เมื่อวานเขียนถึงนายกฯหลี่ เฉียงของจีนที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจของจีนน่าจะโตได้ร้อยละ 5 ในปีนี้แม้ว่าเขาพูดไว้ตอนรับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมว่า “เป็นภารกิจที่ท้าทาย”
แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักก็มองว่าความท้าทายมีอยู่จริงสำหรับเศรษฐกิจอันดับสองของโลก
ด้วยเหตุผลหลายประการที่คนไทยควรจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สำนักวิจัยของไทย KKP Research ก็ประเมินว่ามีปัจจัยหลายข้อที่อาจจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนต้องไม่ต้องชะลอตัวลง
ปัจจัยระยะสั้น คือ ประชากรจีนยังมีความ
กังวลเกี่ยวกับโควิดและยังไม่มั่นใจในทิศทางเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ตามมาด้วยปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ และการฟื้นตัวที่ค่อนข้างกระจุกตัวอยู่เพียงในบางภาคเศรษฐกิจ
รวมไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างอีกหลายด้านที่ฉุดการเติบโตของจีนในระยะยาว
KKP Research ประเมินว่าในภาพรวมเศรษฐกิจจีนในปีนี้และในระยะต่อไปกำลังเผชิญความท้าทายอย่างมาก และการเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะไม่ได้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนทศวรรษที่ผ่านมา
เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจรายเดือนในแต่ละด้านของจีนสะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวของจีนยังซบเซาและกระจุกอยู่แค่ใน
การบริโภคบริการเท่านั้น (Service consumption)
ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ทยอยฟื้นตัวไปแล้ว
ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ภาคการผลิตของจีนยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา ดังนี้
1) ยอดค้าปลีก (Retail sales) แม้ว่าตัวเลขยอดค้าปลีกจะปรับตัวสูงขึ้นกว่า 12% ในเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบกับ
ปีที่ผ่านมา แต่อัตราการเติบโตที่สูงมาจากผลของฐานในปีที่แล้วที่ต่ำลงไปมากจากผลกระทบการปิดเมือง หาก
พิจารณาอัตราการเติบโตของยอดค้าปลีกเทียบกับสองปีก่อนที่ยังไม่กลับมาปิดเมืองอีกรอบ (ปี 2021) จะพบว่า
มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 2.6% ต่อปีเท่านั้น
ซึ่งสะท้อนว่าภาคการบริโภคในส่วนของสินค้าไม่ได้ฟื้นตัวได้
ดีมากเมื่อเทียบกับระดับปกติในอดีต
นอกจากนี้ข้อมูลยอดค้าปลีกยังสะท้อนว่า แนวโน้มการบริโภคสินค้าได้ทยอยฟื้นตัวกลับเข้าสู่แนวโน้มการเติบโตแบบปกติแล้ว ทำให้ผลจากอุปสงค์ที่อั้นไว้ (Pent-up demand) จะมีบทบาทลดลงในช่วงหลังจากนี้
2) การผลิตในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ตัวเลขภาคการผลิตจีนในเดือนพฤษภาคมเติบโตเพียง3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากฐานในปีที่แล้วที่ต่ำเช่นเดียวกัน
หากเทียบกับสองปีก่อนอัตราการเติบโตของการผลิตชะลอตัวเหลือเพียง 2.1% ต่อปี สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คาดของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการชะลอตัวของภาคการค้าโลก
3) ดัชนีการลงทุน (Fixed Asset Investment) ตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเริ่มชะลอตัวแม้เทียบกับฐานที่ต่ำ
ในปีที่แล้วทั้งการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังหด
ตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
4) เครื่องชี้ภาคการบริการ ภาคบริการเป็นภาคเศรษฐกิจเดียวของจีนที่มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน
โดยดัชนี PMI (Purchasing Manager Index) ในภาคการบริการมีแนวโน้มขยายตัวสวนทางการดัชนีภาคการผลิตที่เริ่มชะลอตัวลง
เครื่องชี้วัดภาคบริการอื่น ๆ สะท้อนภาพการฟื้นตัวคล้ายกัน เช่น จำนวนการบินภายในประเทศที่กลับมาอยู่ในระดับปกติในขณะที่จำนวนการบินต่างประเทศทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง
การฟื้นตัวที่แผ่วบางของจีนไม่ได้เกิดจากเฉพาะปัจจัยชั่วคราวในระยะสั้น แต่สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานและเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจ
แม้ว่าความกังวลต่อสถานการณ์โควิดของคนจีนอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า ซึ่งน่าจะมีทิศทางดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศของจีนที่สะท้อนจาก mobility indicators จะพบว่าความกังวลเรื่องโควิดไม่ใช่ประเด็นหลักอีกต่อไป
เพราะ ทั้งตัวเลขปริมาณการใช้รถไฟใต้ดิน หรือตัวเลขของจำนวนไฟล์ทบินภายในประเทศได้กลับมาสู่ระดับปกติแล้ว
KKP Research ประเมินว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สร้างแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน มีดังนี้
1) ความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนกำลังประสบปัญหาจากความเสี่ยงที่โครงการ
อสังหาริมทรัพย์หลายแห่งไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างจนเสร็จสิ้นได้ เนื่องจากบริษัทพัฒนา
อสังหาริมทรัพย์จำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาด้านสภาพคล่องและปัญหาการล้มละลายไม่สามารถชำระหนี้สินได้
ปัญหานี้เริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา โดยมีสาเหตุมาจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในจีนมีการใช้รายรับจากยอด pre-sale หรือยอดขายก่อนที่โคงการจะสร้างเสร็จ จากโครงการใหม่มาใช้จ่ายในโปรเจ็กต์อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ
ดังนั้น เมื่อยอด pre-sale ในจีนมีทิศทางที่ชะลอตัวลงจากปัญเศรษฐกิจในประเทศ จึงส่งผลให้โครงการอสังหาฯ ที่กำลังสร้างอยู่จำเป็นต้องหยุดชะงักลง กระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานและการชำระหนี้ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์
2) ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสั่นคลอน KKP Research ประเมินว่าความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งใน
ปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของครัวเรือน โดยเฉพาะในบรรดาผู้ผ่อนบ้านในโครงการที่มีความเสี่ยงไม่ส่งมอบตามสัญญา
โดยตัวเลขสำคัญที่สะท้อนแนวโน้มนี้ คือ อัตราการออมในภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าครัวเรือนมีการลดสัดส่วนของการบริโภคและเพิ่ม
สัดส่วนของการออมมากขึ้น ในปัจจุบันเราเริ่มเห็นยอดขายและราคาของอสังหาริมทรัพย์หดตัวมากขึ้นอีกซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้ง
1) ผู้ประกอบการที่อาจเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องเพิ่มเติมจากยอดขายที่หดตัว
2) ภาคธนาคารพาณิชย์ที่มีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์สูง และ
3) ภาคครัวเรือนที่มีสินทรัพย์ส่วนมากอยู่ในอสังหาริมทรัพย์
เมื่อเห็นภาพของเศรษฐกิจจีนที่เผชิญกับปัจจัยท้าทายมากมายหลายด้านเช่นนี้ ประเทศไทยควรจะต้องเตรียมตั้งรับอย่างไร
พรุ่งนี้อ่านข้อเสนอของ KKP Research น่าสนใจครับ คนในทุกวงการควรจะต้องอ่านและต่อยอดจากบทสรุปของแต่ละภาคส่วนเพื่อจะได้ลดแรงกระแทกและหาทางออกด้านอื่นไว้ด้วย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


