การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไปที่อินโดนีเซีย มีเรื่องร้อนๆ หลายประเด็นที่ควรแก่การติดตามเพื่อปรับยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย
ประเด็นความร้าวฉานในเมียนมายังคงสร้างความตึงเครียดให้กลุ่มประเทศทั้ง 9 (ยกเว้นเมียนมาที่ไม่ได้รับเชิญมาร่วม)
ขณะที่อาเซียนเองก็ต้องพยายามแสวงหาจุดร่วม ในการบริหารความขัดแย้งระดับสากลระหว่างสหรัฐฯ จีน กับรัสเซีย
การประชุมรอบนี้เป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน พร้อมกับตัวแทนจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตลอดจนสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
หัวข้อที่พูดคุยมีกว้างขวางหลากหลาย แต่ที่เป็นประเด็นหลักหนีไม่พ้นข้อกังวลทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่มีร่วมกัน
อีกด้านหนึ่งก็ต้องการตอกย้ำว่า ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกสามารถจัดการกับหัวเรื่องสำคัญๆ ได้อย่างไรเพื่อความอยู่รอดและสร้างความรุ่งเรืองร่วมกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิธีจัดการบริหารการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และสงครามในยูเครน
ประเด็นใหญ่คงหนีไม่พ้นเรื่องความขัดแย้งในเมียนมา ที่ยังร้อนแรงและตอกย้ำถึงจุดยืนที่แตกต่างของสมาชิกอาเซียน ว่าจะเอาอย่างไรกับรัฐบาลทหารเมียนมาที่ยังไม่ได้แสดงความคืบหน้าเกี่ยวกับ “ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน”
หัวข้อนี้ได้รับความสนใจเร่งด่วนทันที เพราะคุณดอน ปรมัตถ์วินัย รักษาการรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย แจ้งต่อที่ประชุมว่าได้เข้าพบนางอองซาน ซูจี ผู้นำเมียนมาที่ถูกคุมขัง...โดยที่มิน อ่อง หล่าย ผู้นำทหารให้ความเห็นชอบในการพบปะกันครั้งนี้
นักการทูตในที่ประชุมก็ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไร เพราะ “การทูตไทย” ภายใต้การดำเนินการของคุณดอนกับท่าทีทางการของอาเซียนยังไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
จุดยืนทางการอาเซียนคือ จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้นำเมียนมาจนกว่าจะมีความคืบหน้าในเรื่องการทำตามฉันทามติ 5 ข้อ
รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่าไทยจะดำเนิน “การทูตแบบเงียบ” และขอประสานเชื่อมต่อกับผู้นำทหารเพื่อเป็น “สะพาน” ระหว่างอาเซียนกับรัฐบาลทหารเมียนมา
ร่องรอยของความเห็นแตกต่างระหว่างมวลมิตรอาเซียนนั้น สะท้อนจากความล่าช้าในการเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมของที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในช่วงดึกของคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
นักการทูตที่นั่นบอกว่า การที่แถลงการณ์ร่วมออกช้าก็สะท้อนถึงความไม่ลงรอยกันในหมู่สมาชิก
แต่โดยภาษาทางการทูตสไตล์อาเซียนที่ทุกอย่างดำเนินภายใต้หลัก “ฉันทามติร่วม” หรือ consensus ของประเทศสมาชิกแล้ว นักการทูตระดับสูงก็ต้องออกมา "ยืนยันเอกภาพของอาเซียนอีกครั้ง"
โดยยอมรับว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้ "รับฟังการบรรยายสรุปจากไทยเกี่ยวกับกิจกรรมล่าสุดของเมียนมา ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนจำนวนหนึ่งมองว่าเป็นการพัฒนาในเชิงบวก"
ต้องขีดเส้นใต้ตรง “สมาชิกอาเซียนจำนวนหนึ่ง...”
แถลงการณ์ร่วมบอกว่ารัฐมนตรีอาเซียนจะดำเนินการ "ทบทวนอย่างรอบด้าน" เกี่ยวกับการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ประการของเมียนมา
ก่อนที่จะส่งข้อเสนอแนะในภาพรวมไปยังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนกันยายนนี้
นั่นคือการโยนลูกไปให้ระดับประมุขของประเทศสมาชิกไปถกกันต่อ
ถึงตอนนั้นใครจะเป็นผู้นำจากประเทศไทยยังไม่อาจจะรู้ได้
กุญแจหลักคือ ฉันทามติร่วม 5 ข้อ หรือ 5-Point Consensus ที่ตกลงกับนายพลอาวุโสของเมียนมา มิน อ่อง หล่าย ในการประชุมสุดยอดพิเศษเมื่อเดือนเมษายน 2564 รวมถึงการเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงโดยทันที
เมื่อตกลงรายละเอียดกันเรื่องเมียนมาอย่างรอบด้านไม่ได้ ก็ต้องเขียนในแถลงการณ์ร่วมด้วยถ้อยคำกว้างๆ ที่ “ไม่กระเทือนซาง” ใครตามรูปแบบของอาเซียน
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วมีเรื่องที่ต้อง “เคลียร์ใจ” กันไม่น้อยระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน ที่ต้องการยืนหยัดในหลักการจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับผู้นำทหารเมียนมา กับกลุ่มประเทศที่ต้องการจะใช้วิธีการที่นุ่มนวลกว่านั้น
เมื่อไม่มีรายละเอียดว่าคุณดอนได้สามารถทำให้มิน อ่อง หล่าย กับอองซาน ซูจี พบปะกันเพื่อปูทางไปสู่การเจรจาสันติภาพในเมียนมาเพื่อให้อาเซียนดูมีน้ำยาบารมีบ้าง ก็จึงไม่อาจจะนำไปสู่การวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งว่าด้วยทิศทางของการแก้ปัญหาได้ในยามนี้
อีกหัวข้อหนึ่งที่รัฐมนตรีอาเซียนให้ความสำคัญในการประชุมครั้งนี้คือ เรื่องรัสเซียและสงครามยูเครน
การหารือระหว่างรัฐมนตรีรัสเซีย (เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ) กับอาเซียน ในกรุงจาการ์ตาเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน เน้นย้ำถึง “การดำเนินการอย่างสมดุลที่ซับซ้อนของประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการผลักดันสันติภาพในยูเครนโดยไม่กระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ”
แต่แอนโทนี บลินเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำเตือนอาเซียนว่า รัสเซียกำลังขู่อีกครั้งที่จะยุติโครงการ Black Sea Grain Initiative
อันเป็นการอนุญาตให้ขนส่งธัญพืชจากยูเครนอีกครั้งในวันที่ 18 กรกฎาคม
"หากมอสโกปฏิบัติตามคำขู่นี้ ประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงในภูมิภาคนี้ด้วย จะเจอปัญหาหนัก ซึ่งรวมถึงราคาอาหารที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับการขาดแคลนอาหารมากขึ้น" บลินเกนบอกกับนักข่าวในกรุงจาการ์ตาเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา
ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ลาฟรอฟ เสนอให้ประเทศในอาเซียนใช้สกุลเงินท้องถิ่นมากกว่าเงินดอลลาร์ ซึ่งอาจช่วยให้มอสโกหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรจากตะวันตกที่มีต่อสงคราม
ลาฟรอฟยังนัดประชุมไตรภาคีกับเรตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย และหวัง อี้ นักการทูตระดับสูงของจีน
อีกด้านหนึ่ง บลินเกนก็แยกไปพบกับหวัง อี้ ของจีนเช่นกัน
เป็นการถือโอกาสพบปะของอาเซียนเพื่อตั้งวงฟื้นฟูความสัมพันธ์ของสองยักษ์ไปในตัว
เรื่องทะเลจีนใต้ก็ข้ามไปเฉยๆ ไม่ได้
อาเซียนและจีนเห็นพ้องแนวทางที่จะเร่งการเจรจายาวนานหลายปีเกี่ยวกับ “หลักปฏิบัติ” หรือ Code of Conduct ที่มุ่งลดความตึงเครียดในทะเลจีนใต้
ว่ากันว่ามีการยกขึ้นมาพูดคุยกันอีกครั้งระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับหวัง อี้ เช่นกัน
เรื่องของเรื่องคือ ปักกิ่งมีข้อพิพาทกับบางประเทศในอาเซียนว่าด้วยการอ้างสิทธิ์เหนือเส้นทางน้ำที่อุดมด้วยทรัพยากรและเส้นทางการค้าที่สำคัญ
แม้จีนจะแพ้คดีอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศที่ยื่นฟ้องโดยฟิลิปปินส์ในปี 2559 แต่ปักกิ่งไม่ยอมรับอำนาจของคำตัดสินนั้น
จึงจำเป็นต้องหากลไกอื่นเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเรื่องบานปลายร้ายแรงหนักกว่าเดิม
แต่ด้วยความตึงเครียดที่พุ่งสูงเหนือช่องแคบไต้หวัน การเร่งเจรจาเกี่ยวกับ “คู่มือปฏิบัติ” ของอาเซียนกับจีนเรื่องนี้อาจช่วยทำให้ได้มาตรฐานที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับกิจกรรมของจีน และลดความเสี่ยงของการเผชิญหน้าในทะเลจีนใต้
ประเด็นไต้หวันก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องเป็นหัวข้อพูดคุยระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กับจีนในโอกาสนี้อีกครั้ง
บลินเกน "เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพทั่วช่องแคบไต้หวัน"
ขณะที่หวัง อี้ ได้อธิบายตอกย้ำอย่างละเอียดว่าด้วยจุดยืนของจีนในประเด็นไต้หวัน
อีกหัวข้อหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือเกาหลีเหนือ
โดยในที่ประชุมสรุปว่าในระยะหลังนี้ เกาหลีเหนือได้แสดงท่าทีที่ก้าวร้าวและมีความเป็นศัตรูมากขึ้น...และวางตัวโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกมากขึ้นเช่นกัน
ในสัปดาห์เดียวกับการประชุมอาเซียนนี้เองที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธอีกรอบ
บ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการพัฒนาอาวุธของเปียงยางที่ไม่ฟังเสียงทัดทานจากใครทั้งสิ้น
แถลงการณ์ของอาเซียนก็ได้แต่เพียงประณาม “การยั่วยุรอบใหม่ของเปียงยาง”
การประชุม Asean Regional Forum (ARF) นี้ ความจริงเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ค่อนข้างแปลกตรงที่ว่ามีเกาหลีเหนือเข้าร่วมเป็นประจำ
หลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมอบให้ อัน กวาง อิล เอกอัครราชทูตประจำอินโดนีเซียเป็นตัวแทน แทนที่จะส่ง โช ซอน ฮุย รัฐมนตรีต่างประเทศมา
เท่ากับเป็นการลดระดับความสำคัญในสายตาของเปียงยางต่อการประชุมอาเซียนตามลำดับ
แถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเรียกร้องให้มี "ความพยายามทางการทูต" เพื่อนำ "สันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืน" มาสู่คาบสมุทรเกาหลี
ดูหัวข้อในแถลงการณ์ร่วมแล้วก็พอจะจับใจความได้ว่า
อาเซียนยังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระดับภูมิภาคและระดับโลกที่วุ่นวายสลับซับซ้อนหนักขึ้นทุกขณะ!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


