หลังกรณีบอลลูนสอดแนม มะกัน-จีนจะปรับท่าทีอย่างไร?

มีคำถามในหมู่นักวิเคราะห์ระหว่างประเทศว่ากรณี “บอลลูนสอดแนม” ที่สหรัฐฯ กับจีนเกิดวาทกรรมกันเมื่อเร็วๆ นี้จะทำให้เกิดความร้าวฉานระหว่างสองยักษ์ใหญ่หนักหนาเพียงใด

มองระยะสั้น ผลกระทบเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องรักษาสถานะของตนเองในเวทีระหว่างประเทศ

อีกทั้งผู้นำปักกิ่งและวอชิงตันต่างก็ต้องทำให้ประชาชนของตนเห็นว่าไม่อาจจะยอมอ่อนข้อต่ออีกฝ่ายหนึ่งได้

กระแสชาตินิยมเป็นปัจจัยที่สำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อให้เกิดผลด้านบวกสำหรับการเมืองในประเทศ

ประเด็นนี้เป็นสัจธรรมของการเมืองระดับโลกมายาวนานแล้ว

แต่ในกรณีสหรัฐฯ กับจีนนั้นต้องมองความสัมพันธ์ระยะกลางและระยะยาวด้วย

เพราะในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความจำเป็นที่ต้องจัดการบริหารความขัดแย้งนี้ให้ได้

เพื่อประโยชน์ของตนอีกเช่นกัน

เราจึงจะเห็นความพยายามที่จะให้เรื่องนี้ผ่านไปเหมือนความระหองระแหงเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา

               ไม่ช้าก็เร็ว

เพราะทั้งสองฝ่ายไม่อาจจะยอมให้ปมประเด็นขัดแย้งเรื่องใดเรื่องหนึ่งลากยาวจนกระทบความสัมพันธ์หลักอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพากัน

หลังเหตุพบบอลลูนสอดแนมของจีนเมื่อต้นเดือนนี้ และรัฐบาลโจ ไบเดน สั่งให้สอยลงมา ปฏิกิริยาแรกระดับรัฐบาลก็คือการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แอนโทนี บลิงเคน ที่จะเลื่อนการเดินทางเยือนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

แต่ก็ไม่ได้ประกาศยกเลิก

นักวิเคราะห์มองว่าบลิงเคนมีความระมัดระวังทางการทูตพอสมควรในการวิจารณ์จีน

ใช้คำว่า “เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้” และ “ไร้ความรับผิดชอบ”

แต่ไม่ถึงขั้นประณามว่าเป็นการจงใจที่จะบ่อนทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ

แต่ต่อมาก็เกิดความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเมื่อมีสหรัฐฯ ยิงทิ้ง “วัตถุปริศนา” อีกสองครั้งเมื่อวันศุกร์และเสาร์ที่ผ่านมา เหนือท้องฟ้ารัฐอะแลสกาและแคนาดา

เพราะทำให้เกิดข้อสงสัยว่าตกลงมี “อากาศยานสอดแนม” ที่มาจากประเทศอื่นรุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าอเมริกาเหนือมากน้อยแค่ไหน

เป็นจังหวะเดียวกับที่รัฐบาลจีนแจ้งว่ามี “วัตถุปริศนา” เหนือเมืองรื่อจ้าวของจังหวะชานตงของจีนเช่นกัน

โดยที่ปักกิ่งไม่ได้บอกว่าเป็นความพยายามสอดแนมของต่างชาติ

แต่ก็ยืนยันว่าจะยิงทำลายเช่นกัน

ขณะที่ยังตกลงกันไม่ได้ว่าซากของบอลลูนจีนที่อเมริกายิงตกนั้นจะคืนให้จีนหรือไม่

เพราะสหรัฐฯ อ้างว่าเมื่อถูกยิงตกในดินแดนอเมริกาก็เป็นสิทธิ์ของสหรัฐฯ ที่จะเก็บไว้

ในขณะที่จีนอ้างว่าเมื่อเป็นของจีนก็ต้องส่งคืนมา

รอยร้าวของความสัมพันธ์ของสองประเทศยักษ์เป็นประเด็นที่มีมาต่อเนื่อง

ก่อนหน้าเรื่องบอลลูนสอดแนมก็เกิดวิกฤตของความสัมพันธ์ในระดับสูงเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา

เมื่อ ส.ส.แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในขณะนั้น เดินทางเยือนไต้หวันขณะที่ปักกิ่งประท้วงเสียงดังว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีน

เดิมเชื่อว่ากันการมาเยือนจีนของรัฐมนตรีบลิงเคนน่าจะเป็นความพยายามครั้งใหม่ที่จะฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศได้อีกครั้ง

แต่พอเกิดเรื่องบอลลูนสอดแนมของจีนก็กลายเป็นอุปสรรคใหม่ขึ้นมาทันที     

เพราะนอกจากจะมีปัญหากับปักกิ่งแล้ว ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเองก็ถูกการเมืองภายในกดดันอย่างหนัก

ผู้นำพรรครีพับลิกันออกมาวิพากษ์กองทัพสหรัฐฯ และไบเดน ที่ปล่อยให้บอลลูนจีนลอยผ่านน่านฟ้าอยู่หลายวัน...ลอยล่องจากทิศตะวันตกไปถึงฝั่งตะวันออกของประเทศ โดยไม่จัดการให้จีนเห็นความเด็ดขาดของสหรัฐฯ

กระทรวงต่างประเทศจีนก็ฟาดกลับสหรัฐฯ ด้วยการยืนยันว่า บอลลูนนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องสอดแนม หากแต่เป็นการวิจัยด้านสภาพอากาศของพลเรือนที่พลัดหลงเข้าไปในน่านฟ้าสหรัฐฯ เพราะทิศทางลมที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังกล่าวหาเพิ่มเติมว่า จีนส่งบอลลูนลักษณะนี้ลอยเหนือ 40-50 ประเทศ

ยิ่งทำให้ปักกิ่งเดือดเพิ่มขึ้นอีก

พอกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขอต่อสายไปพูดคุยกับทางจีนให้รัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองฝ่ายได้ “เคลียร์” กัน ก็ได้รับการปฏิเสธจากจีน

จอห์น เคอร์บี แห่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการเพิ่มความขัดแย้งกับจีน แต่พยายามเปิดช่องทางการสื่อสารเอาไว้

แต่เมื่อสถานการณ์ยังร้อนอยู่ จึงไม่ใช่เวลาที่รัฐมนตรีบลิงเคนจะไปเยือนจีน

วงการทูตแจ้งว่าจากนี้ไปยังมีอีกหลายเวทีที่เจ้าหน้าที่อเมริกันกับจีนอาจจะพบปะบนเวทีระหว่างประเทศได้...ถ้าทั้งสองฝ่ายพร้อมจะเจอกัน

เช่น การประชุมด้านความมั่นคงที่นครมิวนิก เยอรมนี ช่วง 17-19 กุมภาพันธ์นี้

คาดว่ากรรมการกรมการเมืองกำกับนโยบายต่างประเทศ (และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ) จีน หวัง อี้ และรัฐมนตรีบลิงเคนจะเข้าร่วมประชุมด้วย

แต่ยังไม่ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายมีกำหนดการหารือกันหรือไม่

อีกเวทีหนึ่งคือการประชุมสุดยอด G-20 ที่อินเดียในเดือนมีนาคมนี้

ขณะเดียวกันก็มีกำหนดการเยือนจีนของรัฐมนตรีการคลังสหรัฐฯ เจเน็ต เยลเลน ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แม้จะยังไม่ได้มีการเปิดเผยกำหนดการที่แน่นอน

แต่หากจะให้เป็นรูปธรรมจริงๆ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยังจำเป็นต้องเดินทางเยือนจีนเพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อตอกย้ำว่าช่องทางระดับสูงของสองประเทศยังติดต่อกันได้

อีกด้านหนึ่ง หลังเกิดเหตุบอลลูนจีนไม่กี่วัน สหรัฐฯ ก็เริ่มซ้อมรบในทะเลจีนใต้

ซึ่งก็เป็นการส่งสัญญาณที่ไม่เป็นมิตรนักต่อจีน

การซ้อมรบร่วมครั้งนี้นำโดยกองทัพเรือและนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในทะเลจีนใต้

กองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นแจ้งว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz และหน่วยนาวิกโยธินที่ 13 ได้ร่วมซ้อมรบใน “ปฏิบัติการกองกำลังจู่โจม” ในทะเลจีนใต้ “เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาคซึ่งสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพ”

การซ้อมรบดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่ได้แจ้งว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

วอชิงตันอ้างว่าการซ้อมรบครั้งนี้มีการเตรียมการล่วงหน้ามาก่อน ไม่เกี่ยวกับเรื่องบอลลูนสอดแนมของจีน

แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ฝ่ายจีนมองความเคลื่อนไหวเช่นนี้ของฝั่งอเมริกา ว่าเป็นการตอกย้ำถึงท่าทีที่จงใจจะเดินหน้าสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

โลกคงไม่สงบง่ายๆ ตราบที่มหาอำนาจยังไม่สามารถบริหารความสัมพันธ์ให้เน้นเรื่อง “การแข่งขันที่ต้องไม่กลายเป็นความขัดแย้ง” อย่างที่ทั้งปักกิ่งและวอชิงตันกล่าวย้ำเสมอ

แต่ยังไม่สามารถทำให้เป็นความจริงในทางปฏิบัติได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน