วาทะเด็ดของดอน : ‘ไม่เชิญก็ไม่ต้อง กระทืบเท้าเชิญมาก็ไม่ต้องลิงโลดใจ’!

นานๆ ที คุณดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศจะตอบกระทู้ในสภาฯ

วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา คุณดอนลุกขึ้นตอบประเด็นเรื่องที่ไทยไม่ได้รับเชิญจากสหรัฐฯ ไปร่วมกับ 110 ประเทศในการประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย (Summit for Democracy) ในรูปออนไลน์ ในช่วงวันที่ 9-10 ธันวาคมที่จะถึงนี้

เป็นคำตอบที่ฟังแล้วต้องร้องซี้ดซ้าดกันเลยทีเดียว

เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะได้ยินรัฐมนตรีต่างประเทศไทยบอกว่าแม้สหรัฐฯ จะเชิญมาเราก็อาจจะต้องพิจารณาว่าจะไปหรือไม่

ท่านบอกว่าการประชุมครั้งนี้เป็น “เรื่องการเมืองล้วนๆ...เป็นเรื่องการเมืองที่จะใช้เล่นงานกันและกัน...”

ท่านบอกว่าไม่ใช่ว่าเพื่อนอาเซียนของเราได้รับเชิญหมด บางประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ได้รับเชิญ “มันไม่ได้แปลก”

ตามรายชื่อที่ประกาศในเว็บไซต์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ สามประเทศอาเซียนที่ได้รับเชิญคือ อินโดนีเซีย, มาเลเซียและฟิลิปปินส์

คุณดอนบอกต่อว่า

 “ใน่แง่ของการไม่ได้รับเชิญ บางเรื่องเราดีใจด้วยซ้ำที่ไม่ได้ไป ที่ไม่ได้รับเชิญ บ่อยครั้งที่ไม่เชิญ เราก็บอกว่าดีแล้ว และถ้าเชิญเราต้องพิจารณาว่าจะไปหรือไม่ไป...”

รัฐมนตรีต่างประเทศบอกด้วยว่า เรื่องนี้เป็น “ดาบสองคม..ในหลายกรณีไม่ใช่ว่าไม่มีคำเชิญแล้วเราต้องตื่น ต้องกระทืบเท้าด้วยความเสียใจ หรือถ้าเชิญแล้วจะต้องลิงโลดที่จะไป...”

คุณดอนสอนเราว่าในด้านของการต่างประเทศ “มันไม่ได้ออกมาอย่างที่หลายคนเข้าใจ”

หากตีความตามถ้อยแถลงของคุณดอนเป็นภาษาชาวบ้านก็อาจจะเข้าใจได้ว่าที่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เชิญ 110 ประเทศมาประชุมสุดยอดเรื่องประชาธิปไตยนั้นเป็น “การเมืองล้วนๆ” ซึ่งจะถูกใช้เพื่อโจมตีกันและกัน

 “กันและกัน” ตรงนี้ ตีความอย่างชาวบ้านก็ต้องเข้าใจว่าไบเดนต้องการจะสร้างพันธมิตรภายใต้คำว่า “ประชาธิปไตย” เพื่อโจมตีฝ่ายที่ “ไม่ใช่ประชาธิปไตย”

ซึ่งก็คงจะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจะเป็นจีน

 (งานนี้ไบเดนเชิญไต้หวันไปร่วม แต่ไม่เชิญจีน...กลายเป็นประเด็นวิวาทะร้อนระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตันอีกเรื่องหนึ่ง)

ที่คุณดอนบอกว่าบางครั้งไม่เชิญมาก็ดีแล้ว เพราะเป็นดาบสองคม หรือแม้จะได้รับเชิญก็อาจจะต้องพิจารณาว่าจะไปร่วมหรือไม่ไป

ตีความที่คุณดอนพูดได้ไหมว่าบางงานถ้าไม่ไปร่วมอาจจะไม่ถูกตีความว่าถือหางข้างใดข้างหนึ่ง

ทำให้ผมอยากรู้มากว่าหากครั้งนี้สหรัฐฯ เชิญไทยมา คุณดอนจะเสนอนายกฯ ไทยว่าเราจะไปร่วมหรือไม่

ผมเองเชื่อว่าอย่างไรเสีย ถ้าได้รับเชิญกระทรวงต่างประเทศไทยก็จะ Say No ไม่ได้

หากคำเชิญมาจริง รัฐบาลไทยอาจจะ “ลิงโลดแบบเงียบๆ” ก็ได้

เพราะสามารถจะอ้างได้ว่าเห็นไหมสหรัฐฯ เห็นเราเป็นประชาธิปไตย

แต่เมื่อไม่ได้รับเชิญ คำอธิบายก็ออกมาแบบ “ฉันไม่แคร์” อย่างที่ได้ยิน

น่าคิดว่าสมมติว่าจีนจัดการประชุมกลุ่มประเทศที่เขาอยากจะสร้างเป็นเครือข่ายในลักษณะยันกับสหรัฐฯ บ้าง ถ้าปักกิ่งเชิญหรือไม่เชิญเรา จุดยืนเราจะต่างกับที่คุณดอนแถลงเมื่อวันพฤหัสฯ หรือไม่

ความจริง ประเด็นหลักที่คุณดอนคงอยากจะสื่อสารก็คงมีเพียงว่าการที่สหรัฐฯ ไม่เชิญไปร่วมงานนี้ไม่ได้แปลว่าเขามองเราไม่เป็นประชาธิปไตย

เพราะหลายประเทศที่เราเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยในเอเชียเองก็ไม่ได้รับเชิญ

และหลายประเทศที่ได้รับเชิญก็มิได้เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด

คุณดอนจึงบอกว่านี่ไง มันคือ “การเมืองล้วนๆ”

ซึ่งก็อาจจะจริง

แต่คำถามก็คือมีอะไรในการเมืองระหว่างประเทศบ้างที่ไม่ใช่ “การเมืองล้วนๆ”

ผมเข้าใจว่าทำไมคุณดอนจึงตอบกระทู้อย่างนั้น

แต่เมื่อออกมาเป็นคำตอบทางการอย่างนี้แล้วก็เท่ากับเป็นการวางหลักการบางประการว่าต่อแต่นี้ประเทศไทยจะมีจุดยืนต่อการเชิญหรือไม่เชิญไปร่วมกิจกรรมของมหาอำนาจอย่างไรด้วย

สำหรับผมนี่คือประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

ในขณะเดียวกันคุณดอนก็ได้ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของฝ่ายค้านเรื่องการเดินทางไปเยือนพม่าเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่ไปพบกับ มิน อ่องหล่าย ด้วย

คุณดอนบอกว่าเป็นการเยือนตามหลักกติกาสากล เป็นพื้นฐานสิทธิมนุษยชน และเดินทางไปในฐานะประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหารือทวิภาคี ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้งสิ้น

คุณดอนบอกด้วยว่าพม่าเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องให้ความสำคัญ เพราะมีชายแดนติดต่อกับประเทศรอบด้าน ทั้งไทย ลาว อินเดีย และจีน โดยไทยเป็นประเทศที่มีชายแดนติดกับพม่ามากที่สุด

ทางการพม่าจึงได้ร้องขอให้ไทยเป็นสะพานเชื่อมเรื่องมนุษยธรรมให้แก่พม่า

คุณดอนบอกว่าตอนที่เดินทางไปประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุด รัฐบาลประเทศอื่นๆ และภาคประชาสังคม รวมถึงกลุ่มเอ็นจีโอ ได้มาร้องขอให้ไทยช่วยเหลือพม่าเรื่องมนุษยธรรม

ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเรื่องการเมือง

และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมนั้นถือว่าเป็นหลักการสากล ซึ่งอินเดียและจีนก็ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่พม่าด้วยเช่นกัน

คุณดอนยืนยันว่าสิ่งของที่นำไปบริจาคให้พม่าในวันที่ 14 พ.ย. นั้นไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของที่มาจากภาคเอกชนทั้งหมดจากหลายประเทศ

และไม่มีการนำวัคซีนไปบริจาคแต่อย่างใด เพราะการบริจาควัคซีนต้องมีการลงนาม MOU ซึ่งมีหลายขั้นตอน

"ความรู้หรือข้อมูลที่ผิดพลาด จริงๆ แล้วผมว่าเป็นเฟกนิวส์ด้วยซ้ำไป แต่ว่ามันก็เกิดขึ้นแทบทุกวันในบ้านเรา สำหรับนักเล่าข่าวก็ดี สื่อก็ดี หรือใครก็ตามในแวดวงต่างๆ ที่พอได้ยินอะไรสักอย่างก็นำไปขยายความออกไปในเชิงบิดเบือนถึงขั้นเป็นเฟกนิวส์ก็ย่อมได้" คุณดอนกล่าว

ความจริงหากคุณดอนจะแลกเปลี่ยนกับผู้คนในสังคมบ่อยกว่านี้เปิดเผยกว่านี้ก็จะไม่เกิดข้อกล่าวหา “เฟกนิวส์” ง่ายๆ อย่างที่อ้างแน่นอน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน