'นักวิชาการ' วิเคราะห์เสถียรภาพรบ.ใหม่ในการเมืองเก่า ไม่อาจต้านการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

1เม.ย.2569- นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ บทวิเคราะห์: เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ในระบบการเมืองเก่า มีเนื้อหาดังนี้

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โฉมหน้าของ ค.ร.ม. แบ่งเค๊กตามโควต้า ออกมาแล้ว ซึ่งล้วน เป็นตัวแทนรับใช้ของกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มทุนผูกขาด หรือ เทคโนแครตขุนนาง ที่ไม่เคยสัมผัสกับความทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน เป็นคนหาเช้ากินค่ำ นี่เป็น เป็นบทพิสูจน์และตัวอย่างเชิงประจักษ์ว่า “รัฐมืด” หรือ Deep state มีอยู่จริงและเป็นมือที่มองไม่เห็นที่บงการและกำหนดฉากทัศน์การเมืองไทย

บทบาทของ "Deep State" หรือ "รัฐมืด" ซึ่งหมายถึง “กลุ่มอำนาจบงการ” มีอยู่จริงในบริบทการเมืองไทยซึ่งสะท้อนออกมาที่ผลการเลือกตั้ง ที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม โดยมีการทักท้วงทั้งการนับคะแนน การฟ้องร้อง และการซื้อเสียง

โดยเฉพาะในยุคที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น สะท้อนเครือข่ายอำนาจมืดที่แทรกซึมไปในทุกองค์กรของสังคมจนทำให้ได้รับการเลือกตั้งมาด้วยเสียงข้างมากในครั้งนี้ ยกเว้นกรุงเทพ รวมทั้งการเล่นกลจนได้ควบคุมวุฒิสภาอย่างเบ็ดเสร็จอย่างไม่โปร่งใส มีคดีความฟ้องร้องอยู่ในศาลหลายสิบคดี มีการร้องเรียนหลายสิบคดี ที่ถูกเป่าให้เงียบ แช่ดองไว้

1.รัฐมืด คือใคร
คำนิยามของ รัฐมืด คือ “กลุ่มอำนาจบงการ”
ซึ่งเป็นกองหน้าของชนชั้นคนรวยจำนวน 1% บนยอดปิรามิดของสังคมรวยกระจุกจนกระจาย ( ประมาณ 7 แสนตน ใน 7 แสนคนนี้ มีตระกูลทุนผูกขาดใหญ่ๆ และกลุ่มทุนตระกูลการเมืองไม่ถึง 20 ตระกูลที่มีอิทธิพลในการบงการกำหนดทิศทางของประเทศมาทุกยุคทุกสมัย)
รัฐมืดยังรวมถึงเครือข่ายอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น กลุ่มอำนาจแฝง กองทัพ, ตุลาการ, ผู้นำของทุกหน่วยงานราชการระดับสูง ซึ่งพร้อมเป็นองคาพยพรับใช้กลุ่มทุนผูกขาด และกลุ่มทุนนายหน้า เช่นกลุ่มทุนพลังงาน ทุนการเงิน ทุนการค้าปลีก ทุนก่อสร้าง ทุนอสังหา ทุนเครื่องดื่มน้ำเมาฯลฯ) ซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายของรัฐไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ตาม

นายหน้าของกลุ่มอำนาจซ่อนเร้น:
นายอนุทินถูกมองว่าเป็น "นายหน้า" (Broker) ที่สามารถประสานผลประโยชน์ หรือรับใช้ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่า (Conservative) กับกลุ่มการเมืองจากการเลือกตั้ง กลุ่มทุนผูกขาดข้างต้น รวมทั้งกองทัพได้ดี
การที่เขาสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ สะท้อนว่าเขาได้รับ "การยอมรับ" จากโครงสร้างอำนาจเดิม คือกลุ่มอำนาจบงการข้างต้น
ซึ่งต่างจากพรรคประชาชนที่ถึงอย่างไร ก็ไม่อาจจะตั้งรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะมีเสียงสส.จำนวนมากเท่าไรก็ตาม เพราะมีนโยบายที่ต้องการปฎิรูปเชิงโครงสร้างในระดับหนึ่ง แม้ไม่ทั้งหมด ซึ่งแค่นี้ก็ขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจบงการ ที่ต้องการรักษาสถานะภาพเดิมที่ตนเป็นชนชั้นนำ ที่มีอภิสิทธิ์ในสังคมไว้ตลอดไป และมีกลไกที่สามารถขัดขวางโดยใช้นิติสงคราม และการกล่าวหา ใส่ใคล้ในการสร้างความเข้าใจผิดและทำให้เกิดกระแสต่อต้านทั้งในสื่อและในสังคม
วิถีการประนีประนอม:
โฉมหน้ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินนี้ ไม่ได้สะท้อนถึง "ชัยชนะ" ของประชาธิปไตย แต่สะท้อนถึง "การจัดวางอำนาจใหม่" (Realignment) โดยการประสานผลประโยชน์เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเดิมไว้

2. ผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่
เมื่อรัฐบาลถูกจัดตั้งบนฐานของการประนีประนอมระหว่าง "ทุน-กลไกโควตา- กองทัพ อำนาจรัฐมืด" ผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับนั้นค่อนข้างชัดเจน ตัวอย่างเชิงประจักษ์ คือ การรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานเหนือความทุกข์ยากของคนอีก 99% ของสังคม เช่น ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าแพง ค่าครองชีพสูง กรณี น้ำมันและแก๊ซ ซึ่งประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก ที่ขุดได้และกลั่นทุกวัน แต่กลับมีราคาแพง
เรามีโรงกลั่นและโรงแปรรูปมากกว่ามาเลเซีย 2 เท่า คือเรามีโรงกลั่น 7 โรง แต่มาเลเซียมีแค่ 3 โรง ทว่าราคาน้ำมันและแก๊ซกลับถูกกว่าไทยเกือบเท่าตัว ไม่ต้องต่อแถวเติม และไม่ถูกจำกัดจำนวนเหมือนไทย มีการเก็บภาษีสารพัดที่ผลักภาระให้ประชาชน
นี่แสดงให้เห็นถึงอำนาจบงการของกลุ่มทุนผูกขาดด้านพลังงานที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐมืดมาตลอด
ในสภาจะมีพรรครอร่วมร่วมรัฐบาลที่ไม่ต้องการการปฎิรูปเชิงโครงสร้าง เพราะไม่มีใครอยากล้มโต๊ะที่ลงทุนจ่ายค่าซื้อเสียงและหาเสียงไปมาก แล้วยังไม่ได้ถอนทุน
การขับเคลื่อนนโยบายที่ "แตะโครงสร้าง" (เช่น การปฏิรูปกองทัพ, การทะลายทุนผูกขาดด้านพลังงาน และด้านไฟฟ้า โดยการนำออกจากตลาดหุ้น และโอนกลับเป็นของรัฐ ) ด้านสื่อสาร ฯลฯ จะทำได้ยากมากเพราะไม่มีพรรคไหนอยากทำ เนื่องจากจะไปกระทบกับฐานอำนาจที่หนุนหลังอยู่ ยกเว้นพรรคประชาชน

นโยบายแบบประชานิยมเฉพาะจุด:
เราอาจเห็นนโยบายที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือนโยบายที่เอาใจฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม (เช่น นโยบายแจกเงินคนละครึ่ง แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่าง เรื่องความเหลื่อมล้ำ การปฎิรูประบบพลังงาน ระบบการคิดค่าไฟฟ้า ระบบการผูกขาด ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก พ.ร.บ. ควบคุมค่าเช่า หรือการศึกษา สวัสดิการผู้สูงวัย ที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น มีค่าครองชีพลดลง จะถูกพักไว้ก่อน หรือไม่ทำเลย
ใน 2-3 ปีข้างหน้าสิ่งที่จะได้เห็น คือกิจกรรมในสภาที่เป็นพิธีกรรม หรือปาหี่การเมือง ที่ไม่มีสาระ มีรูปแบบที่เป็นจำอวด จะไม่ได้เห็นกฎหมายที่ผ่าตัดปฎิรูประบบเชิงโครงสร้างที่ยกตัวอย่างให้เห็นข้างต้น
และจะไม่ได้เห็นการผ่านกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ประชาชนส่วนใหญ่ แต่จะเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อทุนผูกขาดและเจ้าที่ดินใหญ่ เช่นกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มทุนก่อสร้าง กลุ่มทุนพลังงาน และกลุ่มทุนค้าปลีก กลุ่มทุนค้าสุขภาพ ฯลฯ
นโยบายแลนด์บริดจ์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนหลายๆกลุ่มได้ประโยชน์ร่วมกันโดยใช้เงินภาษีของประชาชน แต่ประชาชนกลับไม่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้
เราจะไม่ได้เห็นนโยบายปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แต่เปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์อย่างเสรี จากการลงทุนและได้สัมปทานในทรัพยากรธรรมชาติแต่ปลอดภาษี และไร้การกำกับควบคุม
เราจะได้เห็นโยบายโอนอ่อนให้มหาอำนาจเพื่อรักษาอำนาจของตนมากกว่าเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
เราจะได้เห็นการผ่านกฎหมายให้การฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่ไม่มีมูล รวมทั้งเรื่องคดียึดที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ (ซึ่งเป็นข้อพิพาทนานกว่าศตวรรษระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และประชาชน/เอกชน รวมถึงตระกูลชิดชอบ ในพื้นที่กว่า 5083 ไร่ และศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เคยตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของ รฟท. แต่ล่าสุดกรมที่ดินมีคำสั่งยุติการเพิกถอนโฉนดเนื่องจากเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ และเรื่องอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช)
ส่วนคดีการเมืองเรื่องสิทธิเสรีภาพจะถูกมองข้ามให้เดินหน้าต่อไปตามกฎหมายที่ออกมาในยุครัฐประหาร

3. ผลกระทบต่อหลักการประชาธิปไตยในอนาคต
นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุดในเชิงหลักการของระบอบประชาธิปไตย ดังนี้
ประชาธิปไตยแบบ "จัดวาง" (Manipulated Democracy): หากรัฐบาลเกิดขึ้นจากการดีลหลังบ้านมากกว่าเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านหีบเลือกตั้ง จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่า "การเลือกตั้งไม่มีความหมาย" ซึ่งบ่อนทำลายศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย
ระบบตรวจสอบที่อ่อนแอ :
เมื่อฝ่ายค้านถูกทำให้ไร้น้ำยา กลไกอิสระถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Deep State การตรวจสอบถ่วงดุลเป็นเพียงพิธีกรรม
การสร้างบรรทัดฐานใหม่:
ในอนาคต การเป็น "พรรคอันดับหนึ่ง" อาจไม่สำคัญเท่ากับการเป็น "พรรคที่ Deep State ไว้ใจ" ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองส่วนใหญ่มุ่งเข้าหาผู้มีบารมีมากกว่าเข้าหาประชาชน

บทสรุป
ในอนาคต: หากรัฐบาลไม่สามารถตอบโจทย์เรื่อง "ปากท้อง" หรือ ค่าครองชีพของประชาชนได้จริง เช่น อัตราเงินเฟ้อ ค่าน้ำมันและแก๊ซ และค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าต้นน้ำ แพง ค่าอินเตอร์เนตแพง ข้าวของแพง ค่าแรงถูก สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ค่าบริการสาธารณะแพง เช่น ค่าทางด่วน ค่ารถไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เนต แพง การตกงาน และการเลิกจ้าง

พลังของ Deep State ที่หนุนหลังอยู่ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะต้านทานกระแสการกดดัน การชุมนุมประท้วงนโยบายต่างๆของรัฐ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากฐานรากในเชิงโครงสร้างในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็ได้ รวมทั้งการแซะจากพรรคการเมืองที่รอร่วมรัฐบาลบางกลุ่ม

เสถียรภาพของรัฐบาล และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของฐานรากที่หลายคนคาดหวังจากผลการเลือกตั้งจึงไม่อาจจะเป็นจริงและเป็นสิ่งที่จะไม่ได้เห็นค่อนข้างแน่นอน

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ทรัมป์' ชม 'สี จิ้นผิง' กับบทเรียนจีนแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในชาติได้สำเร็จ

นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์บทความเรื่อง บทเรียนจีนแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในชาติได้สำเร็จ มีเนื้อหาดังนี้ อะไรที่ดี ทำยาก ไม่ได้ประโยชน์เข้าตัว นักการเมืองไทย รัฐบาลไทยไม่ทำหรอกครับ เพราะไม่ใช่รสนิยมของเขา

ไม่พลาด 'ศรีสุวรรณ' ร้องป.ป.ช.สอบ 'อนุทิน-เอกนิติ' ออกพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรธน.หรือไม่

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็น กรณีออก พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต

เปิดรายงานศึกษา สศช.-จุฬาฯ ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจาก 'แลนด์บริดจ์'

นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ เรื่อง ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจากแลนด์บริดจ์ มีเนื้อหาดังนี้

'นักวิชาการ' เจาะลึกกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์จาก 'แลนด์บริดจ์' เหตุต้องเร่งผลักดันหรือไม่

นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ทำไมแลนด์บริดจ์จึงได้รับการเร่งผลักดัน มีเนื้อหาดังนี้

ปลดล็อก “ความเหลื่อมล้ำ” ด้วยบ้านและครอบครัว นวัตกรรมเชิงนโยบายคืนศักดิ์ศรีคนไร้ที่พึ่ง สู่หลักประกันระยะยาวของสังคมไทย

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ จากสังคมสูงวัย อัตราการเกิดที่ลดลง และจำนวนกลุ่มเปราะบางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพของ “คนไร้ที่พึ่ง”