กระทรวงต่างประเทศไทยพยายามจะจัดให้มีการ “หารืออย่างไม่เป็นทางการ” ว่าด้วยวิกฤตพม่าที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
แต่เมื่อเราเชิญวันนะ หม่อง ลวิน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัฐบาลทหารพม่ามาร่วมโต๊ะ ผลก็คืออาเซียนแตกเป็นสองกลุ่มทันที
ผมจึงถือว่านายพลอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ของพม่าเป็นคนผ่าอาเซียนเป็นสองค่ายเพราะความขัดแย้งภายในของตนเองแท้ๆ
ที่ว่าอาเซียนแตกเป็นสองค่ายในกรณีนี้ก็เพราะประเทศที่ส่งรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศมาร่วมโต๊ะอาหารที่กรุงเทพฯ เมื่อวันพฤหัสฯ ก่อนนั้นคือ
กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนามและไทย
นั่นก็คือ CLMVT นั่นแหละ
ขณะที่อีก 5 ประเทศอาเซียนที่ไม่ส่งใครมาคือ
อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, บรูไน
ผมเชื่อว่าเหตุผลที่ 5 ประเทศหลังไม่มาร่วมก็เพราะไม่ต้องการให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลทหารพม่า
เพราะที่ผ่านมาสองปี การประชุมระดับผู้นำและรัฐมนตรีของอาเซียนก็ไม่เชิญระดับผู้นำของเขา
จนกว่าจะมีความคืบหน้าในการดำเนินตาม “ฉันทามติ 5 ข้อ” ที่มิน อ่อง หล่าย ไปตกลงกับผู้นำอาเซียนเมื่อเดือนเมษายน 2021 หรือสองเดือนหลังจากที่เขาก่อรัฐประหารในพม่า โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ส่วนอีก 5 ประเทศที่มาร่วมกินข้าวนั้นก็คงจะเป็นเพราะเป็นเพื่อนบ้านกับพม่า และเชื่อตามคำเชื้อเชิญของไทยว่าเพื่อจะมา “ฟัง” จากฝั่งรัฐบาลทหารพม่าบ้าง
แต่ภาพที่ออกมาสร้างความเสียหายให้กับอาเซียนไม่น้อย
เพราะตอกย้ำว่าอาเซียนแตกเป็นสองฝ่ายในกรณีวิกฤตพม่า
เท่ากับว่า มิน อ่อง หล่าย สามารถจะทำให้อาเซียนมีปัญหาความเป็นเอกภาพขึ้นมาอย่างชัดเจน
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาเซียนพยายามจะประคับประคองให้ยังสามารถเดินหน้าเรื่องพม่าได้บ้างในระดับหนึ่ง
แต่พอเกิดเหตุ “การหารืออย่างไม่เป็นทางการ” ที่กระทรวงต่างประเทศไทยจัดเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ไม่อาจจะปฏิเสธว่าอาเซียนมีท่าทีและจุดยืนเรื่องพม่าห่างกันมากขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว
ที่น่าสงสัยก็คือว่า ก่อนที่ไทยจะเชิญเพื่อนอาเซียนอีก 8 ประเทศนั้น ได้พูดจากับฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าก่อนหรือไม่ว่าการมาร่วมโต๊ะกินข้าวกับอาเซียนของวันนะ หม่อง ลวินนั้น จะมีอะไรที่ทางพม่ามาแจ้งให้ทราบถึงว่ามีความคืบหน้าเรื่อง “ฉันทามติ 5 ข้อ” ที่เป็นรูปธรรมหรือไม่
เพราะถ้าหากเพียงมา “ฟัง” ตัวแทนของมิน อ่อง หล่าย เท่านั้น สมาชิกอาเซียนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็จะบอกว่าได้ “ฟัง” รัฐบาลทหารพม่ามามากพอแล้ว ถึงเวลาจะต้องนำไปปฏิบัติเสียที
ผมจึงเชื่อว่าการที่ 5 ประเทศอาเซียนไม่มาร่วมวงครั้งนี้ก็เพราะไทยเราไม่สามารถจะแจ้งว่ามีความคืบหน้าอะไรที่จะทำให้ร่วมโต๊ะกับรัฐมนตรีต่างประเทศพม่าจากซีกทหารได้
การที่ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกินข้าวมื้อนี้ที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อนเกิดขึ้นเกือบจะทันทีหลังคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติมีมติ 12-3 รับรองให้เรียกร้องให้ยุติความรุนแรงและปล่อยนักโทษการเมืองของพม่าทันที
จากสมาชิก 15 ชาติในคณะมนตรีความมั่นคงนั้น 12 ประเทศยกมือเห็นพ้องกับมติ แต่ 3 ประเทศงดออกเสียง
นั่นคือจีน, รัสเซียและอินเดีย (ตามคาด)
คุณกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พูดถึงการหารืออย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2565 ที่มีคุณดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการประชุมทวิภาคีไทย-เมียนมาที่กรุงเทพฯ ว่า
การหารือครั้งนี้ไม่ใช่การประชุมในกรอบอาเซียน แต่เป็นการสนับสนุนความพยายามของอาเซียนในการหาแนวทางการแก้ปัญหาทางการเมืองโดยสันติวิธีต่อสถานการณ์ในเมียนมา
ต่อคำถามว่า การประชุมครั้งนี้ไม่เป็นการบั่นทอนความพยายามของอาเซียนในการแก้ปัญหาในประเทศเมียนมาหรือ คุณกาญจนาว่า
การประชุมนี้เป็นความพยายามที่จะเกื้อหนุน สนับสนุนการทำงานของอาเซียน เพราะที่ผ่านมาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วที่อาเซียนไม่ได้มีโอกาสหารือในระดับรัฐมนตรี หรือฟังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายเมียนมาโดยตรง
และว่า การประชุมนี้ไม่ใช่การประชุมอาเซียน แต่เป็นการหารือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ในเมียนมา และอยากจะเห็นทางออก
ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นการกีดกันหรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในอาเซียน
ในทางตรงกันข้าม การประชุมนี้จะช่วยให้เกิดความคืบหน้าในกระบวนการหาหนทางออกแก้ไขปัญหา
โดยในช่วงเช้าวันต่อมา อธิบดีกรมอาเซียนได้เชิญผู้แทนสถานทูตจากชาติสมาชิกอาเซียนประจำประเทศไทยเข้ารับฟังผลการหารือด้วยแล้ว
รัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าร่วมการหารือได้แก่ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา, นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว, นายโด๋ หุ่ง เหวียต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม, นายวันนะ หม่อง ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา, นายกัน ซอว์ รัฐมนตรีการลงทุนและความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศเมียนมา, นายโค โค ไหล่ รัฐมนตรีด้านความร่วมมือระหว่างประเทศและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเมียนมา
อธิบดีกรมสารนิเทศกล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปีที่รัฐมนตรีต่างประเทศได้หารือแบบตัวต่อตัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่ทางการทูตสำหรับการหารืออย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์
และให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ที่เน้นการปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศเพื่อนบ้านภาคพื้นแผ่นดิน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
คุณกาญจนาระบุอีกว่า โดยที่การหารือครั้งนี้เป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบ “ปลายเปิด”
จึงไม่มีการกำหนดวาระการประชุมล่วงหน้า และไม่มีเอกสารผลลัพธ์การประชุม
แต่ก็ยืนยันว่าบรรยากาศของการประชุมเป็นไปด้วยดีและสร้างสรรค์
รัฐมนตรีจากไทย, สปป.ลาว, กัมพูชาและเวียดนาม ได้รับฟังความซับซ้อนของสถานการณ์ มาตรการความพยายามต่างๆ ที่ฝ่ายเมียนมาพยายามจะแก้ปัญหา
รัฐมนตรีที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและได้รับฟังข้อมูลจากฝ่ายเมียนมา รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับหนทางในการหาทางออกเพื่อกลับสู่สภาวะปกติในเมียนมา โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกเรื่องความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การลดผลกระทบด้านมนุษยธรรมต่อประชาชนเมียนมา และหนทางอื่นๆ ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน
น่าเชื่อว่า เมื่อกัมพูชาส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนหมุนเวียนให้อินโดนีเซียในปีใหม่ เราจะเห็นแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารพม่าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ไทยเราจะยังดำรงแนวทางแบบ “เกรงอกเกรงใจ” เพื่อนบ้านเกเรจนไม่เป็นตัวของตัวเองหรือไม่ เป็นประเด็นสำคัญสำหรับอนาคตของบทบาทไทยเป็นอย่างยิ่ง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


