หลังกรณี “ปราบกบฏ” ที่รัสเซียผ่านมาได้กว่าสองสัปดาห์ สิ่งที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษคือความพยายามของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่จะทำให้คนในประเทศและสังคมโลกเห็นว่าเขายังสามารถควบคุมกลไกแห่งอำนาจรัฐไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ท่ามกลางแนววิเคราะห์จากหลายฝ่ายว่าการลุกฮือของทหารรับจ้างวากเนอร์ภายใต้การนำของคนที่เคยสนิทสนมด้วยอย่างยิ่งนั้นกำลังจะเขย่าฐานอำนาจของผู้นำรัสเซียคนนี้
รอยร้าวมีตั้งแต่ในแวดวงหน่วยงานด้านความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหมหรือกองทัพกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ยังเป็นความลี้ลับมหัศจรรย์สำหรับคนรัสเซียและคนทั้งโลกวันนี้
คำถามว่าปูตินระแวงสงสัยคนรอบข้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” ที่จะโค่นเขามากน้อยเพียงใด
แน่นอนว่าเป้าหลักของการเกาะผลต่อเนื่องจากสถานการณ์ “กบฏ 24 ชั่วโมง”ที่นำโดยเยฟเกนี ปริโกซิน หัวหน้าวากเนอร์นั้นจะนำไปสู่การกำหนดชะตากรรมของเขาอย่างไร
และข่าวเรื่องสอบสวนและควบคุมนายพลคนสำคัญว่ามีส่วนรับรู้ความเคลื่อนไหวต่อต้านปูตินนั้นมีความจริงเท็จเพียงใด
ข่าวที่ออกมาเป็นระยะ ๆ แม้ก่อนการก่อเหตุกบฏก็ชี้ไปว่ามีความพยายามจากฝ่ายตรงข้ามของรัฐมนตรีกลาโหม เซอร์เก ชอยกูให้ถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง
โดยกล่าวหาว่าชอยกูไม่มีความสามารถเพียงพอในการบัญชาการศึกในยูเครน
ปูตินใช้ทั้งสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 23-24 มิถุนายน ในการพยายามสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเขายังเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและเด็ดขาดอยู่
วิธีการแสดงออกเช่นนั้นมาพร้อมกับการถ่ายทอดสดกิจกรรมสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการทหาร ธุรกิจ และกลุ่มอื่นๆ
ขณะที่โพลหลายสำนักในรัสเซียเองก็อ้างว่าเขายังได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะอย่างแข็งแกร่ง
แต่ก็ห้ามเสียงกระซิบทางร้ายในแวดวงต่าง ๆ
เพราะความที่ปูตินปกครองรัสเซียมายาวนาน และได้ใช้มาตรการเข้มข้นกับผู้เห็นต่างอย่างไม่เกรงอิทธิพลใด
นั่นย่อมหมายความว่ามีผู้ได้ประโยชน์และเสียโอกาสเพราะบารมีแผ่ไปอย่างกว้างขวางทั่วทุกวงการในประเทศ
ประเด็นท้าทายทันทีคือผลจากกรณีกบฏวากเนอร์จะกระทบสงครามยูเครนที่ลากยาวมากว่า 17 เดือนแล้วอย่างไรบ้าง
สถานภาพทางการเมืองของปูตินในบ้านขึ้นอยู่กับความสำเร็จหรือล้มเหลวของสงครามครั้งนี้ไม่น้อย
ภาพที่ปริโกซินพยายามจะสร้างมาตลอดคือทหารรับจ้างวากเนอร์ของเขามีความสามารถในการทำสงครามกับทหารยูเครนมากกว่าทหารประจำการของกองทัพรัสเซียภายใต้การนำของ
รัฐมนตรีกลาโหมคนปัจจุบันนี้มากมายนัก
ขณะที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนก็ฉวยจังหวะนี้เรียกร้องให้ฝ่ายตะวันตกเร่งส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และความช่วยเหลืออื่น ๆ มา
เพื่อจะให้ “ยุทธการตีโต้” หรือ counter-offensive ที่ดำเนินอยู่นั้นได้ผลมากกว่าที่ผ่านมา
“เห็นได้ชัดว่าปูตินออกมาจากวิกฤตครั้งนี้แบบอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน” โจเซป บอร์เรลล์ หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าว
แต่เขาก็เตือนว่า “แต่ปูตินที่อ่อนแอกว่านั้นอันตรายกว่าตอนที่ปูตินแข็งแกร่ง”
ที่มีความเห็นแนวนี้ก็เพราะหากปูตินรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในภาวะถูกบีบคั้นและกำลังจะตกกระป๋องก็อาจจะยิ่งดิ้นรนด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ทำให้ความตึงเครียดกับตะวันตกยิ่งจะเข้าสู่เส้นอันตราย
เช่นอาจจะตัดสินใจเผด็จศึกในยูเครนด้วยการใช้อาวุธนิวเคลียร์
อีกด้านหนึ่ง หากปูตินหมดอำนาจและฝ่ายติดอาวุธที่อยู่ตรงกันข้ามขึ้นครองแทน ไม่มีใครสามารถทำนายได้ว่าผู้มีอำนาจกลุ่มใหม่จะมีนโยบายที่อาจจะก้าวร้าวกว่าปูตินเสียอีก
และหากกลุ่มวากเนอร์ที่นำโดยปริโกซินสามารถโค่นปูตินจริง สิ่งที่น่ากลัวก็คือคนเหล่านี้อาจจะเข้าควบคุมกลไกทางทหารที่เกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้
นั่นคือ “จุดอันตราย” ที่มิอาจจะจินตนาการได้ในขณะนี้
เจ้าหน้าที่สหรัฐและยุโรปกำลังเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดเพื่อหาข้อบ่งชี้ว่าความวุ่นวายอาจส่งผลกระทบต่อคลังแสงนิวเคลียร์ขนาดมหึมาของรัสเซียหรือไม่
แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ในรัสเซียความลี้ลับยังครอบงำการสอบสวนเซอร์เก ซูโรวิกิน นายพลคนสำคัญซึ่งดูแลกองกำลังรัสเซียในยูเครนตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมกราคม
เขาคือ “นายพลอาร์มาเก็ดดอน” หรือ “นายพลสิ้นโลก” เพราะการบัญชาการรบรูปแบบโหด ๆ ในซีเรีย
บางกระแสข่าวบอกว่าเขาถูกจับเพราะมีส่วนรู้เห็นกับการก่อกบฏ
แต่อีกบางกระแสบอกว่าเขาไม่ได้ถูกควบคุมตัวเพียงแต่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเพราะเข้าข่าย “ไม่น่าไว้วางใจ” ของปูติน
คนวงในบางคนบอกสื่อว่าเกิดสุญญากาศทางอำนาจหลังการจลาจลที่บั่นทอน “องค์รักษ์”ปูตินอย่างชอยกูอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะถูกกระทบบ้าง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะกัดเซาะฐานอำนาจของรัฐมนตรีกลาโหมชอยกูและนายพลวาเลอรี เกราซิมอฟ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของรัสเซีย
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเหตุการณ์หลายกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงหลังนั้นทำให้ปูตินและระดับนำของรัฐบาลรัสเซียโดยเฉพาะทางด้านความมั่นคงนั้นต้อง”เสียหน้า” อย่างมาก
ปูตินเลือกที่จะให้ความสำคัญกับกองทัพในการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกหลังการจลาจล
เริ่มด้วยการปราศรัยต่อทหาร 2,500 นายที่จัตุรัสหลักในเครมลิน
จากนั้นก็พบกับเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบในห้องโถงหรูหราเพื่อขอบคุณสำหรับความจงรักภักดีของพวกเขาต่อปูตินเอง
ภาพที่สร้างความแปลกใจให้ได้ผู้พบเห็นไม่น้อยคือตอนที่ปูตินแวะพักที่เมืองดาเกสถานทางใต้ของรัสเซียในวันรุ่งขึ้น เขาเดินลุยเข้าไปท่ามกลางกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างใกล้ชิด...เกินกว่าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยส่วนตัวปกติจะอนุญาตให้ทำ
แต่นี่เป็นโอกาสพิเศษที่ต้องมีข้อยกเว้นแม้จะมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยส่วนตัวของผู้นำในระดับหนึ่งก็ตาม
วันต่อมา ปูตินก็แสดงความรู้สึกเชิงบวกที่ฟอรัมธุรกิจด้วยการประกาศว่า “มีความรู้สึกมั่นใจว่าไม่ว่าปัญหาใดๆ จะเกิดขึ้น เราจะเอาชนะมันทั้งหมดอย่างสงบ เป็นจังหวะ และก้าวไปข้างหน้า”
ทั้งหมดนี้คือภาพของปูตินหลังเหตุการณ์เขย่าขวัญที่เป็นภาพที่ “ฝุ่นยังไม่หายตลบ”
แต่สำหรับปูตินแล้วจะรอให้ฝุ่นจางลงก่อนแล้วจึงจะมีปฏิบัติการฟื้นความมั่นใจของประชาชนไม่ได้เป็นอันขาด!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


