พอญี่ปุ่นเสริมเขี้ยวเล็บ จีนก็ส่งเสียงคำรามตอบ!

ทำไมญี่ปุ่นจึงต้องเสริมเขี้ยวเล็บทางด้านทหารอย่างเปิดเผยและเป็นรูปธรรมอย่างที่เพิ่งประกาศไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา?

เอกสารทางการแจ้งว่า ด้วยการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางทหารครั้งสำคัญนี้ระบุว่า “ศูนย์กลางอำนาจของโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่เอเชียแปซิฟิก"

และเตือนว่า "บางประเทศ" กำลังพยายามเพิ่มอิทธิพลและสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศอื่นๆ ด้วยวิธีจำกัดการนำเข้าทรัพยากรธรรมชาติและให้เงินกู้ในลักษณะที่ไม่สนใจว่าลูกหนี้จะมีความสามารถจ่ายคืนหรือไม่

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าญี่ปุ่นหมายถึงใคร

นายกฯ ฟูมิโอะ กิชิดะ กล่าวในการแถลงข่าวว่า “สภาพแวดล้อมด้านความปลอดภัยโดยรอบญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

และสำทับว่า “ผมจะปฏิบัติภารกิจในฐานะนายกรัฐมนตรีอย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนท่ามกลางจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์”

เขาเน้น “จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์” เป็นหัวใจของการที่ต้องปรับเปลี่ยนนโยบาย

ที่ในอดีตเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่คนญี่ปุ่นจะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึง

นั่นคือเรื่องของกองกำลังทางทหาร

เพราะรอยด่างที่ญี่ปุ่นเคยร่วมมือกับเยอรมนีในการทำสงครามกับตะวันตกจนถูกทำลายด้วยระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

คิชิดะบอกว่า รัฐบาลได้ทำการจำลองสถานการณ์เพื่อประเมินว่าประเทศญี่ปุ่นวันนี้มีความสามารถในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามเพียงพอหรือไม่

และสรุปอย่างน่าตกใจว่า ความเข้าใจของผมคือขีดความสามารถในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ”

อีกทั้งยังวิเคราะห์ในฐานะผู้รับผิดชอบกองทัพด้วยว่า ญี่ปุ่นต้องเสริมความแข็งแกร่งในบางด้าน เช่น ศักยภาพในการตอบโต้หากถูกโจมตี

และยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพทางด้านการป้องกันประเทศด้านไซเบอร์

เพราะ "เส้นแบ่งระหว่างสถานการณ์ฉุกเฉินกับช่วงเวลาสงบสุขกำลังเลือนรางมากขึ้นเรื่อยๆ"

นี่เป็นภาษาของนักการเมืองที่กำลังใช้ศัพท์แสงทางยุทธศาสตร์ทางทหารมาบรรยายสรุปให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปด้วยภาษาง่ายๆ ที่สะท้อนทิศทางใหม่ของรัฐบาล

เอกสารประวัติศาสตร์ฉบับนี้เป็นการวางนโยบายพื้นฐานสำหรับการทูตและกลาโหมได้รับการแก้ไขเป็นครั้งแรก

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2013 เอกสารอีก 2 ฉบับคือ "ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ" และ "แผนพัฒนากองกำลังป้องกันประเทศ"

เอกสารที่วางแผนทางยุทธศาสตร์ทางทหารที่ว่านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกว่า National Security Strategy หรือ NSS หรือ "แนวทางโครงการป้องกันประเทศ"

เอกสารชุดนี้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1976 อันเป็นปีที่ทั้งโลกตกอยู่ภายใน “สงครามเย็น”

พอบรรยากาศสงครามเย็นเริ่มผ่อนคลาย NSS ก็ปรับยุทธศาสตร์ออกจากแนวคิดเดิมที่มีกองทัพไว้เพื่อป้องกันตัวเองเป็นหลัก

แต่เพราะข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลญี่ปุ่นเกือบทุกชุดก็วางจุดยืนไว้ในแนวทางที่ยังพึ่งพิงสหรัฐฯ สำหรับการป้องกันประเทศ

มีการเปรียบเทียบว่า ภายใต้ข้อตกลงระหว่างโตเกียวกับวอชิงตันนั้น สหรัฐฯ รับบทเป็น "หอก" และญี่ปุ่นเป็น "เกราะกำบัง"

แต่ในอนาคตกองกำลังญี่ปุ่นจากการเน้นที่ระบบการตั้งรับด้วยการสกัดขีปนาวุธมาเป็น "การป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธแบบบูรณาการ"

จุดระหองระแหงระหว่างญี่ปุ่นกับจีนคือบริเวณรอบเกาะ Senkaku (ที่จีนเรียก “เตี้ยวหยู”) ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างความเป็นเจ้าของ

เอกสารญี่ปุ่น NSS ระบุชัดแจ้งว่า จีนเป็น "ความท้าทายเชิงกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเผชิญมา"

ทั้งๆ ที่เดิมเคยเรียกประเด็นขัดแย้งนี้ว่าเป็น "ความกังวลของประชาคมนานาชาติ”

ทันทีที่ญี่ปุ่นประกาศแนวทางเสริมเขี้ยวเล็บใหม่ ปักกิ่งก็ออกมาต่อต้านฉับพลัน

สถานเอกอัครราชทูตจีน ณ กรุงโตเกียว ออกแถลงการณ์ว่าญี่ปุ่น "กล่าวอ้างอย่างผิดๆ ว่าท่าทีภายนอกและกิจกรรมทางทหารของจีนเป็น 'ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง' ต่อประชาคมระหว่างประเทศ"

จีนอ้างว่าเอกสารของญี่ปุ่นจงใจ "บิดเบือนข้อเท็จจริงพื้นฐานอย่างร้ายแรง ละเมิดเจตนารมณ์ของเอกสารทางการเมืองทั้ง 4 ฉบับ ระหว่างจีนและญี่ปุ่น จงใจยุยงให้เกิดภัยคุกคามจากจีน และกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดและการเผชิญหน้าในระดับภูมิภาค"

โดยจีนอ้างถึงสนธิสัญญาสำคัญและแถลงการณ์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ

ปักกิ่งกล่าวหาญี่ปุ่นมีเป้าหมายที่จะสร้างและขยาย เครือข่ายพหุภาคี กับพันธมิตรและประเทศที่มีแนวคิดเดียวกัน ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ อินเดีย และกลุ่มประเทศอาเซียน

เอกสารของญี่ปุ่นยังชี้ให้เห็นถึงการตระหนักถึง การป้องกันทางไซเบอร์ที่ใช้งานอยู่

โดยซึ่งผู้โจมตีทางไซเบอร์จะถูกตรวจสอบและแทรกซึมเพื่อจัดการกับแหล่งที่มาของการโจมตีอย่างรวดเร็ว

จึงต้องมีการออกกฎหมายใหม่เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงนี้

โดยยอดรวมแล้ว งบประมาณค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของญี่ปุ่นภายใต้แผนใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็น 43 ล้านล้านเยน (ประมาณ 11 ล้านล้านบาท) ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 ถึงปีงบประมาณ 2570

ซึ่งสูงกว่าแผนปัจจุบัน 1.5 เท่า งบประมาณ

รวมถึงงบประมาณการเพิ่มหน่วยยามฝั่ง โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ การวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเข้าใกล้ 2% ของ GDP ปัจจุบันในปีงบประมาณ 2027

รัฐบาลของคิชิดะมีเป้าหมายที่จะขึ้นภาษีเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

สมาชิกพรรค Liberal Democratic Party ของรัฐบาลกำลังถกแถลงว่าจะออกพันธบัตรหรือลดการใช้จ่ายที่อื่น

นายกฯ คิชิดะบอกว่า “ผมตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่าเป็นการดีจริงๆ หรือไม่ที่จะนำเงินไปซื้อขีปนาวุธโดยการกู้เงินมาใช้”

และสรุปว่าจะต้องจัดหาแหล่งเงินทุนที่มั่นคงและถาวร

ตั้งแต่ปี 1976 งบประมาณด้านกลาโหมของญี่ปุ่นถูกจำกัดไว้ที่ 1% ของ GDP โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีตากิโอะ มิกิ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา งบทหารก็จะอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 1% ของ GDP มาตลอด

คิชิดะเรียกร้องความร่วมมือและความเข้าใจจากสาธารณชน

“ความสำคัญของการตระหนักรู้ร่วมกันเกี่ยวกับการปกป้องประเทศของเราคือสิ่งที่เราเรียนรู้จากชาวยูเครน”

เขากล่าวเสริมว่า “ในจุดเปลี่ยนของนโยบายความมั่นคงของประเทศนี้ ผมขอความเข้าใจกับประชาชนเพื่อเติมเต็มความรับผิดชอบของเราต่อคนรุ่นหลัง”

ขณะที่จีนคัดค้าน สหรัฐฯ ก็แสดงความยินดีและสนับสนุนอย่างฉับพลัน

 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เขียนขึ้นทวิตเตอร์ว่า "พันธมิตรของเราเป็นรากฐานที่สำคัญของอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง และเรายินดีที่ญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง"

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่า

"วันนี้ญี่ปุ่นได้ดำเนินการอย่างกล้าหาญและเป็นประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและปกป้องอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง ด้วยการนำยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และโครงการเสริมสร้างกลาโหมฉบับใหม่มาใช้"

เมื่อทุกฝ่ายต่างเสริมเขี้ยวเล็บทางทหาร ความตึงเครียดก็กลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน