พอประเทศกลุ่ม G7 กับ EU รวมหัวกันกำหนดราคาน้ำมันดิบรัสเซียไว้ที่ 60 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา, ทุกสายตาก็มองมาที่ตลาดเอเชีย
แต่นักวิเคราะห์ก็คาดว่าการเปลี่ยนเส้นทางน้ำมันของรัสเซียมายังเอเชียก็มิใช่จะราบรื่นเสียเลยทีเดียว
เพราะมีประเด็นเรื่องความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอันเกิดจากมาตรการของตะวันตกที่ไม่ให้บริษัทประกันรับงานการขนส่งในส่วนที่เกินราคาบังคับ
การพึ่งพาเรือเก่าที่มีประกันน้อยจะเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ซื้อ
เริ่มมีคำเตือนว่า รัสเซียและผู้ซื้อน้ำมันดิบจะมีความเสี่ยงมากขึ้นจากอุบัติเหตุในการขนส่งและการรั่วไหลของน้ำมัน
จีนกับอินเดียกลายเป็น 2 ประเทศในเอเชียที่เป็นผู้รองรับน้ำมันดิบจากรัสเซียแทนยุโรปตะวันตก
แต่จุดเสี่ยงที่เพิ่มความยุ่งยากคือ ข้อจำกัดเรื่องห้ามบริษัทประกันทั้งหลายรับงานที่เข้าข่ายถูกคว่ำบาตร
บริษัทจากสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาถูกห้ามให้บริการประกันภัย การเงินการค้า และบริการทางทะเลอื่นๆ สำหรับการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย เว้นแต่จะมีราคาต่ำกว่าระดับเพดานที่กำหนดโดยสหภาพยุโรป
ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของวงการขนส่งทางทะเล เพราะไม่เคยมีข้อจำกัดเรื่องประกันความเสี่ยงเช่นนี้มาก่อน
พอมีประเด็นนี้ วงการประกันก็ปั่นป่วน เพราะทำตัวไม่ถูก และไม่รู้ว่าเส้นแบ่งระหว่างอะไรที่ทำได้กับทำไม่ได้อยู่ตรงไหน
และโทษของการละเมิดกติกาข้อใหม่นี้จะหนักหนาเพียงใด
เป้าหมายของตะวันตกคือ ต้องการจะลงโทษรัสเซียโดยไม่ให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันดิบในโลก
แนวคิดนี้มาจากสหรัฐฯ ก่อน ต่อมา G-7 และสหภาพยุโรปก็เดินตาม
แต่ก็เกิดอุปสรรคหลายประการที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน
ข้อขัดข้องแรกก็คือจีนและอินเดียปฏิเสธการเข้าร่วมโปรแกรมจำกัดราคาอย่างเปิดเผย
2 ยักษ์แห่งเอเชียต้องการวางตัวเป็นกลาง ไม่ต้องการถูกมองว่าถือหางข้างใดข้างหนึ่งในสงครามยูเครน
อีกทั้ง 2 ประเทศนี้รู้ดีว่าหากซื้อน้ำมันดิบของรัสเซียก็จะได้ราคาพิเศษในฐานะ “มิตรในยามยาก” ด้วย
เหตุผลก็ชัดเจน นั่นคือเมื่อรัสเซียถูกตะวันตกคว่ำบาตร รายได้จากการขายพลังงานหดหาย ก็ต้องหันมาพึ่งตลาดใหญ่ของ 2 ประเทศนี้
ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และรองนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ โนวัค ได้ขู่ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะปิดกั้นการขายน้ำมันให้กับประเทศต่างๆ ที่ปฏิบัติตามราคาเพดาน
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเส้นตายวันจันทร์ที่ผ่านมาก็คือ ดูเหมือนว่าน้ำมันดิบรัสเซียประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะต้องหาผู้ซื้อรายใหม่ที่ยอมรับความเสี่ยงว่าจะไม่สามารถเข้าถึงตลาดประกันภัยทางทะเลของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ซึ่งให้บริการเกือบ 90% ของการค้าน้ำมันทั่วโลก
เป็นผลให้รัสเซียและผู้ซื้อน้ำมันดิบ ซึ่งรวมถึงจีนและอินเดีย ตลอดจนสมาชิกกลุ่ม OPEC+ ในตะวันออกกลางที่อาจช่วยบริหารความยุ่งยากใหม่นี้
โดยหันไปใช้การเตรียมการด้านการขนส่งและการประกันภัยแหล่งอื่นๆ แม้จะมีวงจำกัดเพียงใดก็ต้องดิ้นรนให้ได้ แต่ก็มีปัญหาอื่นตามมา
แม้กองเรือบรรทุกน้ำมันที่รวบรวมโดยบริษัทเดินเรือที่ผุดขึ้นทั่วเอเชียและตะวันออกกลางในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการค้าของรัสเซียหลังการคว่ำบาตร
แต่เรือเหล่านั้นมีอายุใช้งานมากนานพอสมควร
ประเมินกันว่าเรือจำนวนมากมีอายุมากกว่า 15 ปี
ซึ่งเป็นอายุที่บรรดาบริษัทน้ำมันของโลกรังเกียจ เพราะความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการขนส่ง
เรือบางลำที่เข้าร่วม "กองเรือมืด" ที่เพิ่มขึ้นนี้ถูกระบุว่า “เก่าเกินเหตุ”
และในหลายกรณีก็ยังมีปัญหาว่าไม่มีประวัติการใช้เรือเพียงพอที่จะตรวจสอบว่ามีอายุใช้งานจริงๆ มานานเท่าไหร่แล้ว
ที่พอจะมีข้อมูลบ้างก็คือ เรือบางลำเคยถูกใช้ขนส่งน้ำมันเวเนซุเอลาและอิหร่านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
และแม้กองเรือเหล่านี้จะมีการประกันภัย แต่ความคุ้มครองจะต่ำกว่าปกติมาก
โดยเฉพาะสำหรับการขนส่งน้ำมันในกรณีที่ไม่มีผู้ให้บริการเดินเรือที่เชี่ยวชาญ และไม่มีอะไรรับรองว่าจะได้รับการคุ้มครองและการชดใช้ค่าเสียหายที่โยงกับธุรกรรมในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร
ซึ่งหมายความว่า รัสเซียและผู้ซื้อน้ำมันดิบจะมีความเสี่ยงมากขึ้นจากอุบัติเหตุในการขนส่งและการรั่วไหลของน้ำมัน
ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงว่า หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็จะได้รับค่าตอบแทนที่น้อยลง ซึ่งจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดหากเกิดเรื่องราวกลางทะเลครั้งใหญ่
ในจังหวะเดียวกันนี้เอง ราคาน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้นหลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในนาม OPEC Plus ประกาศจะรักษาระดับการผลิตน้ำมันดิบที่ตั้งไว้ตั้งเเต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา
นั่นคือจะไม่มีการลดหรือเพิ่มการผลิต เพราะต้องการจะประเมินสถานการณ์ที่กำลังมีความปั่นป่วนอย่างแรงจากกรณีคว่ำบาตรของโลกตะวันตกต่อรัสเซีย
ในวันเดียวกันกับที่ตะวันตกประกาศกำหนดเพดานราคาน้ำมันดิบรัสเซียที่ 60 เหรียญฯ ต่อบาร์เรลนั้น ราคาในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบเบรนต์ ราคาเพิ่มขึ้น 2.29 ดอลลาร์ หรือ 2.7% มาอยู่ที่ 87.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7 โมงเช้า ที่ฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ
ส่วนราคาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบ WTI ดีดขึ้น 2.24 ดอลลาร์ หรือ 2.8% มาอยู่ที่ 82.22 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล
OPEC+ ซึ่งหมายรวมถึงรัสเซียด้วยตัดสินใจก่อนหน้านั้นหนึ่งวันว่าจะคงรักษาระดับการลดการผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่วางเอาไว้เมื่อเดือนตุลาคม จนถึงปีหน้า
อีกทั้งยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องเข้ามาเสริมจากจีนอีกต่างหาก
เพราะหลังจากการประท้วงในหลายๆ เมืองว่าด้วยมาตรการ “โควิดต้องเป็นศูนย์” ทางการจีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบอันดับ 1 ของโลกก็ขยายมาตรการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ในเมืองใหญ่ๆ หลายแห่ง
กลายเป็นปัจจัยใหม่ที่อาจจะมีผลต่อความต้องการใช้น้ำมันของจีนที่ลดลงจากความเข้มข้นของมาตรการล็อกดาวน์ในหลายๆ เมือง
ภาวะความปั่นป่วนของราคาน้ำมันดิบจึงยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้
โดยที่ไม่มีใครบอกได้ว่าสงครามจะแผ่วลงเมื่อใด และผลกระทบต่อการใช้น้ำมันดิบจะผันผวนปรวนแปรอย่างไร
ทุกประเทศ (รวมทั้งประเทศไทยเรา) ก็ต้องปรับตัวตามสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้ตลอดเวลา
นั่นแปลว่าผู้นำของแต่ละประเทศต้องมีทักษะแห่งการประเมินสถานการณ์ที่ไม่เคยต้องมีมาก่อนอย่างปฏิเสธไม่ได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


