เมื่อวานเราเห็นหลายปัจจัยที่อาจทำให้เศรษฐกิจจีนปีนี้และปีหน้าชะลอตัว
นายกฯหลี่ เฉียงเพิ่งแสดงความมั่นใจว่ารัฐบาลจีนจะสามารถทำตามเป้าที่โต 5% ได้ แต่นักวิเคราะห์บางสำนักก็มองว่าอาจจะมี “ลมปะทะ” จากข้างหน้าที่ทำให้การบรรลุเป้าหมายนี้ค่อนข้างจะท้าทาย
คำถามต่อมาก็คือว่าเมื่อเราเห็นสัญญาณอย่างนี้แล้ว ประเทศไทยควรจะต้องเตรียมการตั้งรับอย่างไรจึงจะไม่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงเกินกว่าที่เราจะรับได้
บทวิเคราะห์ของ KKP Research ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังต่อเมื่อวานนี้มีบทสรุปที่เป็นข้อเสนอสำหรับประเทศไทยที่น่าสนใจ
และน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนทุกวงการที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจจีน (ซึ่งก็คือเกือบทุกวงการนั่นแหละ)
แนวทางของข้อเสนอแนะของสำนักวิจัย KKP Research แนะนำด้วยสาระอย่างนี้ว่า
การเติบโตที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างมาก จากการที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาจีนในสัดส่วนที่สูง
โดยในระยะสั้น ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี คือ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนจะทยอยกลับเข้ามา แต่ยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดและยังอยู่ในระดับต่ำ
กว่าช่วงปี 2019 อยู่ค่อนข้างมาก
ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นแต่เราเห็นการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนค่อนข้างช้าในหลายประเทศที่เป็นปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจีน
สะท้อนความไม่มั่นใจในการเดินทางหรือปัญหาอุปสรรคอื่นที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนออกนอกประเทศน้อยกว่าที่คาด
KKP Research ยังคงประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยว
จากจีนจะยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
แต่หากสถานการณ์ภายในเศรษฐกิจจีนชะลอตัวต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้อาจต่ำกว่าที่เราประเมินไว้ที่ 5 ล้านคน
สำหรับภาคการส่งออกของไทย ในปัจจุบันเริ่มเห็นผลกระทบของการชะลอตัวของจีนมาสู่ไทย แม้ว่าการส่งออกจากไทยไปจีนจะฟื้นตัวได้ดีเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่สินค้าส่งออกไปจีนที่ฟื้นตัวได้ดีมีเพียงแค่กลุ่มผลไม้เป็นหลัก
สะท้อนการฟื้นตัวของจีนที่กระจุกอยู่แค่ในภาคอุปโภคบริโภค ในขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยยังคงซบเซาตามการชะลอตัวของภาคการลงทุนและส่งออกของจีน
ผลกระทบต่อไทยจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลลบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่จะสร้างความท้าทายในระยะยาวอีกด้วย หากเศรษฐกิจจีนไม่ได้เติบโตในระดับสูงเหมือนเดิม หรือมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
ในบทวิเคราะห์ “KKP Insight: ธุรกิจและนักลงทุนไทยจะเป็นอย่างไรเมื่อจีนดำเนินนโยบาย Common Prosperity”หรือ “เฟื่องฟูไปด้วยกัน”
KKP Research ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบระยะยาวต่อธุรกิจไทยเมื่อเศรษฐกิจจีนกำลังจะชะลอตัวลง โดยธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบในระดับสูง คือ
กลุ่มธุรกิจไทยที่พึ่งพาภาคการลงทุนและภาคการส่งออกของจีนในสัดส่วนสูง ได้แก่
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เครื่องจักรกล อุปกรณ์การคมนาคม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่กลุ่มธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบในสัดส่วนที่น้อยกว่าคือกลุ่มที่พึ่งพาภาคการบริโภคสินค้าและบริการของจีนได้แก่ภาคการเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารและการค้าปลีกและค้าส่งเป็นต้น
นั่นคือแนวทางที่สมควรที่คนไทยทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนจะนำไปพิจารณาวางมาตรการตั้งรับให้ดี
อีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์กับจีนนั้น ผมอ่านเจอคำให้สัมภาษณ์ของหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยที่เตือนว่าจะทั้งไทยและจีนต้องต้องระมัดระวังกลุ่มที่มีเจตนาซ่อนเร้น ใช้เรื่อง “ทุนสีเทา” เพื่อทำลายความสัมพันธ์จีน-ไทย
ในวันครบรอบ 48 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย เอกอัครราชทูตหาน จื้อเฉียงได้ให้สัมภาษณ์กับเดลินิวส์เกี่ยวกับนโยบายการค้าและการลงทุนของจีนต่อไทย
โดยทูตหานบอกว่าเมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานมากมายเกี่ยวกับทุนสีเทาในสื่อของไทย
“สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ จีนกำหนดให้พลเมืองและบริษัทจีนในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายและขนบธรรมเนียมของประเทศปลายทางอย่างเคร่งครัด ให้ประกอบธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และตอบแทนสังคมอย่างจริงจัง และพวกเขาก็ทำเช่นนั้นจริง มีบริษัทจีนในไทยจำนวนมากกระตือรือร้นกับการทำกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์พร้อมๆ กับการพัฒนาธุรกิจของพวกเขา ซึ่งความพยายามและคุณประโยชน์ที่พวกเขาได้ทำเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นเป็นที่ประจักษ์
ท่านทูตหานบอกด้วยว่า “มีชาวจีนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นต้น”
ท่านบอกว่าฝ่ายจีนสนับสนุนให้ฝ่ายไทยดำเนินการปราบปรามกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอย่างเต็มที่
“และในความเป็นจริง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของจีนและไทยได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการปราบปรามแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติอยู่แล้ว และได้ประสบผลสำเร็จอย่างมาก...”
ท่านทูตจีนเสริมว่า:
“สิ่งที่ผมต้องการเน้นย้ำคือ ชาวจีนที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในประเทศไทยนั้นมีจำนวนน้อยมาก เราควรแยกแยะคนเหล่านี้ออกจากพลเมืองจีนและบริษัทจีนในประเทศไทย...”
เพราะบางกลุ่มที่มีเจตนาซ่อนเร้น ใช้เครือข่ายการสื่อสารเพื่อทำลายภาพพจน์ของประเทศจีน สร้างความขัดแย้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับไทย ซึ่งทั้งไทยและจีนต้องระมัดระวังอย่างมาก
นี่เป็นอีกแง่มุมหนึ่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของไทยกับจีนที่ต้องจับตาดูและตามให้ทันกับความสลับซับซ้อนของกิจกรรมต่าง ๆ เช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


