อินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคมนี้...โดยที่เชื่อได้ว่าหัวข้อสำคัญคือ “วิกฤตเมียนมา” ซึ่งยังเป็นประเด็นร้อนที่หาทางออกไม่ได้
รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดฯ Retno Marsudi บอกว่าอินโดฯ พยายามจะใช้ “การทูตเงียบ” หรือ quiet diplomacy เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในเมียนมาหันหน้ามาเจรจากัน
เป็นความหวังที่ยังห่างไกลจากความเป็นจริงมากนัก
เพราะผู้นำทหารเมียนมาไม่มีทีท่าว่าจะพร้อมทำตาม “ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน” เลยแม้แต่น้อย
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 42 จะจัดที่เมือง Labuan Bajo, East Nusa Tenggara
แต่นายกฯ ไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คงจะไม่ได้ไปร่วมเพราะกำลังหาเสียงโค้งสุดท้าย
ผู้นำอาเซียนอื่นๆ ก็คงจะซุบซิบกันว่าใครจะมาเป็นนายกฯ ไทยคนต่อไปเพื่อการประสานงานกับอาเซียนให้ราบรื่นต่อไป
ก่อนหน้าการประชุมสุดยอด มีความพยายามที่จะคุยกันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อ “ผ่าทางตัน” เมียนมา
การเจรจา “นอกรอบ” หรือ “เจรจาทางเลือก” ที่อินเดียเป็นเจ้าภาพร่วมกับเมียนมา ได้จัดทำข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการเพื่อลดความรุนแรงใน "ทุกฝ่าย"
รวมถึงมาตรการระงับอาชญากรรมข้ามชาติ และเร่งรัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
พออินเดียเสนอตัวมาเป็น “คนกลาง” อีกด้านหนึ่งก็ย่อมจะสร้างแรงกดดันให้อาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ทางการทูตของตน
อินเดียเป็นเจ้าภาพจัด "การประชุมติดตามผล 1.5" ว่าด้วยการแก้ไขวิกฤเมียนมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่กรุงนิวเดลี
เป็นการติดตามการประชุมที่มีรูปแบบคล้ายกับในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ผู้เข้าร่วมปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายอินเดียแล้ว ก็ยังมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญของ “Think Tank” หลายสำนัก
และมีตัวแทนระดับกลางของระบอบทหารของเมียนมากับตัวแทนจาก 4 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม
โดยมีตัวแทนจากอินโดนีเซียในฐานะเป็นประธานหมุนเวียนขององค์กร
ที่น่าสนใจสำหรับการสนทนารอบนี้ มีตัวแทนจากจีนและบังกลาเทศเข้าร่วมด้วย
ญี่ปุ่นซึ่งเข้าร่วมการประชุมครั้งก่อนในประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมในครั้งนี้เพราะ "แจ้งให้ทราบล่วงหน้ากะทันหันเกินไป"
ในการประชุมที่เดลี อินเดียตกลงกับเมียนมาในการส่งคณะผู้แทนไปยังกรุงเนปยีดอ เพื่อช่วยผลักดันให้มีการ "เริ่มต้นการเจรจาใหม่เต็มรูปแบบ" ระหว่างรัฐบาลทหารและรัฐบาลระดับภูมิภาค
ที่สำคัญ ประเทศที่เข้าร่วมเห็นพ้องต้องกันว่า กระบวนการตามรอย 1.5 นี้ควร "เสริมต่อ" ความพยายามของอาเซียนในการแก้ไขวิกฤต
ผู้เข้าร่วมยังเห็นพ้องต้องกันว่า การเจรจาในอนาคตควร "นำเสนอมุมมองของประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายของเมียนมาด้วย"
มีการอ้างถึง “ความคับข้องใจ” ของอินเดียและบังกลาเทศเกี่ยวกับกระบวนการของอาเซียนที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
และความรู้สึกอย่างที่เจ้าหน้าที่อินเดียคนหนึ่งกล่วถึงประเด็นที่ว่า "อาเซียนไม่คำนึงถึงความกังวลของเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของเมียนมา" เท่าที่ควร
ในขณะที่กระบวนการ Track 1.5 ยังคง "ไม่เป็นทางการ" การตัดสินใจดูเหมือนจะเป็นส่วนสำคัญของการเจรจาระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา
บางคนที่ไปร่วมวงถกแถลงมา บอกว่าทุกฝ่ายจงใจให้อยู่ในการเสวนาเป็นเรื่องนอกรอบปกติ
ต้องการให้รับรู้ในระดับต่ำและระดับกลางเพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลว
และไม่ต้องการให้มีผลกระทบหากความคิดริเริ่มแบบนี้ไปไม่ถึงไหน
แต่ผู้เข้าร่วมทั้งหมดก็ตกลงกันว่าแต่ละคนจะส่งสารไปยังรัฐบาลของตนเอง และสรุปรายละเอียดก่อนการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการครั้งต่อไปซึ่งว่ากันว่าจะจัดที่ สปป.ลาว
ในฐานะประธานอาเซียนคนต่อไปในปี 2567 ลาวเริ่มมีส่วนร่วมทางการทูตกับเมียนมามากขึ้น แม้ว่าจะถูกบางคนมองว่ามีความผูกพันกับจีนที่คบหากันอย่างใกล้ชิด
แต่แน่นอนว่ารัฐบาลทหารเมียนมาก็ใกล้ชิดกับทั้งจีนและรัสเซียมากกว่าสหรัฐฯ และโลกตะวันตกอยู่แล้ว
การ “คุยกันนอกรอบ” ที่กรุงเดลีครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพยายามหาทางออกจากวิกฤตที่ยืดเยื้อมากว่าสองปีแล้ว
นั่นย่อมรวมทั้งการเยือนกรุงเนปยีดอก่อนหน้านี้ของอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ บัน กีมูน
วงการทูตบอกว่าแค่ไม่กี่วันก่อนที่บัน กีมูน จะไปเมียนมา คุณดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย และที่ปรึกษาคือ คุณพรพิมล "พอลลีน" กาญจนลักษณ์ ได้เดินทางไปเยือนหนึ่งวันเพื่อพบกับมิน อ่อง หล่าย เช่นกัน
น่าสนใจว่า ทั้งหมดนี้จะมีข้อมูลอะไรใหม่ที่นำมารายงานต่อ
สำหรับประเทศไทยแล้ว ช่วงนี้น่าจะมีความไม่สะดวกที่ผู้นำไทยจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้นำอาเซียนอื่นๆ เพราะการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับนำของประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต่างประเทศ
ดังนั้น ท่าทีและบทบาทของไทยต่อกรณีเมียนมาจะเป็นอย่างไรหลังการตั้งรัฐบาลใหม่ จึงเป็นประเด็นที่อาเซียนและประชาคมในภูมิภาคนี้ต้องคอยเฝ้ามองเช่นกัน
เพราะในท้ายที่สุดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกับเมียนมายาวที่สุด และมีความเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านด้านตะวันตกนี้ในทุกมิติ ย่อมจะมีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดสันติภาพ
ที่ผ่านมาวงการทูตเห็นว่า ไทยมีส่วนไม่น้อยในการผลักดันให้มีกระบวนการ Track 1.5 เพื่อหาทางออก “ที่ไม่เป็นทางการ” สำหรับวิกฤตครั้งนี้
แต่ก็ทำให้สมาชิกอาเซียนบางส่วนมีความรู้สึกหงุดหงิดกับท่าทีของไทย ที่ดูเหมือนจะโอนอ่อนผ่อนตามผู้นำทหารมากเกินกว่าที่จะทำให้มิน อ่อง หล่าย ตระหนักในความไม่รับผิดชอบของตนต่อฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน
นักการทูตที่รู้เรื่องดีคนหนึ่งบอกว่า ในบางช่วงรัฐมนตรีต่างประเทศของสิงคโปร์ถึงกับกระซิบกับฝ่ายไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า ไทยควรปฏิบัติตามข้อตกลงของอาเซียนที่จะกีดกันรัฐบาลเมียนมาจากการจัดกิจกรรมต่างๆ
เหตุเพราะสิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ มองว่าไทยยังเชื้อเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลทหารมาพบปะกับชาติอาเซียนอื่นๆ “อย่างไม่เป็นทางการ”
และคุณดอนเองก็ยังไปหามิน อ่อง หล่าย อย่างเปิดเผยเสมือนทุกอย่างไม่มีอะไรผิดปกติ
ทั้งๆ ที่อย่างน้อยสมาชิกอาเซียน 3-4 ประเทศเห็นว่าไม่มีอะไรที่เป็นปกติสำหรับวิกฤตเมียนมา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


