หนึ่งในหลายๆ คำถามหลังกรณี “กบฏวากเนอร์” ที่รัสเซียคือเหตุการณ์น่าตื่นตะลึงครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อสงครามยูเครนอย่างไร
คำถามที่ตามมาก็คือทหารรับจ้าง Wagner Group จะสลายตัวไปทั้งหมด หรือ Yevgeny Prigozhin จะหวนกลับมาจัดทัพใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ปริโกซินออกมาลุกขึ้นต่อต้านรัสเซียอย่างร้อนแรง และเปิดเผยหลังจากอ้างว่ากองทัพรัสเซียจงใจโจมตีกองกำลังของเขา
เขาจึง “เรียกร้องความยุติธรรม” และการแสดงออกเช่นนั้นมาในรูปแบบของการก่อจลาจลด้วยอาวุธ
•ปูตินกับเซอร์เกย์ ชอยกู, รัฐมนตรีกลาโหม รูปสองใช้แคปชั่น
ก่อนที่หัวหน้าวากเนอร์จะถอยร่นหลังการเจรจากับผู้นำเบลารุส ทหารรับจ้างกลุ่มนี้ได้เข้าควบคุมสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารที่สำคัญในเมือง Rostov-on-Don ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของเขตทหารทางตอนใต้ของรัสเซีย
โดยภาษาทางการแล้ว วันนี้ปริโกซินกำลัง “ลี้ภัย” อยู่ที่เบลารุส โดยแลกกับการที่ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียยอมยกเลิกข้อกล่าวหาเรื่องกบฏทั้งหมด...และไม่ดำเนินคดีใดๆ
ทั้งๆ ที่ปูตินเองออกแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การกระทำเช่นว่านี้เป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่จะต้องมีการลงโทษอย่างสาสม
แต่วันต่อมา กระทรวงกลาโหมรัสเซียประกาศยกเลิกข้อหาอาญาก่อกบฏสำหรับปริโกซินและพรรคพวกทั้งหมด
ความจริง การสู้รบอย่างเปิดเผยระหว่างกลุ่มวากเนอร์กับกองทัพรัสเซียไม่ใช่เรื่องใหม่
ทั้งสองฝ่ายได้ออกมาตอบโต้เชิงดูหมิ่นดูแคลน ไม่ให้ราคาซึ่งกันและกันมาระยะหนึ่งแล้ว
เรียกได้ว่ามีท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อกันนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มแล้วด้วยซ้ำไป
แต่ทั้งหมดนี้โยงกับปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเกือบทั้งสิ้น
ความพยายามก่อกบฏของวากเนอร์มาจากความไม่พอใจของปริโกซินที่มีต่อรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการทหารของยูเครน
ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็น “ต่างคนต่างอยู่” ทันทีหลังจากเริ่มสงครามในยูเครน
เพราะก่อนหน้านี้ทหารรับจ้างกลุ่มนี้ยังยอมรับว่าต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ
เพราะต่างฝ่ายต่างต้องเกื้อหนุนกัน เพื่อการได้มาซึ่งชัยชนะต่อศัตรู ไม่ว่าสนามรบจะอยู่ส่วนไหนของโลก
แต่ต้องไม่ลืมว่าการก่อเกิดของทหารรับจ้างกลุ่มนี้ เกิดจากนโยบายของปูตินที่ต้องการจะแยก “บทบาททางการของกองทัพรัสเซีย” กับ “บทบาทสนับสนุนต่อประเทศนั้นๆ อย่างไม่เป็นทางการ”
•ปูตินกับปริโกซิน, หัวหน้าวากเนอร์
การที่มีกลุ่มทหารวากเนอร์รบแทนกองทัพรัสเซียในสมรภูมิต่างๆ นั้น ทำให้ทางการรัสเซียสามารถปฏิเสธได้ว่ากองทัพรัสเซียไม่ได้มีส่วนร่วมรบในเวทีนั้นๆ
ภาษาการเมืองระหว่างประเทศเรียกว่า “ความสามารถในการปฏิเสธการมีอยู่” หรือ deniability
ในพื้นที่ที่รัสเซียมีส่วนได้เสีย แต่ต้องการจำกัดการมีส่วนร่วมโดยตรง เช่น ในสนามรบซีเรียและซูดาน การทำงานของทหารรับจ้างกลุ่มนี้ทำให้รัฐบาลรัสเซียสามารถใช้กลยุทธ์ “การปฏิเสธที่รับฟังได้” ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทนั้นๆ
พูดง่ายๆ คือปูตินสามารถจะบอกว่า “รัสเซียพร้อมช่วยเหลือ แต่รัสเซียไม่มีทหารมาร่วมรบ...”
ทั้งๆ ที่ความจริงมีทหารของฝ่ายรัสเซียมาร่วมรบอยู่อย่างคึกคัก
ในกรณียูเครนก็เช่นกัน รัสเซียใช้กลุ่มวากเนอร์ช่วยในการผนวกไครเมียในปี 2014
และการใช้กลุ่มวากเนอร์ลงไปปฏิบัติการในภูมิภาค Donbas ทางตะวันออกของยูเครนในปี 2014 ยังทำให้กองทัพรัสเซียปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้หน้าตาเฉย
แม้ว่าทุกวงการจะรับทราบถึงความเกี่ยวโยงระหว่างรัฐบาลรัสเซียกับทหารรับจ้าง
แต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนได้เปลี่ยนพลวัตระหว่างสองกลุ่มนี้อย่างมีนัยสำคัญ
กองทัพรัสเซียคาดหวังชัยชนะทางทหารอย่างรวดเร็วในยูเครน แต่กลับประสบกับอุปสรรคนานาประการจนไม่อาจจะบรรลุเป้าหมายตั้งแต่เริ่มต้นได้
ทำให้ต้องใช้ทหารวากเนอร์เข้ามาสนับสนุนปฏิบัติการในสนามรบยูเครนโดยตรง
ในแง่การทหาร การมีทหารกลุ่มวากเนอร์ช่วยให้ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนมีเสถียรภาพและต่อเนื่อง
ปีที่แล้ว ทหารวากเนอร์แสดงฝีมือในการสู้รบตรงกันข้ามกับกองทัพรัสเซียส่วนใหญ่
เพราะทหารรับจ้างชุดแนวหน้าเป็นกองกำลังที่ได้รับการฝึกฝนมาค่อนข้างดี
จึงทำให้ปริโกซินอ้างความสำเร็จในช่วงแรกๆ ให้กับฝ่ายรัสเซีย เช่น ยุทธการที่ซีวีเอโรโดเนตสก์
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความพ่ายแพ้ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว ทหารวากเนอร์ก็ประสบความสูญเสียครั้งใหญ่จนไม่สามารถคงกลยุทธ์แบบดั้งเดิมไว้ได้
ทำให้ปริโกซินต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้ด้วยการพยายามเกณฑ์นักรบใหม่จำนวนมาก
รวมถึงการเข้าไปหานักรบจากเรือนจำของรัสเซียเองเพื่อเสริมกองกำลังที่ขาดแคลน
นั่นทำให้เส้นแบ่งระหว่างกลุ่มวากเนอร์กับกองทัพรัสเซียอยู่ในสภาพ “พร่ามัว” ไม่แน่ชัดว่าใครรับผิดชอบอะไรส่วนไหน ใครสู้ชนะและใครแพ้ในสนามรบแต่ละครั้ง
ทำให้เกิดขอบเขตอิทธิพลที่ทับซ้อนกัน
แต่จะว่าไปแล้ว ความไม่แน่ชัดของการแบ่งเส้นรับผิดชอบนั้นน่าจะเป็นคุณลักษณะหนึ่งของระบบการเมืองรัสเซียมายาวนานแล้ว
มีสิ่งเดียวที่ชัดเจนก็คือ มีผู้รับผิดชอบเพียงคนเดียว นั่นคือ วลาดิมีร์ ปูติน
ในท้ายที่สุดมีเพียงประธานาธิบดีรัสเซียเท่านั้นที่สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชาได้
ประเด็นนี้เองไม่เพียงจำกัดความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชาของปูตินในการสร้างฐานอำนาจที่สามารถท้าทายเขา แต่ยังตอกย้ำความสำคัญของเขาต่อระบบการเมืองแต่เพียงผู้เดียว
ในยามสงบ ระบบการเมืองของรัสเซียอย่างนี้มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง
ตราบใดที่เป้าหมายคือให้ปูตินรักษาอิทธิพลและอำนาจของตนไว้
แต่ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง หรือสงครามที่เกิดขึ้นกะทันหัน การทับซ้อนเช่นนี้อาจกลายเป็นอุปสรรคในการบรรลุเป้าหมายใหญ่ได้
หนึ่งในปัญหาที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ใต้บังคับบัญชาของปูตินไม่ได้ให้ภาพที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับขีดความสามารถของกองทัพยูเครนหรือรัสเซีย
นั่นเป็นที่มาของการยื้อแย่งแข่งขันระหว่างทหารประจำการกับ “นักรบอิสระ” อย่างวากเนอร์
หากแข่งกันเพื่อสร้างประสิทธิภาพของกันและกันก็เป็นสิ่งดี
แต่ในสถานการณ์ตึงเครียดและเพลี่ยงพล้ำนั้น ความระหองระแหงนั้นนำไปสู่ความขัดแย้งเปิดเผย
และเมื่อปริโกซินตัดสินใจ “ก่อกบฏ” ถึงขั้นยึดเมืองทางใต้ และเตรียมมุ่งสู่เมืองหลวงมอสโก สถานการณ์จึงถูกเหวี่ยงออกนอกการควบคุม
แม้แต่ผู้บัญชาการรบสูงสุดอย่างปูตินยังมิอาจสกัดไม่ให้ไฟลามทุ่งอย่างที่เห็นได้!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


