สี จิ้นผิง กับความท้าทาย ของ ‘ขบวนการกระดาษ A4’

 เรื่องที่ต้องจับตาหลังรัฐบาลจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด เพราะมีการประท้วงในหลายเมืองก็คือ : สี จิ้นผิง จะเดินหน้านโยบายการเมืองเคียงคู่กับการปรับเปลี่ยนแนวทาง “โควิดต้องเป็นศูนย์” อย่างไร

น่าสังเกตว่า สี จิ้นผิง กำลังพยายามประคับประคองสถานการณ์ด้วยการไม่สั่งให้มีการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างชัดเจนนัก

แม้จะมีสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิวัติ A4” หรือ “ปรากฏการณ์ชูกระดาษเปล่าสีขาว”

อันหมายถึงการที่คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งยืนชูกระดาษสีขาวเปล่าๆ อยู่ในที่สาธารณะเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล...ซึ่งทำท่าจะลามจากประเด็นเรื่องโควิดไปเป็นการเรียกร้องทางการเมือง

เสียงตะโกน “สี จิ้นผิง จงลงจากตำแหน่ง พรรคคอมมิวนิสต์จีนจงลงจากอำนาจ” จากผู้ประท้วงบางกลุ่มนั้นเป็นภาพและเสียงที่ไม่ค่อยได้เห็นหลังจากเหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 หรือ 33 ปีก่อน

หากมองย้อนกลับไปในยุคเติ้ง เสี่ยวผิง การออกมาเรียกร้องต่อต้านผู้นำสูงสุดและพรรคคอมมิวนิสต์เช่นนี้ย่อมต้องตามมาด้วยการปราบปรามอย่างเด็ดขาด

เพราะพรรคคอมมิวนิสต์มิอาจจะยอมให้มีกลุ่มคนใดออกมาแสดงอาการกระด้างกระเดื่องตรงๆ เช่นนี้

แต่จีนยุคดิจิทัลวันนี้กับจีนยุคเติ้งย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมาก

สมัยก่อนไม่มีโซเชียลมีเดีย และรัฐบาลจีนสามารถปิดและเซ็นเซอร์ข่าวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

อีกทั้งจีนยุคนั้นไม่จำเป็นต้องสนใจกับปฏิกิริยาของประชาคมโลกมากนัก

แต่จีนวันนี้คือจีนที่ต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลก และมีความละเอียดอ่อนในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ

สมัยก่อนจีนอาจจะไม่แคร์ต่อเสียงจากข้างนอกตราบเท่าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศได้

แต่วันนี้ข่าวคราวแพร่และกระจายตัวไปได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

แม้ว่าทางการจีนจะสามารถกำกับควบคุมเนื้อหาในโซเชียลมีเดียของตัวเองได้ แต่ข่าวสาร, คลิป, เสียงและภาพของเหตุการณ์ภายในถูกส่งขึ้นในโซเชียลมีเดียข้างนอกได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

คนจีนวันนี้แม้จะถูกกำกับดูแลว่าด้วยความสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารภายในได้ แต่ก็สามารถรับรู้ถึงข่าวคราวในเวทีระหว่างประเทศอย่างทั่วถึงเช่นกันด้วยเทคโนโลยีที่อำนาจรัฐไม่อาจจะขัดขวางได้ในทุกกรณี

แต่กระนั้นก็ตาม สี จิ้นผิง ก็คงจะตกใจกับปฏิกิริยาของคนจีนจำนวนหนึ่งที่ออกมาประท้วงอย่างเปิดเผย และส่งเสียงโกรธแค้นอย่างไม่หวั่นเกรงการจะถูกปราบปราม

ตลอด 10 ปีที่ สี จิ้นผิง ปกครองประเทศในฐานะผู้นำสูงสุด ตัวเขาเองและคนรอบข้างคงจะมีความมั่นใจว่าประชาชนคนจีนส่วนใหญ่มีความพอใจกับสถานภาพของตัวเองและสังคมในภาพรวม

สี จิ้นผิง ย่อมจะต้องเชื่อว่าเขาได้สร้างสังคมจีนใหม่ที่มีความมั่งคั่งยั่งยืน และสามารถยืนตระหง่านในเวทีระหว่างประเทศอย่างภาคภูมิชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

สี จิ้นผิง ประกาศแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างโดดเด่น

ถึงขั้นที่เมื่อปลายปีที่แล้วเขายืนยันว่าไม่มี “คนจน” ตามคำนิยามของธนาคารโลกเหลืออยู่ในประเทศจีนแล้ว 

ก้าวต่อไปคือการลดความเหลื่อมล้ำ...ด้วยการประกาศนโยบาย “รุ่งเรืองร่วมกัน” (common prosperity) เพื่อไม่ให้ “รวยกระจุก จนกระจาย”

ดังนั้น สี จิ้นผิง และคนใกล้ชิดย่อมมีสิทธิ์ที่จะคิดว่าคนจีนมีความภูมิใจที่ผู้นำสามารถสร้างประเทศจีนวันนี้ที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศได้

แม้กรณีโรคระบาดโควิด-19 นโยบาย “โควิดต้องเป็นศูนย์” นั้นแรกเริ่มก็เป็นความภูมิใจของรัฐบาลจีนที่เปรียบเทียบให้เห็นว่าด้วยแนวทางอย่างนี้แหละที่ทำให้จีนมีจำนวนคนป่วยและเสียชีวิตจากโรคระบาดครั้งนี้น้อยกว่าของตะวันตกอย่างมาก

สี จิ้นผิง ใช้นโยบายนี้อ้างถึงระบบการเมืองแบบของจีนที่มีประสิทธิภาพกว่า “ประชาธิปไตยตะวันตก” ที่มีคนตายและป่วยมากกว่าจีนหลายเท่า

แต่ สี จิ้นผิง คงจะไม่ตระหนักว่าภายใต้ผิวน้ำที่ดูเหมือนสงบนิ่งนั้นมีกระแสคลื่นข้างล่างที่คุกรุ่นแห่งความอึดอัดคับข้องใจ เพราะการใช้มาตรการที่เข้มข้นจนประชาชนมีความไม่พอใจที่เพิ่มดีกรีขึ้นเรื่อยๆ

จนระเบิดขึ้นเมื่อมีกรณีที่โรงงาน Foxconn ที่เจิ้งโจว ตามมาด้วยไฟไหม้ที่อุรุมชีของมณฑลซินเจียง

ซึ่งชาวบ้านต่างอ้างว่ามีสาเหตุมาจากมาตรการเคร่งครัดและเข้มข้นเกินเหตุเกี่ยวกับโควิดนี้เอง

หากสี จิ้นผิง ย้อนกลับไปพิจารณาถึงสาเหตุของการระเบิดแห่งอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจของคนจีนวันนี้ก็คงจะพบว่า เพราะเจ้าหน้าที่ในมณฑลต่างๆ ใช้มาตรการโหดๆ เหล่านั้นโดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่ชาวบ้านต้องเผชิญ

และไม่แยกแยะความรุนแรงของปัญหาในแต่ละท้องถิ่น...แต่เพราะกลัวว่าหากตัวเลขคนติดเชื้อจากชุมชนของตัวเองสูงขึ้นตนก็จะถูกลงโทษ

ในเมื่อระบบการปกครองทำให้เจ้าหน้าที่กลัวผู้บังคับบัญชาข้างบนมากกว่าฟังเสียงเดือดร้อนของประชาชน ความอดทนของชาวบ้านที่มีมายาวนานก็คงจะพวยพุ่งออกมาจนได้

และพอระเบิดออกมาก็ระงับยับยั้งได้ยาก

เพราะอารมณ์และความรู้สึกของคนจีน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่าที่ผ่านมานั้นก่อตัวมาระยะหนึ่งอย่างเงียบๆ

รอจังหวะที่จะเผยตัวเท่านั้น

ดังนั้นการก่อเกิดของ “ปฏิวัติ A4” จึงมีความหมายที่กว้างไกลกว่าเพียงแต่เป็นการแสดงออกของคนที่อึดอัดกับมาตรการโควิดเท่านั้น

หากหมายรวมถึงความอัดอั้นตันใจว่าด้วยข้อจำกัดของการแสดงความคิดเห็นที่ถูกกดทับมายาวนาน

ตรงนี้แหละที่ สี จิ้นผิง คงจะประจักษ์รับรู้และกำลังวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารของเขา

โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่เทอมที่ 3 ของการเป็นหมายเลข 1 ของประเทศ

น่าสนใจว่า สี จิ้นผิง ได้กล่าวกับคณะผู้แทนสหภาพยุโรปที่มาเยือนปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าการประท้วงเมื่อเร็วๆ นี้ในจีนสะท้อน “ความอึดอัดคับข้องใจ” ว่าด้วยการควบคุมโควิด

อีกทั้งยังเสริมว่า การระบาดใหญ่เข้าสู่ขั้นร้ายแรงน้อยลงแล้ว

เพื่อเปิดทางให้มีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ

เป้าหมายคงไม่ใช่เป็นเรื่องโควิดเป็นหลัก...หากแต่เป็นการลดอุณหภูมิของการประท้วงที่กว้างขวางเกินกว่าระดับที่ผู้นำจีนเคยคาดการณ์เอาไว้

ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับ สี จิ้นผิง และแนวทางการบริหารความเห็นต่างในบรรดาคนจีนที่เริ่มเรียกร้องต้องการความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ

ความเป็นผู้นำในยุคความผัวผวนปรวนแปรของสี จิ้นผิง จึงกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน