วัฒนธรรมการเมืองไทยที่ไม่น่าสนับสนุน

หากเราจะพิจารณานิยามของคำว่า “การเมือง” ในมุมหนึ่งเราจะพบว่า “การเมืองคือการจัดสรรแบ่งปันอำนาจและทรัพยากรของประเทศชาติแก่สมาชิกในประเทศอย่างเป็นธรรม” มนุษย์ทุกคนเกิดมามีสิทธิที่พึงมี 3 ประการ

คือ 1) สิทธิในการปกป้องชีวิตของตนเองให้มีความปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง 2) สิทธิในการแสวงหาความสุข และ 3) สิทธิในการแสวงหาและสะสมทรัพย์สิน แต่หากเราทุกคนใช้สิทธิทั้ง 3 นี้แบบตามใจตนเอง ไม่มีระเบียบ กฎเกณฑ์ในการควบคุมการใช้สิทธิของเราแต่ละคน สังคมก็คงจะวุ่นวาย สับสนอลหม่าน วุ่นวายไปหมด จึงมีการกำหนด “สัญญาประชาคม”

ขึ้น ตามหลักของสัญญาประชาคมก็คือ พวกเราที่เป็นประชาชนจะยินดีสละสิทธิของเราส่วนหนึ่งให้กับคณะบุคคลที่จะเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์ จัดระเบียบการใช้สิทธิของพวกเราอย่างเหมาะสม เป็นธรรม เพื่อเป็นการจัดระเบียบสังคม โดยผู้ที่ได้รับสิทธิที่พวกเรายอมเสียสละนั้นจะต้องไม่ละเมิดสิทธิที่เราสงวนไว้ หากวันใดพวกเขาออกกฎระเบียบ กำหนดกติกาที่มาละเมิดสิทธิที่เราสงวนไว้ เราก็สามารถที่กำจัดพวกเขาออกไปได้

     ตามหลักของสัญญาประชาคมดังกล่าวนี้ ก่อให้เกิดกลุ่มบุคคลที่ปรารถนาจะเข้ามาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์และกติการดังกล่าวหลายกลุ่มหลายพวก ที่จะเข้ามาเสนอตัวให้ประชาชนเลือกให้พวกเขาได้เข้ามาเป็นคณะบุคคลผู้จัดระเบียบสังคมด้วยการตรากฎหมาย การกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ เป็นผู้กำหนดให้มีโครงการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนในประเทศสามารถที่จะรักษาสิทธิที่พึงมีเอาไว้อย่างยุติธรรม บุคคลเหล่านี้คือ “นักการเมือง” เมื่อพวกเขารวมตัวกันเป็นชาวคณะที่ต้องการเข้ามาเป็นผู้กำหนดกติกาเพื่อจัดระเบียบสังคม ก็ก่อให้เกิด “พรรคการเมือง” เมื่อมีพรรคการเมืองหลายพรรคเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้กำหนดกติกาเพื่อจัดระเบียบสังคม จึงจำเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งให้ประชาชนออกเสียงว่าต้องการให้พรรคการเมืองหรือชาวคณะไหนมาเป็นผู้จัดระเบียบ กำหนดกติกาของสังคม เพื่อการจัดสรรแบ่งปันอำนาจและทรัพยากรของประเทศแก่ประชาชนที่เป็นสมาชิกของประเทศอย่างเป็นธรรม

     ตราบใดที่พวกเขาใช้สิทธิที่ประชาชนมอบให้อย่างเป็นธรรม มีจริยธรรม ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล พวกเขาก็จะได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปอย่างราบรื่น แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำลายสิทธิในส่วนที่ประชาชนสงวนไว้ พวกเขาก็จะต้องถูกกำจัดโดยประชาชนด้วยวิธีการที่หลากหลาย บางครั้งก็คือการไม่ได้รับเลือกตั้งในครั้งต่อไป บางครั้งก็อาจจะเกิดจากการปฏิวัติของประชาชนอออกมาชุมนุมขับไล่ให้พวกเขาต้องลงจากอำนาจก่อนเวลาที่กำหนดไว้ หรือบางครั้งหากการเคลื่อนไหวของประชาชนไม่อาจทำให้พวกเขาสำนึกและลาออกไป พวกเขาก็ต้องเผชิญกับการยึดอำนาจโดยฝ่ายทหารที่มีอาวุธและกองกำลังที่เรารู้จักกันว่าเป็นการทำ “รัฐประหาร” คือยึดอำนาจของพวกเขา แล้วมีการกำหนดกฎเกณฑ์กติกากันใหม่ด้วยความหวังว่าจะไม่ก่อให้เกิดการกระทำที่ไร้จริยธรรม ผิดหลักธรรมาภิบาล เมื่อมีการกำหนดกติกากันใหม่แล้ว ก็จะมีการเลือกตั้งหาผู้เข้ามาจัดระเบียบสังคม บริหารประเทศชาติให้เกิดการพัฒนา การจัดสรรแบ่งปันอำนาจและทรัพยากรของประเทศอย่างเป็นธรรมต่อไป

     สิ่งที่พัฒนาเคียงคู่มากับการเลือกตั้งคือวัฒนธรรมการหาเสียง ในเวลานี้หลายคนมองว่าวัฒนธรรมการหาเสียงของนักการเมืองของไทยเรามีหลายอย่างที่น่ารังเกียจ และไม่เป็นผลดีกับการพัฒนาประเทศ

  • บางพรรคการเมืองหาเสียงด้วยการสัญญาเกินจริง เมื่อได้รับเลือกตั้งมาบริหารประเทศก็ไม่สามารถทำตามคำสัญญาที่หาเสียงไว้ได้
  • บางคนก็หาเสียงด้วยการด่าหาความด้อยค่าพรรคอื่น แทนที่จะบอกว่าตนเองจะเข้ามาทำอะไร กลับหาเสียงด้วยการสร้างวาทกรรมด้อยค่าพรรคอื่น หลายครั้งเป็นการแขวะ แซะ เสียดสีที่ไม่เหมาะสม
  • บางคนประกาศนโยบายเพื่อเอาใจประชาชนผู้มีสิทธิในการลงคะแนน โดยหวังจะได้คะแนนเสียง แต่ไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ของนโยบายดังกล่าวที่อาจจะส่งผลร้ายต่อประเทศ เช่น เป็นการทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศ เป็นการบ่มเพราะนิสัยของการงอมืองอเท้ารอคอยการให้ประโยชน์จากรัฐบาล กลายเป็นสังคมที่อ่อนแอ และไม่มีวินัย
  • บางคนมีเป้าหมายในการจะแสวงหาคะแนนเสียงจากกลุ่มเยาวชน Gen Y และ Gen Z จึงยอมผ่อนปรนกติกาและระเบียบวินัยบางเรื่อง ทำให้เกิดความหย่อนยานในการจัดระเบียบสังคม ทำให้อนาคตของประเทศน่าเป็นห่วงที่เยาวชนของเราจะเติบโตมาแบบคนไม่มีวินัย ไม่ให้ความสำคัญกับกฎกติกาของการอยู่ร่วมกันในสังคม

     วัฒนธรรมการหาเสียงข้างต้นนี้เป็นวัฒนธรรมที่น่ารังเกียจ ถ้าหากคนที่เรียกตัวเองว่า “นักการเมือง” ที่อาสาเข้ามาพัฒนาประเทศชาติ จัดระเบียบสังคม เคารพสิทธิของประชาชน ไม่กระทำการใดๆ ที่ละเมิดสิทธิที่ประชาชนขอสงวนไว้ จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่น่ารังเกียจนี้ พวกเขาไม่ควรที่จะสัญญาเกินจริง พวกเขาควรจะบอกว่าเขาจะเข้ามาทำอะไรเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยไม่ต้องด้อยค่าพรรคอื่นแบบยกตนข่มท่าน แซะ แขวะ พรรคอื่นๆ และไม่ควรนำเสนอนโยบายและโครงการที่จะก่อให้เกิดผลเสียแก่ประเทศชาติและพฤติกรรมของประชาชนเพื่อให้ได้คะแนนเสียง

     เวลานี้ เรากำลังได้เห็นการเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ ที่เตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เรายังคงได้เห็นวัฒนธรรมการหาเสียงที่น่ารังเกียจเหล่านี้อยู่ จนเราไม่อาจจะหวังได้ว่าการเมืองของประเทศไทยจะดีได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และเราก็เป็นห่วงว่าสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อให้ได้คะแนนเสียงนั้น อาจจะมีสิ่งที่ส่งผลเสียแก่ประเทศชาติ และพฤติกรรมของประชาชนที่อ่อนแอ ไร้วินัย หย่อนยานต่อการเคารพกฎกติกาที่สำคัญในการจัดระเบียบสังคม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ว่าด้วยกฎของมนุษย์และกฎแห่งธรรมชาติ

ใครที่มีโอกาสได้ดู คลิปวิดีโอ เหตุการณ์แผ่นดินไหว ธารน้ำแข็งพังทลาย เขื่อนแตก น้ำท่วม โคลนถล่ม แถวๆ อาณาเขตประเทศเนปาลและทิเบต น่าจะหนีไม่พ้นต้องเกิดอาการขนหัวลุก ขนคอตั้ง ไม่มาก-ก็น้อย โดยเฉพาะภาพที่ผู้คนนับสิบ นับร้อย ใส่ตีนผี ใส่เกียร์ห้า วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น หวังให้รอดพ้นจากกระแสอันบ้าคลั่งของน้ำและโคลน ที่สาดซัดเข้ามากลืนกินแทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ต่างอะไรไปจาก ฝูงมด ที่กำลังหนีน้ำ...

ยุคทอง นรต.46

เฮ้อ...นี่แหละ "ยุทธจักรโล่เงิน" พอทุกอย่างวิน-วิน สมประโยชน์กันทุกฝ่าย อะไรที่ดูยาก อะไรที่ดูมีปัญหา ก็กลายเป็นเรื่องเค้กๆ การแต่งตั้งตำรวจระดับ "นายพล"

เปิดซองออนไลน์…เรื่องมันมีอยู่ว่า

บ้านเมืองทุกวันนี้ ข่าวสารวิ่งกันเร็วยิ่งกว่ารถส่งพัสดุเสียอีก บางเรื่องยังไม่ทันรู้ต้นสายปลายเหตุว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร อีกเรื่องก็วิ่งแซงขึ้นหน้ามาแล้ว

ประเทศจะล่มจมเพราะคนไทยเป็นไทยเฉย

ในอดีตคนไทยที่บอกว่ารักชาติไม่ได้พูดแต่ปาก แต่จะช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ คนโกงถูกจับติดคุก และติดนานตามคำตัดสินของศาล เพราะถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้น จะมีคนไทยจำนวนหนึ่งที่ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยมีความศักดิ์สิทธิ์

อิสราเอล...สังคมที่กำลัง'ป่วยไข้'!!!

บรรดาชาวยิวที่เข้ามา อยู่ หรือเข้ามา ยึด เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะภูเก็ต ฯลฯ ของบ้านเรา จะเป็น ยิวดี หรือ ยิวร้าย ก็คงต้องไปแยกแยะ พิจารณา กันเอาเอง แต่สำหรับใครก็ตามที่มีโอกาสได้ดู

ส่งไม้ใน 'ตท.31' คุม 'ฉก.นราธิวาส'

วันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. น่าจะเป็นวันหยุดที่ "นักวิ่งสีกากี" ไม่ได้พักผ่อนเหมือนวันหยุดสุดสัปดาห์ทั่วไป หลัง ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ฤกษ์งามยามดีนัดประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการ