อเมริกากำลัง “ขาลง” และจีนกำลัง “ผงาด” มาแทนที่จริงไหม?
นี่เป็นหัวข้อที่มีการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์กันในวงการ ซึ่งต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายๆ มิติมาร่อนตะแกรงเพื่อหาแนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุด
เพราะไม่ว่าทิศทางมหาอำนาจจะไปทางไหน ก็ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อไทยที่ต้องวางยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องต้องกันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในวันนี้และวันข้างหน้าให้ได้
วันก่อนผมตั้งวงเสวนากับ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ที่เกาะติดเรื่องราวระดับโลกที่โยงกับสถานการณ์ในไทย
ผมโยนคำถามนี้เพื่อขอความเห็นในมุมมอง ของคนที่อยู่กับความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอย่างกว้างขวางรุนแรง
ดร.กอบศักดิ์เริ่มด้วยการบอกว่า ต้องไปอ่านหนังสือชื่อ The Rise and Fall of the Roman Empire
การก่อเกิดและล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน
“กรุงโรมไม่ได้สร้างในค่ำคืนเดียว และขณะเดียวกันการเสื่อมของกรุงโรมก็ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนเช่นกันกัน”
ความเสื่อมของสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ เกิด และสุดท้ายก็นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิ
ที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง
ดร.กอบศักดิ์เชื่อว่าอเมริกากำลังเข้าสู่ช่วงนั้น
สัญญาณต่างๆ ที่เราได้รับขณะนี้บอกเราว่าสิ่งนี้กำลังเกิด
แนววิเคราะห์ของ Think Tank ออสเตรเลียแห่งหนึ่ง Australian Strategic Policy Institute ที่เพิ่งศึกษาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ ว่าด้วยเทคโนโลยีที่สำคัญๆ ของโลก 44 อย่าง อเมริกาเป็นผู้นำอยู่กี่อย่าง
คำตอบคือ สหรัฐฯ เป็นผู้นำอยู่เพียง 7 อย่างเท่านั้น
แต่ว่าจีนกลายเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมมากกว่าอเมริกาในอัตราประมาณ 5:1
ในเทคโนโลยีสำคัญๆ เช่นด้าน advanced materials คือวัตถุที่ใช้ในการผลิตใหม่ๆ ซึ่งรวมถึง nano-technology, coating, smart materials เป็นต้น
รวมถึงเรื่องค้นคว้าใหม่ๆ ด้านวัสดุศาสตร์และทรัพยากรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ
รายงานนี้บอกว่าจีนนำสหรัฐฯ ทางด้าน “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI และ communications หรือการสื่อสารยุคใหม่ทั้งหลายทั้งปวงที่ชาวโลกกำลังตื่นเต้นกันอยู่ในขณะนี้
ด้าน super computing และการทำ chips อเมริกาอาจจะกำลังนำอยู่
แต่อย่างอื่นๆ ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร, data analytics, energy and environment อันหมายถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อม จีนนำสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
ยกตัวอย่างพลังงานแสงแดด
ระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนใหญ่ขณะนี้ผลิตในเมืองจีนเกือบทั้งสิ้น
การสร้างรถ EV และแบตเตอรี่นั้นสหรัฐฯ ก็ตามหลังจีนอยู่เช่นกัน
สหรัฐฯ อาจจะนำด้าน quantum computing แต่ถ้าเป็นเรื่อง biotech หรือ space จีนกำลังแซงหน้าอเมริกาอย่างเห็นได้ชัด
“นี่เป็นสัญญาณว่าอเมริกาที่เป็นยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งมาตลอดกำลังพ่ายแพ้จีนทางด้านเทคโนโลยี...ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา” ดร. กอบศักดิ์บอก
สาเหตุที่จีนกับสหรัฐฯ มีความขัดแย้งกันมากขึ้นทุกวันนี้ ก็น่าจะมาจากเหตุผลที่ว่าวอชิงตันตระหนักว่าตัวเองเริ่มเสื่อมและจีนกำลังตีตื้นขึ้นมา
จึงต้องเอากรวดเอาตะปูไปโรยบนถนนเพื่อให้รถที่ตามหลังมามีอันต้องชะงัก
เท่ากับเป็นการขุดหลุมบ่อเพื่อดักจีนเต็มไปหมด
ดร.กอบศักดิ์มองว่า การขยายบทบาทของกลุ่ม BRICS ที่มีจีนและรัสเซียเป็นแกนหลัก ก็สะท้อนถึงการสยายปีกของจีนอีกด้านหนึ่งเช่นกัน
“มีคำถามว่าเงินดอลลาร์กำลังเสื่อมหรือไม่ เงินหยวนของจีนกำลังจะมาแทนดอลลาร์หรือไม่”
ดร.กอบศักดิ์ชี้ว่า การที่ดอลลาร์ยังเป็นเบอร์หนึ่งวันนี้ก็เพราะการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจกลายเป็นศูนย์กลางการเงิน และดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของชาติต่างๆ
สัปดาห์ก่อนมีการประชุมระดับรัฐมนตรีของ BRICS ที่แอฟริกาใต้ และได้เชิญตัวแทนอีก 12 ประเทศไปร่วมประชุมด้วย
ดร.กอบศักดิ์บอกว่า กลุ่มประเทศนี้รวมกันมีผลผลิตมวลรวมหรือ GDP ใหญ่กว่าอเมริกา 30% แล้ว
“ประชากรรวมของกลุ่ม BRICS เท่ากับประมาณ 50% ของโลก ขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติ เช่นแร่ธาตุจากเหมืองทั้งหลายก็มาจากกลุ่มนี้ประมาณ 80%...”
นั่นคือการส่งสัญญาณว่า กลุ่มประเทศนี้คืออนาคตของโลก และถ้าเขารวมกลุ่มกันได้อย่างจริงจัง อเมริกาก็เป็นรองเขาแล้ว
จากนั้นเขาก็คุยกันว่า ในกลุ่มนี้จะสามารถใช้เงินสกุลของเขาเองโดยไม่ต้องใช้ดอลลาร์ในการซื้อขายและทำธุรกรรมด้วยกันได้ไหม
นั่นคือก้าวแรกของการตัดจากวงจรของดอลลาร์ และมาใช้เงินหยวนหรือรูเบิลหรือเงินสกุลของสมาชิกกันเอง
“ต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้อาจจะต้องใช้เวลา และมันแสดงว่านี่คือแนวโน้มโลกที่กำลังก่อตัวขึ้น...และที่ชัดเจนก็คือเงินหยวนกำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ” ดร.กอบศักดิ์ประเมิน
ทุกวันนี้การค้าขายและธุรกรรมในโลกใช้เงินหยวนประมาณ 5% ขณะที่ดอลลาร์เป็น 85%
“แม้ทุกวันนี้เงินสองสกุลนี้ยังห่างกันคนละชั้น แต่ในอนาคตมันจะมาแน่ เพราะกรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว และการเสื่อมสลายของกรุงโรมก็ไม่ได้เกิดในวันเดียว...”
การที่เงินสกุลอื่นๆ จะมาทดแทนดอลลาร์ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง และมีปัจจัยสำคัญคือระดับการค้าต้องใหญ่ ซึ่งเราก็เริ่มเห็นการค้าของจีนกำลังใหญ่ขึ้นทุกที เริ่มมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นตลอดเวลา และหากนับรวมกับของ BRICS ด้วย ทำให้กลุ่มนี้มีพื้นที่การค้าที่ใหญ่พอ
อีกปัจจัยหนึ่งคือการมีตลาดพันธบัตรที่ใหญ่พอ
ทุกวันนี้พอมีเงินประเทศส่วนใหญ่จะซื้อพันธบัตรของสหรัฐฯ เพราะวันนี้นั่นคือแหล่งเก็บเงินที่ดีที่สุดของโลก และมีจุดแข็งคือมีสภาพคล่องที่ดี ถอนได้ตลอดเวลา แต่หากทำอย่างนั้นกับจีนในวันนี้ก็อาจจะปั่นป่วนได้
ทุกวันนี้อเมริกาเหมือนเป็นมหาสมุทร จีนเป็นทะเลสาบ ประเทศไทยเป็นเพียงบึงเล็กๆ
“ดังนั้น ในภาวะปัจจุบันแม้จะซื้อขายเป็นเงินหยวนได้ แต่ก็ยังต้องเก็บเป็นดอลลาร์อยู่ เพราะถ้าเก็บเป็นหยวน เข้าได้แต่อาจจะเอาออกไม่ได้ หรือเอาออกลำบาก ไม่เหมือนถ้าเป็นดอลลาร์ เอาเข้าออกได้สบาย...”
ดังนั้น เมืองจีนจึงทำให้ฮ่องกงทำสิ่งที่เรียกว่า offshore yuan เพื่อสร้างตลาดนี้ขึ้นมา ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
แต่ในท้ายที่สุด ดร.กอบศักดิ์เชื่อว่า “ปัจจัยกำลังมา...เพราะในอนาคต ถ้าการค้าเทไปอยู่กับฝั่งจีกับ BRICS มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้สมการเปลี่ยนไป...”
(พรุ่งนี้: วิกฤตเพดานหนี้มะกันเปิดทางให้หยวนผงาด?)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


