
คนเกิดก่อนกฎหมาย
เพราะฉะนั้น "คุณชูวิทย์" ต้องนับเป็น "ต้นบัญญัติ"
อย่างเมื่อวาน (๒๔ มี.ค.๖๖)
"โรงพยาบาลศิริราช" และ "โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ"
รับ "เงินบริจาค" จาก "คุณชูวิทย์" ไปแล้ว........
ต่อมา "คืนเงินบริจาค" แห่งละ ๓ ล้านให้กับ "ผู้บริจาค" คือคุณชูวิทย์ นั่นต้องนับเป็น "กรณีศึกษา" เลยทีเดียว
เพราะไม่เคยมีเช่นนี้มาก่อน!?
การบริจาคกับคนไทย เป็นเอกลักษณะอย่างหนึ่งของสังคมชาติ เมื่อเกิดกรณีคุณชูวิทย์ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย
เช่นว่า การบริจาคสาธารณกุศล บริจาคกับวัด กับพระ ไม่เว้นกระทั่งกับคำถามพิเรนทร์ที่ว่า
คนป่วย-คนบาดเจ็บ เอาเงินที่ได้จากธุรกิจผิดกฎหมาย กระทั่งขโมยมา ปล้นมา ทุจริตมา มาจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ต่อมา "ถูกจับได้"
แล้วโรงพยาบาลจะต้องคืนเงินที่ผู้ป่วยนำมาจากการทำผิดกฎหมายนั้นให้เจ้าทรัพย์หรือไม่?
รวมถึงเงินบริจาคสาธารณกุศล เงินถวายวัด-ถวายพระ เงินติดกัณฑ์เทศน์ แบบนั้น สมควรต้องคืนด้วยมั้ย?
นับเป็น "ปัญหาโลกแตก" เลยทีเดียว!
ก่อนจะ "แตกดอก-ออกลูก" กันไปยาว คุยกันเฉพาะกรณีคุณชูวิทย์ดีกว่า
ก่อนอื่น มาพิเคราะห์กันก่อนว่า.....
เงิน ๖ ล้านบาท ที่คุณชูวิทย์ยอมรับคือ "สารภาพ" เองว่า
เป็นเงินที่ "สารวัตรซัว" ผู้ต้องหา "คดีเว็บพนันออนไลน์"
ซึ่งหนีไปอยู่ต่างประเทศ
มอบให้ตัวแทน "อดีตเป็นนายตำรวจ" นำมามอบให้ แลกกับการหยุดแฉ นั้น
เงินนั้น อยู่ในสถานะใดกันแน่!?
ก็ควรทราบ คดีพนันออนไลน์สารวัตรซัวนี้ อยู่ในความรับผิดชอบ "กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง" ซึ่ง "พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช" เป็นผู้บัญชาการ
ในการติดตามดำเนินคดี มีการ "ยึดอายัดทรัพย์" สารวัตรซัวจำนวนมาก
พร้อมทั้งจับกุมกลุ่ม "บัญชีม้า" ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเครือข่ายพนันออนไลน์ของสารวัตรซัวทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดหลายแห่ง
ดังนั้น ชาติกำเนิดเงิน ๖ ล้านที่คุณชูวิทย์นำไปบริจาค อยู่ในสถานะ "เงินโจร" คือเงินจากธุรกิจผิดกฎหมาย
การที่คุณชูวิทย์นำไปบริจาคโรงพยาบาล มองอีกทางหนึ่ง เท่ากับอาศัยโรงพยาบาลเป็นสถานที่ "ฟอกเงินโจร"!
ความจริง โรงพยาบาลรัฐเป็นนิติบุคคล ไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล ถึงไม่คืนก็ไม่มีใครติดใจสงสัยและมองโรงพยาบาลในทางอกุศล
แต่ที่คืน นั่นเป็นดุลยพินิจสูงส่งของบุคคลผู้บริหาร "ตัดปัญหา" ที่จะตามมาแปดเปื้อนภาพลักษณ์องค์กร
อีกทั้ง "ตัดปัญหา" ที่ผู้บริจาคจะนำชื่อสถาบันไปอ้างอิงกับเงินอันได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมายและอาจมีคดีความตามมาภายหลัง
ประเด็นต่อมา ที่คุณชูวิทย์บอกว่า เมื่อโรงพยาบาลคืนเงินบริจาค รวม ๖ ล้าน
ก็จะนำไปมอบให้ตำรวจ!
ต้องบอกว่า คุณชูวิทย์ "มาถูกทางแล้ว" แม้จะมาสายไปหน่อยก็ตาม
เพราะพูดกันตามเนื้อผ้า เงิน ๖ ล้านนั้น คุณชูวิทย์ยอมรับเองว่า "เป็นเงินสารวัตรซัว"
ดังนั้น ๖ ล้านนั้น คือ "เงินของกลาง" ที่หลุดรอดไปจากการยึดอายัดของตำรวจกองบัญชาการสอบสวนกลาง
เมื่อคุณชูวิทย์ไปมอบตำรวจ เท่ากับนำเงิน "ของกลาง" ไปคืน หลังถูกแฉ
แต่จู่ๆ นำเงิน ๖ ล้านไปมอบให้ ผบ.ตร.โดยไม่มีต้นสาย-ปลายเหตุ ท่านคงไม่รับหรอก
ท่านคงต้องสอบปากคำคุณชูวิทย์ ถึงที่มา-ที่ไปก่อน
นั่นคือ อดีตนายตำรวจอักษรย่อ ป.คนหนึ่ง และอีกคนอักษรย่อ อ.อ่าง ตามที่คุณชูวิทย์แถลงว่าเป็นตัวแทนสารวัตรซัวนำมามอบให้แลกกับการหยุดแฉ นั้น
คุณชูวิทย์ต้องระบุตัว และต้องมาให้ปากคำยืนยัน อาจรวมถึง "นายเปา" ที่คุณชูวิทย์ อ้างว่าเป็นหลานด้วย เพื่อความชัดเจนในที่มา-ที่ไปของเงิน ๖ ล้านนั้น
รวมความคือ.....
คุณชูวิทย์ต้องร่วมมือกับตำรวจในกรณีนี้เต็มที่ เพื่ออยู่ใน "ฐานะพยาน" ไม่เช่นนั้น ตัวคุณชูวิทย์เอง เสี่ยงจะตกอยู่ในฐานะ "สมคบฟอกเงิน"!
และเรื่องนี้ เพื่อความชัวร์ว่า ๖ ล้านนั้น เป็นเงินจากอะไรกันแน่ และ ๒ อดีตนายตำรวจ นั้น ร่วมแก๊งสารวัตรซัวจริงหรือไม่?
ทนายษิทราควรไปพบพนักงานสอบสวนที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง เพื่อนำหลักฐานในมือไปมอบให้เจ้าพนักงาน
แต่เท่าที่ฟังทนายษิทราแถลงรายวัน.......
ผมว่าเรื่องเงินปิดปากนี้ มันไม่ได้มีครั้งเดียว-ก้อนเดียว และสารวัตรซัวรายเดียว ยังเกี่ยวไปถึงแทนไทอีกรายด้วย!?
ทำให้สังคมคลางแคลงในความเป็น "โรบินฮู้ด" ของชูวิทย์ว่า "ปล้นคนรวย เอาไปช่วยคนจน" แค่ครึ่งหนึ่ง
ส่วนอีกครึ่ง "อมเงินช่วยคนจน จากที่ปล้นคนรวย" หรือเปล่า?
คุณชูวิทย์บอก ไม่รับ... แต่เขายัดเยียด ไม่รู้จะทำยังไง เลยเอาไปบริจาค
ฟังดู น่าเห็นใจในความจำเป็น
แต่ฟังที่โรงพยาบาลศิริราชแถลง คุณชูวิทย์นำแคชเชียร์เช็ค ในนามคุณชูวิทย์เองเป็นผู้บริจาคไปมอบ
โรงพยาบาลออกใบเสร็จรับเงินให้ และใบเสร็จนี้ นำไปหักลดหย่อนภาษีได้ ๒ เท่า!
เออ...ความจริงกับสิ่งที่ชูวิทย์พูดมันขัดๆ กันอยู่นะ
ตัวแทนโจรนำมาให้เป็นเงินสด ด้วยธนบัตรใบละ ๑,๐๐๐ เป็นมัดๆ ๖ ล้าน
แต่ที่คุณชูวิทย์นำไปบริจาคเป็นแคชเชียร์เช็ค ในชื่อคุณชูวิทย์ ก็แสดงว่า คุณชูวิทย์เอาเงิน ๖ ล้านนั้น เข้าแบงก์ในบัญชีคุณชูวิทย์น่ะซี?
แถมยังให้เขาใส่ชื่อตนในใบเสร็จซึ่งเป็นเงินของคนอื่นเขา เพื่อเอามาลดหย่อนภาษีของตนอีก
"โรบินฮู้ด" ทำไมตุกติกอย่างนี้ล่ะ?
"เจสซี เจมส์" เขินแทนนะ!
ตุกติกขนาดนี้ แล้วจะให้เชื่อสนิทใจได้อย่างไรว่า ไม่แอบขยักเอาทองที่เป็นก้อนไว้ เอาเท่าหนวดกุ้งมาตกเบ็ด?
เรื่องจรรยาบรรณโจร เป็นเรื่องจิตสำนึก แต่เรื่องกฎหมายเป็นของตำรวจ
คดีนี้ อยู่ในมือ "พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช" ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง "รับประกันคุณภาพ" เชื่อถือได้
ฉะนั้น เรื่องนี้ ไม่เป็นหนังการ์ตูนแน่ ทางสอบสวนกลาง คงจะเรียกทั้งชูวิทย์และทนายษิทรามาให้ข้อมูลประกอบการคลี่คลายคดีบัญชีม้าและเว็บพนันออนไลน์เครือข่ายสารวัตรซัว
ดูไป-ดูมา เรื่องทุจริตผิดกฎหมายทั้งหลายแหล่ แหล่งโจรและตัวการใหญ่ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย
"ตำรวจ" แทบทั้งนั้น ตั้งแต่ พล.ต.อ. ยัน ส.ต.ต.!!!
คุณชูวิทย์นี่ ผมซูฮก ยกโป้งให้ทั้ง ๒ โป้งเลยว่า ฉลาดเป็นกรด ทันคน ไหวพริบ ปฏิภาณเป็นเลิศ
แต่ไหงมาจนปัญญา แค่ว่าไม่รู้จะคืนเงินให้คนที่เอามาปิดปากได้อย่างไร?
น่าเห็นใจ...เนอะ!
เอางี้ เพื่อนผม อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลสมัยหนึ่ง เขาอ่านข่าวเรื่องถุงขนม ๒ ถุง ถุงละ ๖ ล้าน ที่เขานำมาให้คุณชูวิทย์ แล้วไม่รู้จะคืนยังไง?
เพื่อนเขาเลยแนะวิธีที่ใช้ได้ผลมาแล้ว มาบอกเพื่อคุณชูวิทย์จะได้นำไปใช้ อ่านดูนะ
.....................................
ช่วงนี้ มีข่าวที่เป็นประเด็นร้อน (hot issues) ในสังคมเกี่ยวกับเงิน 2 ถุงที่เอาไปให้กัน จะเป็นกี่ล้าน กี่สิบล้านเพื่ออะไร ใครจะผิด ใครจะถูกหรือไม่อย่างไรก็แล้วแต่ ก็คงเป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบจะไปว่ากล่าวกันต่อไป
เรื่องการเอาเงินมาวางทิ้งไว้เนี่ย ผมก็มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังเพื่อทราบไว้เป็นข้อมูล
เป็นกรณีนายตำรวจรุ่นพี่ท่านหนึ่งระดับนายพลมาวิ่งเต้นให้ผมช่วยทางคดี แต่ผมไม่เล่นด้วย ท่านก็พยายามตื๊อๆๆๆๆ ผม
สุดท้ายก็แอบวางซองใส่เงินทิ้งไว้ หนาพอควรเลยละ แล้วท่านก็รีบเดินออกไป (อาจคิดว่าเงินซื้ออะไรได้หมดมั้ง)
แต่พอผมหันไปสังเกตเห็น ผมรีบสั่งลูกน้องให้รีบโทรแจ้งรุ่นพี่ท่านนี้ ซึ่งขับรถออกไปแล้ว ให้รีบกลับมารับซองคืนไป
มิฉะนั้น ผมจะดำเนินคดีฐานให้สินบนฯ
ที่สุด ท่านก็มารับกลับคืนไปกับลูกน้องผม (สู้ตาย)
ที่เล่ามานี้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ฟังเฉยๆ ไม่ได้อยากจะยกตนข่มท่านหรืออวดดื้อถือดีแต่อย่างใดนะครับ ..................................
สุดท้ายก็.........
รักนะ โรบินฮู้ด...จุ๊บจุ๊บ
จาก "เจสซี เจมส์"!
วันเสาร์ที่ปลายซอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘นั่งคนเดียว..เหงานะ’
ช่วงเวลานี้..... ต้องขอใช้คำว่า คนไทย “ทุกข์ทั้งแผ่นดิน”! ทุกข์แรก เป็นทุกข์ที่.... “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา”
🔴 LIVE เสธ.พัลลภ เปิดลึก UNCLOS ดับฝันเฟื่องเขมร..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2569
ดั่ง 'กฎกรรมรังแก'
“เพรงบุญ-เพรงกรรม แต่ปางบรรพ์" วานนี้ (๑๒ มิ.ย.๖๙) มาบรรจบ “สำนักพระราชวัง” มีแถลงการณ์ ว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” “สิ้นพระชนม์” ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ ๔๗ ข่าวนี้ แม้เตรียมใจรับแล้ว แต่กระนั้น ก็ยังมิวาย เมื่อพลันมีประกาศ ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจปวงชน! ทูลกระหม่อมเอ๋ย ทูลกระหม่อมแก้วของปวงไทย พระองค์ทรงสว่างมา แล้วพระองค์ก็ทรงสว่างไป
‘ซุ่มรบ-แสร้งสงบ’
หมู่นี้..... ไม่รู้จีนเกิดพิศวาสไทยอะไรขึ้นมา? เพราะตั้งแต่ขนทั้งเครื่องบินรบ ทั้งเรือรบ ทั้งรถถัง มาให้เขมร
ไทยโพสต์เปิดช่อง ‘เจาะการเมือง’ รู้ลึกทุกความเคลื่อนไหว
ไทยโพสต์เปิดช่อง “ไทยโพสต์เจาะการเมือง” อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวทางการเมือง และประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของสังคมจากทีมข่าวไทยโพสต์
กล้าๆ หน่อย..ฮุน เซน
แหม.....! นายกฯ อนุทินไม่น่าไปบอกให้ “ไอ้เฒ่าสารพัดพิษเขมร” คิดให้ดีก่อนที่จะมารบกับไทยเล้ย! เมื่อวาน มันเลยออกมาโทษสื่อไทยว่า “ลงข่าวไม่มีมูลความจริง” ที่ว่า เขาจะใช้ ๒ ทาง คือ “สันติวิธี” หรือ "ทางทหาร" กับไทย

