จีนกับสหรัฐฯ ใครเป็นที่ชื่นชอบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่ากัน?
เป็นหัวข้อวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยที่น่าสนใจ เพราะทั้งสองยักษ์ใหญ่พยายามจะชิงความได้เปรียบในย่านนี้
ทั้งด้วย hard power และ soft power
อันหมายถึงทั้งการลงทุนทุ่มทรัพยากรทางการเงิน การลงทุน เศรษฐกิจและความมั่นคงกันอย่างเต็มที่
นั่นคือ “พลังกระด้าง” (คำแปลของบางสำนัก)
แต่ “พลังละมุน” (คำแปลขำๆ ของอีกสำนัก) ก็ใช่ย่อย เพราะอะไรที่ไม่ดูแข็งทื่อ ไม่นำเสนอแบบขายของกันตรง ๆ ก็อาจจะมีผลทางด้านจิตใจและความรู้สึกที่ดีต่อกันมากกว่า
อะไรที่ hard อาจจะเจอกับแรงต้านตรงๆ แต่ถ้า soft ไว้หน่อยก็อาจจะทำให้เกิดความคุ้นเคยและเป็นกันเอง มีประสิทธิภาพที่สูงกว่าด้วยซ้ำ
รายงานการศึกษาของสถาบัน Lowy Institute บอกว่าจุดแข็งของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจ
ขณะที่สหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งในด้านเครือข่ายการป้องกันประเทศและอิทธิพลทางวัฒนธรรม
สถาบันที่ได้ชื่อว่าเป็น “คลังสมอง” หรือ Think Tank แห่งนี้คือใครหรือ
Lowy Institute เป็นคลังความคิดอิสระที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2546 โดย Frank Lowy เพื่อดำเนินการวิจัยหัวข้อเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง กลยุทธ์ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศจากมุมมองของออสเตรเลีย ตั้งอยู่ที่เมืองซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย
นักวิเคราะห์บางสำนักบอกว่า สถาบันแห่งนี้มีแนวทางค่อนไปทาง "เสรีนิยมใหม่"
บางคนก็บอกว่าน่าจะเอียงไปทาง "ขวากลาง"
ก็แล้วแต่ใครจะตีความอย่างไร แต่ผมถือว่าเป็นหนึ่งในรายงานที่น่าสนใจ ส่วนเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็เป็นสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้เช่นกัน
รายงานฉบับนี้บอกว่า การสูญเสียอิทธิพลครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2018 คือในมาเลเซีย
แต่วอชิงตันมีอิทธิพลมากกว่าในฟิลิปปินส์และสิงคโปร์
ขณะที่อิทธิพลของจีนยังคงแข็งแกร่งที่สุดในกัมพูชา ลาว และเมียนมา
ตามวิธีการประเมินของรายงานนี้ ห้าปีที่ผ่านมานั้นมีสัญญาณชัดเจนว่าจีนได้ขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหนือสหรัฐอเมริกา
การที่สหรัฐฯ สูญเสียอิทธิพลให้จีนในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องนั้น รายงานนี้แยกเป็นอิทธิพลหรือ power 4 ประการด้วยกัน
ได้แก่ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
เครือข่ายการป้องกัน
อิทธิพลทางการทูต
และอิทธิพลทางวัฒนธรรม
ตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งเป็นปีมาตรฐานในรายงาน “Asia Power Snapshot: China and the United States in Southeast Asia”
รายงานนี้ให้คะแนนในแต่ละหัวข้ออย่างนี้
ในปี 2018 จีนนำสหรัฐฯ 52-48 ในด้านอิทธิพลในภูมิภาค
ในปี 2022 โอกาสเช่นว่านี้เพิ่มขึ้นเป็น 54–46
รายงานบอกว่า การประเมินระดับอิทธิพลเช่นนี้มีความสำคัญ เนื่องจากรูปแบบอิทธิพลเป็นส่วนหนึ่งของบริบทกว้างๆ ที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ประกอบในการหาแนวทางยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทั้งสอง
โดยรวมแล้ว จุดแข็งของจีนในฐานะมหาอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจ ขณะที่สหรัฐฯ ดีกว่าในด้านเครือข่ายการป้องกันประเทศและอิทธิพลทางวัฒนธรรม
ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีนนั้นล้ำหน้าไปมาก ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อ่อนแอกว่าจีนในทุกประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานระบุไว้
การสูญเสียอิทธิพลครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2018 อยู่ที่มาเลเซีย 7 คะแนน ตามมาด้วยบรูไนและอินโดนีเซียอย่างละ 5 คะแนน
อิทธิพลของปักกิ่งยังคงแข็งแกร่งที่สุดในกัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งยังคงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่เหนือสหรัฐฯ
วอชิงตันมีอิทธิพลมากกว่าในฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ แม้ว่าจะมีคะแนนนำเพียงเล็กน้อยสำหรับทั้งสองประเทศที่ 52–48 และ 51–49 ตามลำดับ
เมื่อเทียบกันแล้ว อิทธิพลของปักกิ่งในลาวอยู่ที่ 71-29 ต่อวอชิงตัน
“อิทธิพลของปักกิ่งแข็งแกร่งที่สุดในลาว กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และการตั้งหลักแย่งชิงอิทธิพลด้านนี้ของสหรัฐฯ ค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้จีนสามารถแซงหน้าอิทธิพลของวอชิงตันไปได้มาก” รายงานระบุ
พร้อมเสริมว่า อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในสามประเทศนี้เป็นตัวกำหนดอิทธิพลโดยรวม
ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างลาวกับกัมพูชาและปักกิ่ง และโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ในประเทศเหล่านี้ได้เพิ่มอิทธิพลของจีน แม้ว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ช้าลงได้ลดทอนอิทธิพลบางส่วนลง
จีนได้รับแรงฉุดในมาเลเซียเนื่องจากความสัมพันธ์ทางการทูตและการกลาโหมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อินโดนีเซียก็มีสถานภาพไม่ต่างกันนักในกรณีนี้
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มีการเจรจาด้านกลาโหมระหว่างจีนกับมาเลเซียมากขึ้น
เช่นเดียวกับการซื้ออาวุธ ซึ่งรวมถึงการสั่งซื้อเรือรบของจีนโดยกัวลาลัมเปอร์
แม้ว่าสหรัฐฯ จะอยู่ใกล้กับฟิลิปปินส์ แต่อิทธิพลของสหรัฐฯ ก็ลดลงตั้งแต่ปี 2018 โดยมีสาเหตุหลักมาจากธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง เช่น การค้าและการลงทุน
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์อนุญาตให้สหรัฐฯ ขยายฐานทัพ โดยให้ทหารอเมริกันเข้าถึงฐานทัพใหม่สี่แห่ง ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนที่เพิ่มขึ้นในทะเลจีนใต้
แต่ในด้านการค้า ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์แผ่วลง
เช่น สหรัฐฯ มีความสำคัญน้อยลงในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการส่งออกของฟิลิปปินส์
“และตอนนี้จีนลงทุนในฟิลิปปินส์มากกว่าสหรัฐฯ มาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับปี 2018 ที่สหรัฐฯ เป็นนักลงทุนรายใหญ่กว่าจีนมาก” รายงานระบุ
“หากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงลดลงในอัตราเดิมในอีก 5 ปีข้างหน้า อิทธิพลโดยรวมของปักกิ่งจะล้ำหน้าวอชิงตันค่อนข้างแน่นอน”
งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า จุดแข็งของสหรัฐฯ ในการแย่งชิงอิทธิพลในย่านนี้คือ การเสริมความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ ด้านการป้องกันประเทศและการเข้าถึงทางวัฒนธรรม
อิทธิพลทางวัฒนธรรมของวอชิงตันอยู่ที่การเข้าถึงของสื่อ ตัวอย่างเช่น สำนักข่าว หนังสือพิมพ์ และผู้แพร่ภาพกระจายเสียงของอเมริกาที่ยังคงมีบทบาทแข็งแกร่งในภูมิภาคนี้ รายงานระบุ
รายงานเสริมด้วยว่า อิทธิพลด้านสื่อของจีนยังคงต่ำกว่าสหรัฐฯ มาก แต่ก็เริ่มมีการแลกเปลี่ยนระดับบุคคลกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ผ่านสายสัมพันธ์ของจีนโพ้นทะเลและกิจกรรมการท่องเที่ยว เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ แม้ว่าในรายละเอียดหลายประเด็นเราอาจจะเห็นต่างจากผลการสำรวจของคลังความคิดนี้ก็ตาม
และหากเราแยกแยะและวิเคราะห์ได้ถูกต้องแม่นยำ ก็อาจสามารถนำมาปรับใช้เป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติในการคบหากับมหาอำนาจให้ได้ประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศได้เช่นกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


