
ในหนังสือ “เอกสารการเมือง-การปกครองไทย” ที่ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๘ ชัยอนันต์ สมุทวนิช และ ขัตติยา กรรณสูตรได้รวบรวมเอกสารสำคัญในการเมืองการปกครองไทยระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๗-๒๔๗๗ เอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารชั้นต้นที่ถูกใช้อ้างอิงในการเขียนงานวิจัย หนังสือ ตำราต่างๆที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองไทยในช่วงเวลาดังกล่าว
เรื่องสุดท้ายในหนังสือ คือ เรื่องที่ ๑๒ ว่าด้วยการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งอาจารย์ชัยอนันต์และอาจารย์ขัตติยาได้ค้นคว้าและนำเอกสารสำคัญมาตีพิมพ์ไว้ นั่นคือ เอกสารพระราชบันทึกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนการสละราชสมบัติและคำสนองพระราชบันทึกของคณะรัฐบาล
ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเสนอมาถึง “พระราชบันทึกข้อ ๘” ดังมีใจความว่า
พระราชบันทึกข้อ ๘ และ “สนองพระราชบันทึก” (คำตอบจากรัฐบาล)
“ขอให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร ให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ข้าพเจ้าว่าจะไม่ตัดกำลังและตัดงบประมาณของทหารรักษาวังให้น้อยกว่าเท่าที่มีอยู่เวลานี้ เว้นแต่ข้าพเจ้าจะขอร้องเอง และจะคงให้ทหารรักษาวังอยู่ในฐานะที่เป็นอยู่ ณ บัดนี้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ขอให้รัฐบาลจ่ายอาวุธและลูกกระสุนให้แก่กองร้อย กองพัน ในกรมทหารรักษาวังให้มีเท่ากับกองร้อยกองพันทหารราบอื่นๆ
ในการที่ข้าพเจ้าร้องขอให้มีทหารรักษาวังไว้ตามเดิมนี้ ก็เพราะว่าบ้านเมืองยังอยู่ในเขตเปลี่ยนแปลง ยังไม่มีอะไรแน่นอน ความคิดความเห็นของคนและคณะต่างๆยังพลุกพล่านเต็มที จึงอยากให้มีกรมทหารที่พอจะควบคุมมิให้ยุ่งเหยิงในการเมืองได้ เอาไว้รักษาพระราชวังและรักษาพระองค์โดยใกล้ชิดเท่านั้น เพื่อเป็นการอุ่นใจสำหรับข้าพเจ้าเองและเจ้านายพอสมควร
ถ้าหากเหตุการณ์ในบ้านเมืองสงบเรียบร้อย และการปกครองแบบรัฐธรรมนูญเข้าสู่ฐานะปกติ และประชาชนเคยชิน และเข้าใจในวิธีการปกครองแบบใหม่นี้ดีแล้ว ก็อาจเปลี่ยนแปลงฐานะของกรมทหารนี้ไปได้บ้าง ตามแต่จะเห็นสมควรในเวลานั้น”
------------
หลังจากนั้น รัฐบาลได้มี “สนองพระราชบันทึก” กลับไปว่า
“๘. ในเรื่องที่จะตัดกำลังและตัดงบประมาณของทหารรักษาวังนั้น เรื่องงบประมาณนี้เกี่ยวแก่สมาชิกผู้แทนราษฎร รัฐบาลไม่มีความขัดข้องประการใดในการที่จะคงให้มีทหารรักษาวังไว้ตามเดิม ในเรื่องที่จะขอให้ทหารรักษาวังมีอาวุธเหมือนทหารรบทุกอย่างนั้น เห็นว่า ตามประเพณีที่เป็นมาแล้ว ทหารรักษาวังหามีอาวุธเช่นนั้นไม่ ในต่างประเทศก็ดุจกัน การที่จะเพิ่มอาวุธให้แก่ทหารรักษาวังเช่นนี้ มีข้อจะคำนึงถึงทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นจอมทัพอยู่แล้ว ตลอดจนตำรวจซึ่งมีความจงรักภักดี อาจจะรู้สึกโทมนัสว่า พระมหากษัตริย์ไม่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยก็เป็นได้”
-------
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมี “พระราชกระแสที่ทรงไขความแก้คำสนองของรัฐบาลในข้อ ๘.” ว่า
“ข้าพเจ้าไม่เคยเป็นอย่างอื่น นอกจากจอมทัพแห่งกองทัพบกและกองทัพเรือ แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็ได้มีการรัฐประหารโดยทหารเป็นผู้กระทำ ๒ คราว มีการกบฏอย่างใหญ่โดยกองทัพบกครั้งหนึ่ง และอย่างเล็กน้อยโดยกองทัพเรือครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีข่าวลือข่าวน่าหวาดเสียวถึงว่า อาจมีการสู้รบขึ้นระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือ และจนกระทั่งในระหว่างหมวดหมู่ต่างๆในกองทัพทั้งสองนี้ หากสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นอีกจริงๆแล้ว พวกทหารจะมัวพะวงแต่ในการสู้รบระหว่างกันเองมากกว่าที่จะมาคอยระวังรักษาตัวข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงใคร่ที่จะได้ความคุ้มครองจากกองทหารสักกองหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการแก่งแย่งทั้งหลาย เพื่อเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงได้ขอร้องมาในเรื่องกรมทหารรักษาวัง
ถ้าหากและเมื่อกองทัพบก และกองทัพเรือกระทำการตามหน้าที่ของตนจริงๆ คือ ในฐานะที่เป็นผู้รักษาความสงบและรักษาความปลอดภัยของประชาชาติ และไม่เข้ามายุ่งกับการเมืองแล้ว เมื่อนั้นก็เป็นเวลาอันควรที่จะลดกำลังกรมทหารรักษาวังมาทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องประกันเกียรติยศ หรือเป็นเพียงตำรวจรักษาการภายในพระราชวัง”
---------------
รัฐบาลมี “สนองพระราชกระแสที่ทรงไขความข้อ ๘.”
“เรื่องทหารรักษาวัง ซึ่งทรงพระราชประสงค์ให้มีอาวุธเยี่ยงทหารราบทั้งหลายนั้น เมื่อเสด็จกลับสู่พระมหานครแล้ว รัฐบาลจะได้จัดการถวายตามพระราชประสงค์”
-----------
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงมี “พระราชบันทีกข้อ ๙.” ดังต่อไปนี้
“ขอให้จัดการออกพระราชบัญญัติวางระเบียบการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาในเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ”
-------------
รัฐบาลมี “สนองพระราชบันทึก” ดังนี้คือ
“๙. เรื่องนี้คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติแก้ไขร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาชญาเกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษแล้วดังนี้
มาตรา ๒๖๓ ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษอย่างใดๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว มีอำนาจทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษ
เรื่องราวเช่นนี้ ให้ยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันคดีถึงที่สุด
ถ้าผู้ถวายเรื่องราวต้องขังหรือจำคุก จะยื่นเรื่องราวต่อพะทำมะรงเรือนจำก็ได้ เมื่อรับแล้ว ให้พะทำมะรงรีบส่งไปยังรัฐมนตรีนั้นโดยทันที
เป็นหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งความเห็นว่าควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่
ในกรณีซึ่งไม่มีผู้ใดถวายเรื่องราว ถ้ารัฐมนตรีดุจกล่าวแล้วเห็นเป็นการสมควรตามความยุติธรรม จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษานั้นก็ได้
ถ้าไม่มีพระบรมราชวินิจฉัยตกมายังรัฐมนตรีภายในกำหนดสองเดือน นับแต่วันทรงรับเรื่องราว ให้ถือว่าเรื่องราวนั้นตกไป”
---------- (ยังมีต่อ)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
การเปลี่ยนผ่านจากเทวราชามาสู่การสถาปนาอัตลักษณ์ราชาธิปไตยแบบพุทธศาสนาในพระไตรปิฏก : สามัญผลสูตรในฐานะทฤษฎีขีดจำกัดของอำนาจรัฐเหนือแรงงานและทรัพย์สิน
“สามัญผลสูตร” เป็นบันทึกการยอมรับของกษัตริย์ที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคสมัยพุทธกาลว่าอำนาจรัฏฐาธิปัตย์มีขีดจำกัดและขีดจำกัดนั้นอยู่ที่พรมแดนระหว่างร่างกายและจิตใจของพลเมือง
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 17): พระราชหัตถเลขาในหลวงรัชกาลที่ 9 สนับสนุนรัฐประหารของจอมพล ป. จริงหรือมั่ว ?
ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงหนังสือ ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจล ในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ของ ว.ช. ประสังสิต ที่ติพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2492
การเปลี่ยนผ่านจากเทวราชามาสู่การสถาปนาอัตลักษณ์ราชาธิปไตยแบบพุทธศาสนาในพระไตรปิฏก
การจะทำความเข้าใจพลวัตอำนาจในสมัยพุทธกาล จำเป็นต้องเริ่มต้นที่รากฐานความคิดเกี่ยวกับสถานภาพของกษัตริย์ในอุดมการณ์พราหมณ์ดั้งเดิม
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 16): จอมพล ป. สาบานว่าทำรัฐประหาร ไม่ได้หวังตำแหน่งใดๆ
ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491) มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศพระบรมราชโองการ
การพัฒนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายหลังพระเจ้าปีซาร์เตอร์มหาราชและการปรับความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับชนชั้นขุนนาง
แม้ว่าซาร์ปีเตอร์มหาราชจะทรงวางรากฐานของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการสร้างรัฐสมัยใหม่ของรัสเซียไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระองค์
การก่อรูปและการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของรัสเซียในสมัยพระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราช (ตอนที่ 2)
หากพิจารณาถึงพัฒนาการของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุโรป รัสเซียนับเป็นกรณีศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากพัฒนาการของรัฐรัสเซียมิได้เกิดจากการเติบโต

