เรายังคงได้เห็นวัฒนธรรมการหาเสียงที่น่ารังเกียจเหล่านี้อยู่ จนเราไม่อาจจะหวังได้ว่าการเมืองของประเทศไทยจะดีได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และเราก็เป็นห่วงว่าสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อให้ได้คะแนนเสียงนั้น อาจจะมีสิ่งที่ส่งผลเสียแก่ประเทศชาติ และพฤติกรรมของประชาชนที่อ่อนแอ ไร้วินัย หย่อนยานต่อการเคารพกฎกติกาที่สำคัญในการจัดระเบียบสังคม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เล่นการเมืองเพื่อใคร
ในสังคมประชาธิปไตย เมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จแล้ว ก็จะมีพรรคที่ชนะจัดตั้งรัฐบาล โดยรวมเสียงพรรคต่างๆ เข้าด้วยกันให้มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ในสภา และต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งมากพอสมควร
สิ่งสำคัญในการ'ฟื้นฟูชาติ'
ความพยายามฟื้นฟูประเทศจีน...ให้กลับมาเป็น ชาติที่ยิ่งใหญ่ อีกครั้ง หรือที่ผู้นำจีน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ท่านเรียกว่า The Great Rejuvenation of the Chinese Nation
ตำรวจนอกรีต!
ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ "ตำรวจ" ระดับ "นายพล" ที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 28 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล
ของใหม่ไม่ได้ดีเสมอไป
ในความทันสมัย เราจะเห็นภาษาอังกฤษว่า “neo” ที่แปลว่าใหม่ และภาษาไทย เราก็จะเจอคำว่า “นว” (อ่านว่า “นะวะ” ซึ่งก็แปลว่าใหม่เหมือนกัน นอกจากนี้ในวิชาการจัดการที่จะต้องสอนเรื่องการวาง
เมื่อชาวยิวถูกเกลียดชังไปทั่วทั้งโลก!!!
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
ส่องแคนดิเดต 'ผบ.ทร.' คนใหม่
สมกับเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้ "ตำรวจ" ไร้เส้น ไร้สายได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ หรือ ก.พ.ค.ตร. หลัง พ.ต.อ.หญิง สายวริน ลาภไพบูลย์พงศ์

