นายกฯ มาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม มาเยือนไทยครั้งนี้นอกจากประเด็นในบริบทของอาเซียนแล้วก็ยังมีเรื่องความร่วมมือในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ
ในคำปราศรัยเรื่อง The Future of ASEAN (อนาคตอาเซียน) อันวาร์ให้ความสำคัญของหัวข้อนี้ไม่น้อยเช่นกัน
เขาบอกตอนหนึ่งว่า "จุดยืนของผมคือ ไม่มีการประนีประนอม และจะไม่อดทน (zero tolerance) ต่อการใช้ความรุนแรง"
โดยเน้นที่ว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเพิ่มความพยายามให้มากขึ้นของเพื่อนมุสลิมในภาคใต้และของรัฐบาล (ไทย) โดยเฉพาะกองทัพไทยที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีสันติ
อันวาร์ชี้ว่าหัวใจของการแก้ปัญหาเป็นเรื่องภายในที่มีผลกระทบกับประเทศไทยล้วนๆ
เขาบอกว่าบางครั้งปัญหาเกิดจากพื้นที่เอง แต่บางครั้งเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบจากส่วนกลางที่อาจจะ “มีปฏิกิริยาสนองกลับที่เกินเลย”
หรือที่อันวาร์เรียกว่า over-reaction
อีกด้านหนึ่งคือข้อกังวลจากมุมมองของชุมชนมุสลิมบางชุมชน ด้านศาสนา วัฒนธรรม และที่สำคัญคือ การ “ขาดความไว้วางใจ” ของชุมชนท้องถิ่นต่อส่วนกลาง
ด้านส่วนกลางก็มีข้อกังวลว่า มีเหตุการปะทะและการขยายตัวของความรุนแรงเป็นครั้งคราว
อันวาร์ยืนยันว่า “แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้”
แต่ต้องเพิ่มความพยายามโน้มน้าวให้เพื่อนทางใต้ให้มากกว่านี้
อันวาร์บอกว่า บางคนก็มีความคุ้นเคยกันส่วนตัวและมีปฏิสัมพันธ์กันอยู่
แนวทางที่ควรจะต้องทำให้เกิดขึ้นก็คือ การให้เข้าใจประเด็นของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไทยและประเทศไทย
“โดยที่พวกเขายังสามารถปกปักรักษาสิทธิ วัฒนธรรม ศาสนา และภาษาของตนไว้ได้...”
อันวาร์ย้ำว่า โดยปรัชญาส่วนตัวแล้ว เขาพยายามจะสร้างวาทกรรมใหม่ในมาเลเซียด้วยการโน้มน้าวประชาชนทุกกลุ่มในมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒธรรม ว่าต้องยอมรับสิทธิและความเชื่อของพลเมืองทุุกคน
ในขณะที่พวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียด้วยเช่นกัน
ว่าแล้วอันวาร์ก็บอกว่า ในฐานะของมิตรที่เหมือนครอบครัว เมื่อเราถูกขอให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกของกระบวนการ เราก็พร้อมจะทำหน้าที่อย่างมีความหมายมากขึ้น
ในแง่ของการมาเยี่ยมประเทศไทยครั้งนี้ อันวาร์ได้พยายามแสดงความเป็นกันเองและความพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลไทยในหลายเรื่อง
ศูนย์ข่าวภาคใต้ของสำนักข่าวอิสราบอกว่า อันวาร์พยายามโปรยยาหอมด้วยการประกาศปฏิเสธความรุนแรง และพร้อมจะจบปัญหาชายแดนใต้ของไทยให้เร็วที่สุด
ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียเองก็มีบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีตัวแทนรัฐบาลไทย นำโดย พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ซึ่งได้พูดคุยหาทางยุติความขัดแย้งกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐกลุ่มใหญ่ที่สุด และมีบทบาทสูงสุดในสถานการณ์ความไม่สงบตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
นักวิชาการที่เกาะติดสถานการณ์ชายแดนใต้ และเชี่ยวชาญประเทศมาเลเซียเห็นว่าท่าทีของอันวาร์น่าจับตาตรงที่ต้องการจะแสดงตัวเป็น “คนกลาง” ที่ไม่ได้ยืนข้างทั้งรัฐบาลไทย
ผศ.ดร.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขีดเส้นใต้คำพูดของอันวาร์ ที่เน้นย้ำเรื่องปฏิเสธความรุนแรง และพร้อมร่วมพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไปพร้อมๆ กับมาเลเซีย
“อันวาร์เองมองเกมค่อนข้างจะขาด เพราะความร่วมมือตรงนี้ เป็นคำพูดที่ถ้าเราตีความหมายกันจริงๆ ก็กำกวมพอสมควร เพราะความรุนแรงไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นความรุนแรงมาจากฝ่ายใด จากฝ่ายผู้ก่อเหตุเอง หรือความรุนแรงที่มาจากรัฐไทย”
"การพูดแบบนี้ผมมองว่า อันวาร์ ต้องการมีพื้นที่ ไม่ใช่แต่เฉพาะฝั่งรัฐไทยเท่านั้น แต่ต้องการจะให้ความร่วมมือหรือพยายามที่จะขยับขึ้นไปมีบทบาทในมุมของกลุ่มผู้เห็นต่างกับรัฐด้วยเช่นกัน เพราะถ้าไม่พูดอย่างนี้ หรือว่าถ้าเราตีความหมายของอันวาร์ ว่าช่วยรัฐอย่างเดียว หรือจะสนับสนุนรัฐไทย นั่นหมายความว่าอันวาร์จะอยู่ตรงข้ามกับผู้ก่อเหตุทันที หรือถ้าบอกว่าอยู่ฝั่งผู้ก่อเหตุ ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย ก็จะอยู่ตรงข้ามกับรัฐไทย"
ศูนย์ข่าวภาคใต้ของสำนักข่าวอิสราอ้าง
ดร.ชัยวัฒน์เสริมว่า
“คำพูดของอันวาร์เป็นคำพูดที่ทำให้เขามีพื้นที่ที่จะไปเจรจากับ 2 ฝ่าย ไม่ปฏิเสธฝั่งไทย เช่นเดียวกันไม่ปฏิเสธผู้ก่อเหตุที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียด้วยเช่นกัน เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่อันวาร์จะแก้ปัญหาโดยไม่ได้รับความร่วมมือจากคนกลุ่มนั้น และการพูดเช่นนี้เป็นการรักษาพื้นที่กับผู้ก่อเหตุด้วย เพราะความรุนแรงไม่ได้มีความรุนแรงจากฝั่งนั้นอย่างเดียว เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นจากรัฐเราเองที่ใช้ในการแก้ปัญหาด้วยเช่นกัน”
แสดงว่าอันวาร์เข้าใจบริบทปัญหาไฟใต้ไม่น้อย
“เราปฏิเสธไม่ได้ว่าอันวาร์มีความเข้าใจบริบทการแก้ปัญหา แต่เราไม่สามารถที่จะหันมาทางอันวาร์ได้โดยตรงทั้งหมด เราต้องไม่ลืมว่าอันวาร์เองยังมีปัญหาภายในประเทศที่ยังต้องแก้ไข”
แต่ท้ายที่สุดก็อยู่ที่ความร่วมมือของทุกฝ่าย เพราะต่อให้อันวาร์ร่วมมือเท่าไหร่ แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว ไม่ได้มีแค่บีอาร์เอ็นอย่างเดียว ยังมีกลุ่มอื่นๆ อีก
“การที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับข้อตกลง จึงต้องใช้เวลา”
อ.ชัยวัฒน์ยังเสนอว่า ไม่ควรมองปัญหาที่ถูกขีดกรอบเป็นประเด็นความมั่นคงแต่เพียงด้านเดียว
“เราต้องเอาเรื่องผลประโยชน์มิติอื่นๆ ออกจากความขัดแย้งในเรื่องปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วไม่มองว่าปัญหาเป็นมิติความมั่นคงอย่างเดียว เพราะว่ามันมีความซับซ้อนของปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาเสพติด การค้ามนุษย์ ของเถื่อน ปัญหาน้ำมันเถื่อน เต็มไปหมดเลย ถ้าแยกปัญหาพวกนั้นออกจากความมั่นคงไม่ได้ เราก็จะแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยแนวคิดความมั่นคง”
“ปัญหาบางอย่างแก้มิติความมั่นคงไม่ได้ มันต้องแก้ด้วยความเข้าใจในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาวัฒนธรรม ความขัดแย้งประวัติศาสตร์บาดแผล ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ก่อเหตุเองใช้สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันในการสร้างพลังในการต่อสู้กับรัฐไทยด้วย”
สำหรับไทยแล้วการมาเยือนไทยของนายกฯ อันวาร์ครั้งนี้จึงมีความหมายในหลายมิติที่ต้องมีการประสานติดตามเพื่อให้ความร่วมมือออกมาเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง
หลังจากที่เป็นข้อตกลงบนกระดาษมากกว่าในภาคปฏิบัติมาหลายปี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


