มะกันกำลังสูญเสีย อิทธิพลในอาเซียนให้จีน

ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ใครถูกมองในแง่บวกและลบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลสำรวจที่น่าสนใจบอกว่าสหรัฐฯ กำลังเสียเปรียบจีนในอาเซียน

ชัดเจนว่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ปักกิ่งได้นำแนวทางทางการทหารและการทูตที่  “รุกหนัก” มากขึ้นในภูมิภาคนี้ และส่วนอื่นๆ ของโลก

นั่นรวมถึงการเพิ่มกำลังทหารในทะเลจีนใต้

บางครั้งก็ใช้เรือประมงหรือแม้กองกำลังทหารเพื่อป้องกันไม่ให้เรือประมงจากประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปฏิบัติการในน่านน้ำภูมิภาค 

อีกด้านหนึ่งคือความขึงขังจริงจังต่อกรณีไต้หวันมากขึ้นเรื่อยๆ

และนักการทูตจีนก็ใช้ลีลาท่าทีและภาษาที่ดุดันต่อตะวันตกอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นเช่นกัน

จนได้สมญาว่าเป็นการทูตแบบ "นักรบหมาป่า"

แต่ท่าทีเหล่านั้นไม่ได้ทำให้คนในอาเซียนรู้สึกทางลบต่อปักกิ่งมากนัก

เพราะจากงานศึกษาใหม่โดยสถาบันวิจัย Lowy Institute ของออสเตรเลียนั้น ผลปรากฏว่าอิทธิพลของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำไป

ไม่เพียงแต่เท่านั้น อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนส่วนใหญ่นั้นมีส่วนไปลดทอนบารมีของสหรัฐฯ

หรือพูดง่ายๆ คือวอชิงตันกำลังแพ้ปักกิ่งในความนิยมชมชอบของคนในแถบนี้

รายงานของ Lowy Institute หัวข้อ “Asia Power Snapshot: China and the United States in Southeast Asia” ใช้ตัวชี้วัดหลายตัวในการจัดอันดับอิทธิพลในภูมิภาคของทั้งสองประเทศในสี่ประเภท ได้แก่ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

เครือข่ายด้านความมั่นคง

อิทธิพลทางการทูต

และอิทธิพลทางวัฒนธรรม

ได้ข้อสรุปว่า สหรัฐฯ “สูญเสียอิทธิพลต่อจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาในทั้ง 4 ช่วงเวลา”

ในลักษณะคล้ายกันนี้ การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้โดยสถาบัน ISEAS Yusof-Ishak ในสิงคโปร์ ก็พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่พบว่าจีนเป็นอำนาจทางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่โดดเด่นที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากตัวชี้วัดของรายงาน Lowy จาก 10 ประเทศในอาเซียนนี้ สหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสองประเทศเท่านั้น : ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสนธิสัญญาของสหรัฐฯ และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ

วอชิงตันก็ยังรั้งอันดับต้นๆ อยู่ ในประเทศไทยซึ่งเป็นอีกหนึ่งพันธมิตรสนธิสัญญาของสหรัฐฯ

ขณะนี้จีนมีอิทธิพลมากขึ้นในไทยจากการสำรวจความคิดเห็นของ ISEAS

แสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามในทุกประเทศของอาเซียนคิดว่าจีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุดในภูมิภาคนี้

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ในอาเซียนคิดว่าจีนกำลังใช้อิทธิพลทางการเมืองและยุทธศาสตร์มากที่สุดในภูมิภาคนี้เช่นกัน

ในทางตรงกันข้าม ในการศึกษาของ Lowy Institute เมื่อปี 2561 สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสามประเทศในภูมิภาค

ส่วนวอชิงตันและปักกิ่งมีผลออกมาพอๆ กันในประเทศไทย

หลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แสดงความหวาดกลัวอย่างชัดเจนต่อปฏิบัติการทางทหารที่คึกคักมากขึ้นของจีน

แต่การศึกษาของ Lowy ก็พบว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอำนาจทางทหารที่โดดเด่นสำหรับหลายประเทศรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อินโดนีเซียและเวียดนามเลือกที่จะร่วมมือทางทหารอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ  ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่ก็มีความระมัดระวังที่จะไม่สร้างความเป็นศัตรูกับปักกิ่ง

ฟิลิปปินส์ ซึ่งในฐานะพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ เต็มใจที่จะเข้าร่วมกับวอชิงตันอย่างเปิดเผยมากขึ้น

โดยได้อนุญาตให้เพนตากอนเข้าถึงฐานทัพใหม่ๆ หลายแห่งในประเทศที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีของสงครามเหนือไต้หวัน

จีนประสบความสำเร็จในการสร้างอิทธิพลด้านเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาเซียนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าข้างปักกิ่งมากขึ้น

รายงานของ Lowy ระบุว่า ในปี 2022 “สหรัฐฯ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าจีนในทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

นอกเหนือจากการค้าและการลงทุนแล้ว ปักกิ่งยังก้าวขึ้นเป็นผู้ให้กู้ที่พึ่งสุดท้ายเมื่อประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และส่วนอื่นๆ ของโลก

แต่ก่อน สหรัฐฯ เคยช่วยจัดระเบียบการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ไทยไปจนถึงอินโดนีเซีย

แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา วอชิงตันลดบทบาทส่วนนี้ลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้แต่มาเลเซีย ที่มีนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่มีประสบการณ์ มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับสหรัฐฯ ก็ยังหันไปหาปักกิ่งและออกห่างจากวอชิงตันมากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุเพราะความช่วยเหลือและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศนั้น

นอกจากนี้ ไทยและมาเลเซียก็เดินหน้าเหมือนอีกหลายประเทศในการซื้ออาวุธจากจีนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เป็นการบ่งชี้ว่าการเติบโตทางทหารและเศรษฐกิจของจีนกำลังดำเนินไปควบคู่กัน

รายงานนี้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ สูญเสียอิทธิพลในมาเลเซียระหว่างปี 2018-2022 มากกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปักกิ่งยังคงใช้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เข้าร่วมข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาคขนาดใหญ่ และพัฒนาบางส่วนของตนเอง

เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่วอชิงตันถอนตัวจากข้อตกลงการค้าที่เกี่ยวข้องกับประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น Trans-Pacific Partnership

และยังถอนตัวจากความพยายามบูรณาการทางเศรษฐกิจของภูมิภาคโดยรวมมากขึ้น

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เสนอกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก หรือ IPEF ที่ค่อนข้างจะมีรายละเอียดคลุมเครือสำหรับภูมิภาคนี้แทน

แต่ IPEF ไม่ได้เสนอให้ประเทศอื่นเข้าถึงตลาดของสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าเดิม

ด้วยเหตุนี้ หลายๆ คนในอาเซียนจึงมองว่าแผนของสหรัฐฯ นี้ไม่ตอบโจทย์และไม่จริงจัง

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับข้อตกลงการค้าภายในภูมิภาคที่มีผลผูกพันอย่างชัดเจนกับจีน

ยิ่งกว่านั้นยังมีความกลัวว่าลัทธิกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ จะสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมที่สำคัญของเกาหลีและญี่ปุ่น

รายงานนี้สรุปว่า สหรัฐฯ มีทางเลือกคืออาจดำเนินแนวทางปัจจุบันต่อไป และสูญเสียอิทธิพลต่อไป

หรืออาจคิดใหม่ว่ามีปรับปรุงนโยบายให้มีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างไรกับภูมิภาคนี้

แต่หากอเมริกาเพียง “รักษาสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” ก็คงจะเป็นการก้าวถอยหลังดังที่รายงานของโลวีและไอซีเอเอสแสดงให้เห็น

เพราะแนวโน้มชี้ว่าเพื่อนสนิทของวอชิงตันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังห่างเหินกันมากขึ้น

และเป็นทิศทางที่ไม่เอื้อต่อการที่หลายประเทศในย่านนี้ต้องการเห็นการ “ถ่วงดุลแห่งอำนาจ” ของสองมหาอำนาจในย่านนี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน