พลาสติกไทยหืดจับรับกระแสรักษ์โลก

ปัจจุบัน นอกจากผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพที่มาแรงเพราะเทรนด์รักสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมแล้ว ยังมีเทรนด์เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” ที่คนตื่นตัวหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน มีการรณรงค์โครงการต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมออกมาอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง “พลาสติก” ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับประเด็นการใช้พลาสติกอย่างมาก เพราะเป็นตัวการหลักที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยหลายๆ ปัจจัย ทั้งการย่อยสลายยากและอื่นๆ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ “กระแสพลาสติกรักษ์โลกกดดันพลาสติกไทย..ผู้ประกอบการเร่งปรับตัว แต่ยังเผชิญความท้าทาย” โดยระบุว่า ในระยะข้างหน้าอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกไทยน่าจะเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น โดยในระยะสั้นภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง และราคาเม็ดพลาสติกที่มีแนวโน้มย่อตัวตามราคาวัตถุดิบฟอสซิลในปีหน้า น่าจะส่งผลให้มูลค่าส่งออกเม็ดพลาสติกไทยมีความเสี่ยงที่จะพลิกกลับมาหดตัวมากกว่า 2.5% ในปี 2566

ขณะที่ในระยะกลางถึงระยะยาว อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกไทย ซึ่งมีโครงสร้างที่ยังพึ่งพาการส่งออกเม็ดพลาสติกฟอสซิลสูงถึงกว่า 96% ของปริมาณส่งออกก็น่าจะเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกระแสลดโลกร้อน ซึ่งนานาประเทศรวมถึงประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญ และมีการหารือเพื่อผลักดันบนเวทีประชุมระดับโลกที่จัดขึ้นทุกปีโดยสหประชาชาติ (COP) รวมทั้งในอีกหลายการประชุม เช่นล่าสุดคือ APEC 2022

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศได้มีการออกกฎกติกาเพื่อลดการใช้พลาสติกฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นมาตรการห้ามหรือลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) ในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น ตลอดจนมาตรการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรปและสหรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดการหันมาใช้วัสดุทดแทนอย่าง “เม็ดพลาสติกรักษ์โลก” รวมทั้งประเภทรีไซเคิลและชีวภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุปทานเม็ดพลาสติกรักษ์โลกมีแนวโน้มทยอยเข้ามากินส่วนแบ่งตลาดโลกของเม็ดพลาสติกฟอสซิลมากขึ้น

โดยคาดว่าส่วนแบ่งเม็ดพลาสติกรักษ์โลกของตลาดโลกในปี 2566 นั้นจะเพิ่มสู่ระดับ 7.9% จากในปี 2562 อยู่ที่ 6.8% สวนทางกับเม็ดพลาสติกฟอสซิลที่ลดลงสู่ระดับ 92.1% จาก 93.2% ในปี 2562

ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกไทย พบว่า ปัจจุบันไทยพึ่งพาการส่งออกเม็ดพลาสติกฟอสซิลราว 60% ไปยังตลาดที่มีกฎระเบียบรักษ์โลก โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และสหรัฐ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบรักษ์โลกที่มีแนวโน้มทวีความเข้มข้นขึ้นอีกในระยะข้างหน้า แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกไทยได้เริ่มทยอยปรับโครงสร้างสู่การออกเม็ดพลาสติกรักษ์โลกมากขึ้น แต่!! แนวโน้มดังกล่าวก็ยังช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ในตลาดโลก สะท้อนจากอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ของยอดส่งออกเม็ดพลาสติกรักษ์โลกของไทยในช่วงปี 2563-2566 ที่ประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ราว 3.8% ต่อปี ขยายตัวต่ำกว่าของอุปสงค์เม็ดพลาสติกรักษ์โลกในตลาดโลกที่อยู่ราว 5.8% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านี้ การปรับตัวของอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกไทยดังกล่าวก็ยังคงจำกัดอยู่แต่เพียงผู้ประกอบการปิโตรเคมีรายใหญ่บางรายที่ได้เดินหน้าลงทุนร่วมกับพันธมิตรต่างชาติที่มีเทคโนโลยี ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งมีอยู่ราว 20% ของผู้ผลิตเม็ดพลาสติกฟอสซิลยังปรับตัวได้ช้ากว่าเพราะขาดเทคโนโลยีและเงินลงทุน ซึ่งน่าจะส่งผลกดดันต่อจังหวะการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองแนวโน้มในระยะถัดไป เห็นว่า ผู้ประกอบการเม็ดพลาสติกรักษ์โลกไทยน่าจะหันมาจับตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในประเทศแทนการส่งออกมากขึ้น หลังการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของภาครัฐไทย แต่อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการไทยก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัว จนทำให้อาจได้รับอานิสงส์ไม่เต็มที่จากการเติบโตของอุปสงค์พลาสติกรักษ์โลก ขณะที่ในระยะกลางถึงยาวแม้ธุรกิจเม็ดพลาสติกรักษ์โลกจะมีโอกาสเติบโตตามกระแสรักสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยก็อาจจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะคู่แข่งจากจีนที่เร่งลงทุนผลิตเม็ดพลาสติกรักษ์โลกทั้งชนิดรีไซเคิลและชีวภาพ ตามแรงสนับสนุนของนโยบายภาครัฐจีนด้านสิ่งแวดล้อม.

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน