ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด @ประชาชื่น 46 นับถอยหลังการโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. แม้คนก้าวไกลเชื่อว่าจะได้เสียงเพียงพอเกิน 376 เสียง ดันพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เดี๋ยวคงรู้กัน โดยมีคำเตือนจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ถ้าพรรคก้าวไกลมั่นใจได้ ส.ว.สนับสนุนครบ 65 เสียงแล้ว ยิ่งไม่ควรต้องจัดชุมนุมส่งสัญญาณอารมณ์ถึงเหตุการณ์โหวต 13 ก.ค. เพราะจะทำให้เกิดผู้ไม่หวังดีเข้าแทรกแซง ปั่นป่วนจนมีความคั่งแค้นและเกิดความเสียหายทางการเมือง
“ส่วนเสียง ส.ส. มีแน่นอน 311 เสียง แต่ถ้ามั่นใจรวบรวม ส.ว.ได้จริงเกิน 65 เสียงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปสุ่มเสี่ยงอะไรกับการชุมนุม (เมื่อ 9 ก.ค.) หากมีใครสักคนชูป้ายเรื่อง 112 หรือเรื่องอื่นแล้ว มันจะลากให้กลายเป็นอีกสถานการณ์หนึ่งทันที”
๐ นอกจากนี้ยังมีประเด็นคู่ขนาน หลัง กกต. เตรียมประชุมเรื่องคุณสมบัติของนายพิธาขัดรธน. มาตรา 98 (3) ห้ามถือหุ้นสื่อหรือไม่ หากผลมาเป็นลบ และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะนัดประชุมกันวันที่ 12 ก.ค. หากสมมุติสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ก็จะส่งผลในการโหวตแคนดิเดตนายกฯ ทันที แม้กฎหมายจะไม่ได้ห้าม แต่ถามว่า ประธานรัฐสภาจะกล้าให้มีการโหวตหรือไม่ รวมทั้งสมาชิกรัฐสภา ประกอบไปด้วย ส.ส. และ ส.ว. จะกล้าโหวตคนที่มีมลทินหรือไม่ ที่สุ่มเสี่ยงระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท
โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ วุฒิสภา ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า การที่ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นแนวทางที่สร้างความชัดเจน ช่วยแก้ปัญหาความเห็นต่างๆ กกต.จึงเป็นทางออก เมื่อสอบสวนไต่สวนชัดเจนแล้วสามารถสรุปเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ก็เป็นแนวทางที่จบปัญหา ถ้าทำเสร็จจริงก็ควรส่งไป
ไม่ใช่เรื่องการสกัดหรือไม่สกัด ถ้าใช้คำนั้นเหมือนตั้งใจไม่ให้นายพิธาเป็นนายกฯ แต่เป็นเรื่องของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกฯ ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม โดยกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ที่ให้ ส.ส. และ ส.ว. โหวตเลือกนายกฯ ส่วนมาตรา 159 ส.ส. และ ส.ว. ต้องเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้าม คือห้ามถือหุ้นสื่อ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผิดในตัวเองอยู่แล้ว แต่การส่งศาลรัฐธรรมนูญก็เพื่อหาข้อยุติให้ชัดเจน เพราะการถือหุ้นคือเหตุ ส่วนผลคือรอศาลตัดสิน แต่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น ส.ส. และ ส.ว. ต้องทำตามบทบัญญัติในมาตรา 159 ให้ชัดเจน
“ผมเป็นห่วง 8 พรรคที่เซ็นเอ็มโอยู ว่าจะกล้าตัดสินใจเลือกคนที่คุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากเลือกคนขัดรัฐธรรมนูญ คนขาดคุณสมบัติ ทั้งหมดจะเหมือนปลาในข้องเดียวกัน จะมีปัญหากับพรรคเหล่านั้นได้ จึงอยากฝากไปพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเหล่านี้ด้วย การที่แต่ละพรรคจะโหวตนายพิธา ดูรัฐธรรมนูญมาตรา 159 หรือยัง ว่าต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม แต่ละพรรคท่านต้องไปดู มิเช่นนั้นจะกลายเป็นท่านทำขัดรัฐธรรมนูญเอง จะกลายเป็นท่านล้มล้างการปกครองหรือไม่ เพราะขัดมาตรา 159 ซึ่งจะไปไกล ถูกตีความอีกเยอะ สุดท้ายจะทำร้ายตัวคุณเอง อาจจะไปไกลถึงถูกยุบพรรค”
๐ ขณะที่นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล บอกว่า พรรคก้าวไกลได้ส่งหนังสือด่วนไปยัง กกต. เพื่อคัดค้านการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยกรณีหุ้นสื่อของพิธา เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอน ที่ระเบียบ กกต.ระบุไว้เอง มีความเร่งรัดเกินกว่าเหตุ จนน่าสงสัยในเจตนาของ กกต. ว่ากระทำโดยความเป็นกลางหรือไม่
"ในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ อีกเพียง 4 วัน ก็จะถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี การที่จู่ๆ กกต.จะเร่งรัด ทำข้ามขั้นตอน ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทันที อาจทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่า องค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างไม่เป็นกลาง มีเป้าประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ ผมเชื่อว่าประชาชนเฝ้ารอการโหวตนายกรัฐมนตรีกันทั้งประเทศ จึงไม่ควรมีการกระทำใดๆ ที่จะขัดขวางการตั้งรัฐบาลตามครรลองประชาธิปไตย"
ส่วนท่าที กกต.จะเป็นอย่างไร และศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.หรือไม่ และรัฐสภาจะกล้าโหวตหรือไม่ และจะมีการปลุกม็อบมาล่าแม่มดหรือไม่ การเมืองร้อนๆ ในสัปดาห์นี้อีกไม่นานคงรู้กัน.
ช่างสงสัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด เมื่อมองย้อนกลับไปยังสนามการเมืองระดับท้องถิ่น จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายทุกพรรคไม่สามารถเอาชนะ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับผลงานและการพัฒนาเมือง มากกว่าเกมการเมือง
บันทึกหน้า 4
เริ่มบันทึกเมื่อเวลา "ปิดหีบ" บัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. รวมทั้งการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา บรรยากาศไม่คึกคักเท่ากับการเลือกตั้งใหญ่ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะใน กทม. ซึ่งดูเหมือนว่า คนมีสิทธิ์มีเสียงจะรู้สึก "ขี้คร้าน" ที่จะออกจากบ้านไป "ทวนกระแส" ชัชชาติ ..มาแรงแซงทุกโพล!
เร่งปั้นผลงานให้รัฐบาล
หากมองข้ามวาทกรรมการเมืองที่กำลังดุเดือดในเวลานี้ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นจากรัฐบาล "อนุทิน 2" มากที่สุดคงหนีไม่พ้นผลงานที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการจัดการปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเครือข่ายทุนสีเทาที่ฝังรากลึกมานาน
บันทึกหน้า 4
ดูเหมือนรัฐนาวาอนุทิน 2 ที่ เพิ่งผ่านมาแค่ 1 ไตรมาส หรือกว่า 3 เดือน แต่ดูเหมือน “มรสุมรุมเร้า” เสียเหลือเกิน ไล่มาตั้งแต่โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การดูแลของ “ไชยชนก ชิดชอบ” ลูกหัวแก้วหัวแหวนของครูใหญ่แห่งพรรคภูมิใจไทย แล้วตามมาด้วยการโยกย้ายข้าราชการในจังหวัดภูเก็ต และ ล่าสุดคือขบวนการโกงการสอบบรรจุเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่นของ “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)” ...๐
บันทึกหน้า 4
รัฐบาลกำลังโดนฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จึงต้องขันนอต-วัด KPI รัฐมนตรีของ ภท. หากไม่ผ่านจะปรับพ้น
บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด การประกาศนโยบายประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรี ประธานและกรรมาธิการ (กมธ.) ทั้ง 14 คณะ ตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย


